กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายดินโคลนที่แห้งผากยังคงลอยอบอวลอยู่รอบกาย ทว่าสิ่งดึงดูดสายตาของหลินฟางเซียนในยามนี้ หาใช่บรรยากาศอันรกร้างรอบตัวไม่ หากแต่เป็นแผ่นดินผืนใหญ่เบื้องหน้า—ผืนดินสีเทาหม่นที่แตกระแหงเป็นร่องลึกราวกับริมฝีปากของคนใกล้ตาย ไร้ซึ่งร่องรอยของความเขียวขจี
"ดินดานไร้ชีวิตเช่นนี้ ต่อให้เป็นเซียนเทวดาก็ตบะแตกได้ หากหวังจะใช้หว่านเมล็ดพันธุ์พืชผลในฤดูนี้ เจ้าคงต้องรอปาฏิหาริย์จากสรวงสวรรค์แล้วกระมัง, หลินฟางเซียน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆ กลิ่นอายบุรุษเพศที่แฝงไปด้วยไอสังหารและอำนาจกดดันอันหนักอึ้งแผ่ซ่านเข้ามาจนขนลุกชัน นางไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใด—ฉินจวินอวี้ อดีตท่านอ๋องผู้กุมชะตากองทัพชายแดน ผู้ซึ่งในยามนี้ยืนมองความล่มสลายของเรือกสวนด้วยแววตาสมเพชแกေးเย้ยหยัน
หลินฟางเซียนมิได้หันกลับไปทันที นางยังคงก้มลงใช้ปลายนิ้วเรียวสวยที่สวมปลอกเล็บทองเหลืองสลักลายวิจิตร สัมผัสลงบนเศษดินแห้งกรังนั้นอย่างพินิจพิจารณา อาภรณ์ผ้าต่วนสีครามเข้มปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินขยับไหวตามจังหวะการย่อกาย ท่าทางของนางสง่างามและเยือกเย็นราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ มิใช่หญิงชาวบ้านที่กำลังเผชิญวิกฤตความอดอยาก
"ปาฏิหาริย์หรือเพคะ... ท่านอ๋องผู้ปรีชา" นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานใสราวกับระฆังเงิน "สวรรค์ไม่เคยเมตตาผู้ใด มีแต่คนโง่เท่านั้นที่รอคอยความเมตตาจากฟ้าดิน ดินผืนนี้ไม่ได้ตาย มันเพียงแค่ 'ป่วย' และขาดสมดุลมานานเกินไปต่างหาก"
ฉินจวินอวี้แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งฉงนสนเท่ห์และระแวดระวัง "ป่วย? เจ้าจะบอกว่าดินกำมือเดียวนี้มียาสมานแผลอย่างนั้นหรือ?"
"ถูกเผงแล้วเพคะ" หลินฟางเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ นางปัดฝุ่นตามชายเสื้ออย่างไม่ยี่ห้อ ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตากลมโตคู่คมสบประสานกับนัยน์ตาคู่นคมดุของเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง "สิ่งที่ดินผืนนี้ขาด ไม่ใช่หยาดฝนจากเบื้องบน แต่คือการหมุนเวียนธาตุอาหารและการปรับโครงสร้างดินตามตำราเกษตรกรรมโบราณที่พวกท่านหลงลืมกันไปหมดสิ้น"
นางผายมือไปยังแปลงนาที่รกร้าง ก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการด้วยน้ำเสียงฉะฉานและมั่นอกมั่นใจ "เราจะใช้ 'วิธีหมุนเวียนพืชตระกูลถั่ว' เพื่อตรึงไนโตรเจนกลับคืนสู่ดิน พร้อมกับผสมปุ๋ยหมักจากเถ้าแกลบและมูลสัตว์ที่ผ่านการหมักบ่มอย่างถูกวิธี เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและปรับค่าความเป็นกรดด่างในดินให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง ภายในสามเดือน ดินกระด้างเหล่านี้จะร่วนซุย และพร้อมสำหรับการเพาะปลูกธัญพืชอย่างแน่นอน"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ฉินจวินอวี้หรี่ตามองนางอย่างพิจารณา ลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่าง ทำให้ชายผ้าคลุมสีดำสนิทของเขาโบกสะบัด เขาคาดหวังจะได้เห็นความตื่นตระหนกหรือความสิ้นหวังบนใบหน้านั้น ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับมีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและสติปัญญาอันล้ำลึก สตรีผู้นี้... ไม่เหมือนสตรีทั่วไปในยุคสมัยนี้เลยแม้แต่น้อย นางมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาได้จากตำราของกุลสตรีในห้องหอ
