กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 4

พบพานบุรุษผู้คุ้นตา

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
เสียงกระแทกของป้ายไม้หยกประจำตำแหน่งผู้ตรวจการกองทัพพยัคฆ์ประจักษ์ลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงในโถงรับรองของอำเภอชายแดน ดังสะท้อนก้องกังวาน ราวกับเสียงประกาศิตจากขุมนรกที่บดขยี้ความเงียบงันให้แหลกสลายเป็นธุลี กลิ่นอายความกดดันอันหนักอึ้งแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วห้อง หลินฟางเซียนยืนตัวตรงสง่านิ่ง นางสวมชุดคลุมยาวสีครามเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินบริสุทธิ์ ชายเสื้อและแขนเสื้อตัดเย็บอย่างประณีตตามธรรมเนียมโบราณของสตรีชั้นสูงที่ทรงภูมิความรู้ เส้นผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยปิ่นหยกขาวเนื้อดีที่สลักลวดลายเรียบง่ายทว่าทรงอำนาจ ดวงตาคู่คมกริบราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืดทอดมองร่างสูงสง่าที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังม่านโปร่งสีนวล "เจ้าคือผู้ที่ทางส่วนกลางส่งมาจัดการสะสางบัญชีเสบียงและตรวจสอบการแพทย์สนามของค่ายทหารชายแดนอย่างนั้นหรือ... หลินฟางเซียน" น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันดังกังวานขึ้น ร่างที่นั่งอยู่หลังม่านขยับกายเล็กน้อย เผยให้เห็นโครงหน้าคมคายราวกับสลักจากหินผา ฉินจวินอวี้ ในชุดคลุมนักรบสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆด้วยดิ้นทอง แววตาคมปลาวาฬคู่นั้นกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสินค้าในตลาดมืด เขามีกลิ่นอายของคาวเลือดและสนามรบติดตัวจางๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่คร่ำหวอดอยู่กับการฆ่าฟันมาค่อนชีวิต ฟางเซียนไม่ได้หลบสายตา นางแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความเยือกเย็น ท่าทีของนางมิได้สะทกสะท้านต่อบารมีอันน่าสะพรึงกลัวของท่านอ๋องผู้กุมชะตาค่ายทหารแม้แต่น้อย "เรียนท่านผู้ตรวจການฉิน..." ฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ชัดเจนทุกถ้อยคำ "ข้าเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่อาสามาช่วยสะสางความยุ่งเหยิงในดินแดนรกร้างแห่งนี้ หาใช่สินค้าให้ท่านมาพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาเช่นนั้นไม่" บรรยากาศในห้องพลอึดอัดขึ้นมาทันตาเห็น นายกองที่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านหลังฉินจวินอวี้ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเสียว กล้าต่อปากต่อคำกับท่านอ๋องผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต มีเพียงสตรีผู้นี้เป็นคนแรกในรอบสิบปี ฉินจวินอวี้แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หึ... กล้าหาญนัก สตรีในยุคเปลี่ยนผ่านเช่นเจ้านี่ช่างแปลกประหลาดนักหนา รู้จักใช้กฎหมายการค้าใหม่มาอ้างเพื่อตรวจสอบคลังเสบียงของกองทัพ แต่เจ้าคงลืมไปว่า... ที่นี่คือกฎเหล็กของค่ายทหาร กฎหมายบ้านเมืองจากเมืองหลวงมาไม่ถึงกระบี่ในมือข้าหรอก" "ท่านอ๋องทรงตรัสผิดแล้วเพคะ..." ฟางเซียนก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้โต๊ะไม้จันทน์แดงทีละน้อย จังหวะการก้าวเดินสง่างามและมั่นคงราวกับกําลังเดินหมากบนกระดานที่นางกุมชัยชนะไว้แล้วครึ่งหนึ่ง "กฎหมายอาจจะอยู่ไกล แต่ความตาย... อยู่ใกล้แค่ปลายจมูกของคนที่คิดฮุบเสบียงหลวงไปขายต่อในตลาดมืดต่างหากเล่าเพคะ" คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ฉินจวินอวี้หรี่ตาลงอันตราย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่ซ้ำรังสีอำมหิตจนม่านโปร่งไหววอน ท่านอ๋องก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง