กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 20

สายเลือดที่แท้จริง

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
“ราชโองการสวรรค์... มีบัญชาว่า” เสียงแหลมสูงบาดหูของขันทีเฒ่าจางกงกงดังแทรกผ่านความเงียบงันราวกับคมมีดกรีดลงบนผิวผ้าไหมชั้นดี กลิ่นธูปกำยานราคาแพงที่ลอยอวนอยู่ในตำหนักทิศเหนือยามนี้กลับกลายเป็นกลิ่นอายความอับชื้นของสุสานโบราณ ฟางเซียนยืนตัวตรงเป็นเส้นดิ่ง ปลายเท้าภายใต้รองเท้าปักลายดอกโบตั๋นซ่อนเกร็งแน่นจนสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของพื้นหินอ่อน ทว่าสติสัมปชัญญะของนางกลับวิ่งวนเร็วยิ่งกว่าม้าศึกในสมรภูมิ ชื่อที่ถูกขานออกมาจากปากของขันทีเฒ่าหาใช่ชื่อขุนนางกังฉินหรือราชนิกูลตกอับ ทว่ากลับเป็นนามที่ถูกลบเลือนไปจากทะเบียนราษฎร์แห่งแคว้นต้าฉีมานานกว่ายี่สิบปี... นามของตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏนอกคอก “...ประกาศให้บุตรีแห่งสายโลหิตสกุลหลินโดยแท้ หลินฟางเซียน กลับคืนสู่ฐานันดรเดิม พร้อมรับพระราชทานป้ายหยกประจำตัว และสิทธิ์ในการรื้อฟื้นคดีชำระสะ้างมลทิน!” สิ้นเสียงประกาศ ตำหนักทั้งหลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความอึดอัด ฉินจวินอวี้ที่ประทับอยู่เหนือเก้าอี้ไม้จันทน์แดงมิได้แสดงความตกใจแม้แต่น้อย นิ้วมือหนาที่สวมแหวนหยกมันแพะยังคงเคาะพนักเก้าอี้เป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้ายคมกริบ รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่จนขันทีเฒ่าผู้ผ่านโลกมามากถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว “ฮ่องกง... ทรงมีพระปรีชาญาณยิ่งนัก” ฉินจวินอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเยือกเย็นเสียจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น “เพียงแต่... การรื้อฟื้นคดีเก่าของตระกูลที่ตายตกไปตามกาลเวลา เกรงว่าจะทำให้ฝุ่นผงใต้พรมต้องฟุ้งกระจายจนระคายเคืองพระเนตรพระกรรณได้นะ” จางกงกงตัวสั่นเทิ้ม รีบโขกหัวคำนับจนหน้าผากแทบชิดพื้น “ท่านอ๋อง... นี่คือพระราชประสงค์แท้จริงจากองค์เหนือหัว บ่าวเป็นเพียงผู้ส่งสาร ย่อมมิอาจก้าวก่ายพระราชอัธยาศัยพ่ะย่ะค่ะ” ฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก นางกวาดสายตามองแผ่นป้ายหยกสีขาวนวลเนื้อเนียนที่วางอยู่บนถาดผ้าต่วนสีทองในมือขันที บนเนื้อหยกสลักลวดลายพยัคฆ์ซ่อนลายเมฆ—ตราสัญลักษณ์ประจำกองกำลังลับพิทักษ์ชายแดนยุคบรรพกาล ตระกูลหลินที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงตระกูลแพทย์หลวงตกยาก แท้จริงแล้วกลับกุมกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงกับกองกำลังทหารม้าเหล็กครึ่งแสนที่สาบสูญ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี่คือหมากตากลุ่มใหญ่ที่ถูกเดินโดยองค์จักรพรรดิผู้กำลังระแวงอำนาจของท่านอ๋องแห่งตระกูลฉิน “ขอบพระทัยฝ่าบาทสำหรับพระกรุณาธิคุณ” ฟางเซียนย่อกายลงคำนวณอย่างงดงามตามแบบแผนราชสำนักทุกประการ ท่วงท่าของนางสง่างามและเยือกเย็นราวกับหยกสลัก แม้ในใจจะคลื่นเหียนด้วยความตระหนักรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เมื่อขันทีเฒ่าถอยร่นออกไปจนพ้นเขตตำหนัก บรรยากาศภายในห้องจึงเหลือเพียงเขากandนาง ฉินจวินอวี้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ฉลองพระองค์สีดำสนิทปักดิ้นลายมังกรทองเดินเข้าหาหญิงสาวทีละก้าว ฝีเท้าของเขานิ่งสนิท ทว่ากดดันจนฟางเซียนรู้สึกราวกับตนเองกำลังยืนอยู่บนปากเหวลึก “เจ้าซ่อนอะไรไว้อีก หลินฟางเซียน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับเส้นผมด้านข้าง ขณะที่นิ้วมือแกร่งเอื้อมขึ้นมาแตะปลายคางมนของนางอย่างถือวิสาสะ บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบตา “ตระกูลหลินที่ถูกกวาดล้างเมื่อยี่สิบปีก่อน เหตุใดจึงมีทายาทรอดชีวิตมาเป็นหมอหญิงในหมู่บ้านชายแดนได้... และเหตุใด ป้ายหยกสำนักพยัคฆ์จึงอยู่ในกำมือของเจ้าตั้งแต่แรกเริ่ม” ฟางเซียนไม่หลบสายตา นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดุร้ายคู่นั้น มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและทระงดตน “ท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉันเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ถูกส่งมาให้ท่านบดขยี้เล่นหรือเพคะ? ผิดแล้ว... เบี้ยตัวนี้ อาจเป็นตัวเดียวที่จะช่วยชีวิตท่านจากคมดาบที่กำลังจะฟันลงมาจากบัลลังก์มังกรก็เป็นได้” ฉินจวินอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยอันตราย เขาออกแรงบีบคางนางแน่นขึ้นอีกนิดจนผิวเนื้อเนียนปรากฏรอยแดงจางๆ ทว่าไม่มีความลังเลในแววตาของเขาเลยแม้แต่น้อย “บังaनนัก... กล้าต่อรองกับพญายมเช่นข้า เจ้าคิดว่าตนเองมีน้ำหนักเท่าไหร่กัน?” “หม่อมฉันมีค่าพอที่จะทำให้ท่านยอมร่วมมือด้วย” ฟางเซียนเอ่ยสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของนางมั่นคงและดังก้องกังวานไร้ความหวาดกลัว “เพราะเอกสารลับที่ท่านตามหาเกี่ยวกับการทุจริตคลังเสบียงชายแดน... อยู่ในความทรงจำของสายโลหิตสกุลหลินที่ท่านกำลังกอดไว้นี่อย่างไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ” ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็กระแทกเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตูตำหนัก ร่างขององครักษ์ในชุดดำชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและคราบเลือดทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความตื่นตระหนก “ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังทหารม้าเกราะดำทางเหนือ... ประกาศแปรพักตร์ และผู้นำทัพที่ยื่นข้อเสนอขอเจรจา ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้ล่วงลับที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วเมื่อยี่สิบปีก่อน... บิดาแท้ๆ ของคุณหนูหลิน!” ฉินจวินอวี้ชะงักกึก ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาดึงสายตากลับมามองหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าอย่างช้าๆ ขณะที่ฟางเซียนหลับตาลงรับรู้ข่าวสารนั้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%