"หากสิ่งที่เจ้าพูดเป็นเพียงลมปากเพื่อซื้อเวลา..." ฉินจวินอวี้ก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นอายบุรุษอันตรายแผ่ซ่านเข้ากดดันจนลมหายใจติดขัด ปลายคางเรียวถูกนิ้วแกร่งของเขายื่นมาเชยขึ้นอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง "เจ้าก็รู้ใช่ไหมว่าโทษของการหลอกลวงเบื้องสูงคืออะไร... หลินฟางเซียน"
หัวใจของหลินฟางเซียนเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกชั่วแวบหนึ่ง แต่นางก็รวบรวมสติทั้งหมดกดความรู้สึกนั้นไว้ภายใต้ใบหน้าอันนิ่งสงบ นางไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย ปลายจมูกของทั้งสองห่างกันเพียงคืบ นางส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างท้าทาย
"ถ้าหม่อมฉันทำไม่สำเร็จ ท่านอ๋องจะทรงบั่นคอหม่อมฉันด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ก็ยังไม่สายเกินไปเพคะ" นางกระซิบตอบเสียงเบา ทว่ามั่นคงหนักแน่น "แต่ถ้าหม่อมฉันทำสำเร็จ... ท่านอ๋องจะต้องทรงยอมรับข้อเสนอทางการค้าของหม่อมฉันแต่โดยดี"
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปากของฉินจวินอวี้ เขาแค่นเสียงรับในลำคออย่างนึกสนุก "น่าสนใจ... ข้ารับคำท้าของเจ้า"
เขาสลัดมือออกจากคางนางอย่างไม่ไยดี ก่อนจะสะบัดชายผ้าเดินจากไป ทิ้งให้หลินฟางเซียนยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวลำพัง ทว่าในวินาทีที่นางหันกลับไปมองแปลงดินแห้งแล้งเบื้องหน้าอีกครั้ง รอยยิ้มแห่งชัยชนะก็ปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่ม
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าเดินกลับเรือนพัก เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าก็ดังสนั่นมาจากทางเข้าหมู่บ้านธงชัยธาตุคราม กลุ่มทหารในชุดเกราะเหล็กหนักอึ้งพากันควบม้าเข้ามาล้อมรอบพื้นที่อย่างกะทันหัน ผู้นำขบวนคือราชองครักษ์หลวงในชุดคลุมปักลายมังกรห้าเล็บ ใบหน้าบึ้งตึงเคร่งเครียด
ราชองครักษ์ผู้นำขบวนก้าวลงจากหลังม้า เดินตรงเข้ามาหยุดตรงหน้าหลินฟางเซียนด้วยท่าทีคุกคาม พร้อมกับชูม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามขึ้นสูง
"มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง!" ราชองครักษ์ประกาศเสียงดังลั่นจนชาวบ้านแถนั้นแตกตื่น "พระราชทานสมรสและราชอาญาลับ... ให้กักตัวอดีตกุนซือหลินฟางเซียนและอดีตท่านอ๋องฉินจวินอวี้ทันที!"
หลินฟางเซียนเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อก้มมองสำรับพระราชโองการในมือของอีกฝ่าย นางก็พบตราประทับหยกประจำตัวฮ่องเต้ที่สลักลวดลายคุ้นตา—ตราประทับที่บ่งบอกว่าความลับสุดยอดของราชสำนักกำลังถูกเปิดโปง และเกมการเมืองครั้งใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วโดยที่นางยังไม่ทันได้ลงเมล็ดพันธุ์พืชต้นแรกเสียด้วยซ้ำ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 2
พลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้ง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!