กลิ่นกายบุรุษผสมกลิ่นอายสนธยาปะทะเข้ากับปลายจมูกของฟางเซียน แต่หญิงสาวยังคงยืนหยัด ไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว "เจ้ากล้ากล่าวหาข้าหรือ?" ฉินจวินอวี้ก้มหน้าลงกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงของเขาต่ำพร่าราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้าย "รู้ไหมว่ามีคนกี่คนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับข้อกล่าวหาลอยๆ เช่นนี้" "หม่อมฉันมิกล้ากล่าวหาท่านอ๋องผู้ทรงเกียรติหรอกเพคะ... หม่อมฉันเพียงแต่นำหลักฐานมาชี้แนะ" ฟางเซียนเอ่ยตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน นางหยิบม้วนกระดาษบันทึกบัญชีที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาวางบนโต๊ะอย่างใจเย็น "นี่คือบัญชีการเบิกจ่ายยาสสมุนไพรและเสบียงในรอบสามเดือนที่ผ่านมา ปริมาณที่หายไปสามในสิบส่วนไม่ได้ตกถึงมือทหารบาดเจ็บแม้แต่ตำลึงเดียว... แต่มันถูกส่งไปยังโรงเตี๊ยมตระกูลจ้าว ทางเหนือของเมือง" ดวงตาคมกริบของฉินจวินอวี้ไหววับเป็นประกายครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม เขาไม่ได้ตกใจกับข้อมูลที่ได้รับ แต่เขากำลังประเมินความสามารถของสตรีตรงหน้าใหม่อีกครั้ง นางเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงสามารถสืบสาวราวเรื่องถึงเส้นทางลับของพวกกบฏค้าของเถื่อนในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน "เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว... หลินฟางเซียน คนฉลาดมักอายุไม่ยืนในยุคสมัยเช่นนี้" ฉินจวินอวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยกระแสจิตสังหาร "ถ้าหากความตายคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ความจริงปรากฏ หม่อมฉันก็พร้อมจะรับมันเพคะ..." ฟางเซียนเงยหน้าสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว "แต่ก่อนจะถึงวันนั้น... หม่อมฉันเกรงว่าท่านอ๋องจะต้องดื่มชารสชาติแปลกประหลาดถ้วยนี้เสียก่อน" นางผายมือไปยังถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามที่สาวใช้เพิ่งยกเข้ามาวางไว้บนโต๊ะข้างๆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยผสมกับกลิ่นสมุนไพรบางชนิดลอยขึ้นมาแตะจมูก ฉินจวินอวี้มองถ้วยชานั้นด้วยแววตาเยือกเย็น เขายกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะ "คิดจะใช้ยาพิษปลิดชีพข้าในค่ายทหารของตัวข้าเองหรือ? ช่างเป็นแผนการที่ไร้เดียงสา..." "ไม่ใช่ยาพิษเพคะ..." ฟางเซียนขัดขึ้นด้วยรอยยิ้มลึกลับ "แต่มันคือยาถอนพิษ... พิษที่กำลังกัดกินพระวรกายของท่านอ๋องมานานแรมปี จนทำให้ท่านมีอาการแน่นหน้าอกยามยามดึก และมือชาทุกครั้งที่กำกระบี่แน่นเกินไป... หม่อมฉันพูดถูกหรือไม่เพคะ?" ร่างสูงของฉินจวินอวี้ชะงักงันไปในทันที แววตาดุร้ายคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ความลับที่เก็บงำไว้ใต้เกราะเหล็กมาตลอด ถูกสตรีผู้นี้มองทะลุปรุโปร่งด้วยการสังเกตเพียงชั่วพริบตาเดียว ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับรอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารยามก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนก "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีพระราชโองการลับด่วนจากเมืองหลวง... แจ้งว่าหน่วยสืบราชลับของราชสำนักกำลังเคลื่อนพลมาที่นี่เพื่อจับกุมตัว... 'กบฏ' ที่แฝงตัวอยู่ในค่ายทหาร!" ฉินจวินอวี้หันขวับไปมองที่ประตูห้อง ก่อนจะกวาดสายตากลับมามองหลินฟางเซียนที่ยังคงยืนยิ้มเยือกเย็นอยู่ที่เดิมอย่างมีความหมาย ขณะที่มือเรียวบางของนางค่อยๆ เอื้อมไปหยิบถ้วยชาผสมยาถอนพิษขึ้นมาจิบช้าๆ ต่อหน้าต่อตาเขา ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%