เสียงตบโต๊ะไม้สนกระแทกเสียงดังสนั่นเรือนพักเก่าคร่ำคร่า จนเศษฝุ่นที่เกาะตามขื่อคานร่วงหล่นลงมาคล้ายหิมะโปรยปรายในฤดูใบไม้ร่วง
"หลินฟางเซียน! เจ้าอย่าได้คิดว่าอาศัยความเป็นคนจากเมืองหลวงแล้วจะมาทำตัวเหนือกว่าพวกเราชาวบ้านป่าชาวดงเช่นนี้ได้! ที่ดินผืนนี้ ปู่ย่าตายายของข้าเป็นคนถางพงหญ้าทำมาหากินมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ จู่ๆ ทางการส่งกระดาษแผ่นเดียวมาแล้วบอกว่าเป็นของเจ้าอย่างนั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!"
จ้าวเฉียง บุรุษร่างหนาหนวดเคราครึ้ม เจ้าของฉายาอันธพาลประจำหมู่บ้านหินผา แผดเสียงคำรามลั่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหยาบกร้านข้างหนึ่งกำจอบเหล็กขึ้นชูเหนือหัวด้วยท่าทีคุกคาม ในขณะที่สมุนมือเท้าขวาอีกสามคนยืนปิดล้อมกรอบประตูทางเข้าไว้แน่นหนา ไม่เปิดช่องว่างให้หลบหนี
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและกลิ่นอายความรุนแรงที่คุกกรุ่น หลินฟางเซียนกลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางยังคงนั่งนิ่งสงบอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเก่า อาภรณ์ผ้าฝ้ายสีหม่นที่สวมใส่ตามสภาพความเป็นอยู่ยุคเปลี่ยนผ่าน ไม่สามารถบดบังรัศมีอันสง่างามที่ติดตัวมาจากชาติภพเดิมได้เลย นิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนกำลังบรรจงพับสำรับพระราชโองการและตราประทับหยกประจำตัวฮ่องเต้เก็บลงในถุงผ้าแพรอย่างใจเย็น ราวกับเสียงคำรามของชายตรงหน้าเป็นเพียงเสียงหริ่งหรีดเรไรในยามค่ำคืน
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรายสายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งมองไปยังจ้าวเฉียง ความเยือกเย็นในแววตานั้นทำให้คนพาลร่างหนาถึงกับชะงัก ชะותลมหายใจไปชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว
"เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่ากระดาษแผ่นเดียวอย่างนั้นหรือ... จ้าวเฉียง" เสียงหวานใสแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าก้องกังวานไปทั่วห้อง นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถเปี่ยมด้วยแบบแผนของสตรีสูงศักดิ์ในราชสำนัก "ตราหยกมังกรทองสลักลายห้าเล็บ ประทับด้วยชาดแดงชาดแท้จากห้องเครื่องหลวง หากนี่เป็นเพียงกระดาษธรรมดา เจ้าทราบหรือไม่ว่าโทษของการดูหมิ่นราชโองการและตราแผ่นดินคืออะไร... เก้าชั่วโคตรของเจ้า จะมีสักกี่หัวที่ยังตั้งอยู่บนบ่าหลังตะวันตกดินวันนี้?"
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาดราวน้ำแข็งขั้วโลก ทำให้จ้าวเฉียงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬผุดซึมเต็มแผ่นหลัง แม้เขาจะเป็นอันธพาลประจำถิ่นที่ไม่รู้หนังสือ แต่อำนาจของ "ทางการ" และความน่ากลัวของตราประทับหยกเมื่อครู่ เป็นสิ่งที่สัญชาตญาณดิบของมนุษย์สัมผัสได้ทันทีว่ามันไม่อาจล้อเล่น
"ทะ... ทางการอะไรกัน! ยุคสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้ว ฮ่องเต้ที่ไหนจะมาสนใจคนยากไร้อย่างพวกเรา! เจ้าเป็นแค่สตรีเร่ร่อนที่บังเอิญเก็บของพวกนี้ได้มาอ้างสิทธิ์ต่างหาก!" จ้าวเฉียงพยายามเค้นเสียงขู่ตะคอกเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นวิตกในใจ พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวนางมากขึ้น หมายใช้รูปร่างที่ใหญ่โตกว่ากดดันให้ยอมจำนน
ทว่า ก่อนที่ปลายจอบในมือของจ้าวเฉียงจะได้ขยับไปมากกว่านั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันหนาแน่นขึ้นอย่างประหลาด แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่พุ่งเข้ามาจากเบื้องนอก จนฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งกลางอากาศถึงกับหยุดนิ่ง
เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ธรณีประตูอย่างเงียบเชเชียบ ราวกับภูตผีที่ไร้เสียงฝีเท้า ใบหน้าหล่อเหลาดุดันคมคายราวกับสลักจากหินผา ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองกลุ่มคนพาลด้วยความเยียบเย็นและเหยียดหยัน ไร้ซึ่งความรู้สึก
ฉินจวินอวี้... ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพชายแดนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอำมหิต ปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนี้อย่างไร้สุ้มเสียง!
"กล้าดีอย่างไร ถึงบังجาญมาขึ้นเสียงต่อหน้าพระชายาของเปิ่นหวาง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว ทว่ากลับกดทับบรรยากาศทั้งหมดให้จมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอันน่าอึดอัด จ้าวเฉียงและสมุนถึงกับตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของฉินจวินอวี้รุนแรงเสียจนพวกมันรู้สึกคล้ายหายใจไม่ออก ราวกับมีกระบี่นับพันเล่มจ่ออยู่ที่ลำคอ
หลินฟางเซียนหันไปมองบุรุษผู้มาใหม่แวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความหมายที่ซับซ้อน นางรู้ดีว่าการปรากฏตัวของเขาในยามนี้หาใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเกมการเมืองที่ถูกเดินหมากมาอย่างรัดกุมแล้ว
"ท่านอ๋อง... คนพาลเหล่านี้เพียงแค่ไม่รู้กฎเกณฑ์ ข้ากำลังจะสั่งสอนพวกเขาให้เข้าใจถึง 'วิถีแห่งโลกใหม่' เสียหน่อย ท่านใจร้อนเกินไปแล้วกระมัง" หลินฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า ทว่าแฝงความนัยเฉียบคม
ฉินจวินอวี้แค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเยียบเย็น สายตาคมกราบมองจ้าวเฉียงที่ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ท่านอ๋องหนุ่มจะยื่นมือหนาออกไปหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาหมุนเล่นอย่างไม่ใส่ใจ
"คนพาลที่ไร้ค่า ต่อให้พูดจาด้วยร้อยคำก็เปล่าประโยชน์... สู้ใช้ความตายสอนพวกมันให้รู้จักสำนึก น่าจะรวดเร็วกว่ากระมัง"
สิ้นคำพูดอันเลือดเย็น มือหนาก็พลิกถ้วยชาในมือ เทของเหลวสีชาเข้มข้นลงบนพื้นไม้เบื้องหน้าเท้าของจ้าวเฉียง กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรลอยฟุ้งขึ้นมาปะทะจมูก ทว่าผู้ที่ผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชนย่อมรู้ดีว่า ในน้ำชานั้นผสมด้วยพิษสลายกระดูกที่ไร้สีและไร้กลิ่น!
จ้าวเฉียงหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาจนแทบล้มพับ เขารีบโขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังโขกๆ ติดต่อกันอย่างลนลาน "นายท่านไว้ชีวิตด้วย! ข้าตาสุนัขไม่รู้ความ! ที่ดินผืนนี้... ข้า ยกให้ท่านแล้ว! ขอได้โปรดเมตตาชีวิตสุนัขตัวนี้ด้วยเถิด!"
หลินฟางเซียนมองภาพความพ่ายแพ้ของคนพาลตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นลมใต้น้ำที่กำลังซัดสาดเข้ามาในยุคเปลี่ยนผ่านนี้เท่านั้น
ทว่า ในวินาทีที่ฉินจวินอวี้กำลังจะเอ่ยปากไล่ตะردคนพวกนั้นออกไป จู่ๆ เสียงฝีเท้าเร่งรีบของม้าเร็วก็ดังขึ้นที่หน้าหมู่บ้าน พร้อมกับเงาร่างขององครักษ์เงาที่พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านอ๋องด้วยใบหน้าซีดเผือก
"รายงานท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่ที่เมืองหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ... พระราชโองการลับฉบับที่สองถูกส่งตรงมาจากห้องทรงพระอักษร โดยมีตราประทับลับสุดยอดระบุพระนามของ 'องค์ชายใหญ่' สั่งปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพชายแดนทันที!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 3
เผชิญหน้าคนพาลในหมู่บ้าน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!