กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 1

วิญญาณกุนซือในร่างสาวชาวนา

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
กลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่าและกลิ่นยาจีนหม้อตลบอบอวลแทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท ก่อนที่ความเจ็บแปลบราถูกเข็มเงินนับร้อยเล่มทิ่มแทงทั่วร่างจะกระชากสติของหลินฟางเซียนให้ตื่นขึ้นจากความมืดมิด ปลายนิ้วเรียวที่เคยตวัดพู่กันวางแผนกลยุทธ์รบสะท้านแผ่นดิน บัดนี้กลับหยาบกร้านและมีรอยแตกยับย่นตามวิถีชีวิตของหญิงสาวชาวนาในยุคทศวรรษเจ็ดสิบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมบทสนทนาอันเกรี้ยวกราดดังลอดผนังดินเหนียวฉาบปูนขาวที่กะเทาะร่อนเข้ามาในห้องคับแคบ "นังเด็กนี่มันนอนหายใจรวยรินมาสามวันสามคืนแล้ว ค่าหมอค่าหยูกยาที่ยืมมาจากสหกรณ์หมู่บ้านใครจะรับผิดชอบ! หากวันนี้ฟางเซียนมันยังไม่ฟื้น ก็เอาตัวมันไปขัดดอกกับบ้านผู้ใหญ่บ้านเสียเถอะ!" น้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวนั้นคือเสียงของ ‘ป้าสะใภ้ใหญ่’ ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในเรือนตระกูลหลิน ส่วนเสียงทุบโต๊ะปึงปังคือความเดือดดาลของลุงใหญ่ผู้มองคนเป็นเพียงสินค้าแลกเปลี่ยน หลินฟางเซียนหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อตั้งสติ ความทรงจำอันซับซ้อนหลั่งไหลเข้าสู่สมองดั่งกระแสน้ำเชี่ยว ชาติภพก่อนนางคืออดีตกุนซือหญิงผู้กุมชะตากรรมราชสำนัก ย우ลีความตายในศึกชิงอำนาจกลับส่งดวงวิญญาณของนางข้ามมิติเวลามาสิงสถิตอยู่ในร่างของ ‘หลินฟางเซียน’ สาวชาวนาวัยสิบแปดปีผู้มีชะตากรรมรันทดในยุคเปลี่ยนผ่านอันสับสนอลหม่านนี้ *ช่างน่าขันนัก... คิดว่าข้าผู้เป็นถึงกุนซือผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จะยอมให้พวกมดปลวกในชนบทแห่งนี้ย่ำยีชีวาหรือ?* รอยยิ้มเยียบเย็นผุดขึ้นที่มุมปากเรียวบาง แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไร้เลือดฝาด แต่ประกายในดวงตาคู่สวยกลับคมกلاดราวกระบี่กล้าที่เพิ่งชักออกจากฝัก นางค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นพิงผนังไม้ไผ่ผุพัง เสื้อผ้าฝ้ายเก่าคร่ำคร่าสีซีดจางและมีรอยปะชุนหลายแห่งไม่สามารถลดทอนความสง่างามอันเป็นสัญชาตญาณติดตัวของนางได้แม้แต่น้อย ทันใดนั้น เสียงผลักประตูก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างท้วมของป้าสะใภ้ก้าวเข้ามาพร้อมถาดไม้ใส่แป้งข้าวโพดขึ้นราและชามน้ำต้มผักป่าสีเขียวขุ่น นางถลึงตาใส่หลินฟางเซียนด้วยความชิงชังราวกับเห็นก้อนกรวดในรองเท้า "ฟื้นแล้วก็ดี! อย่าได้ทำมารยาสำออยนอนกินบ้านกินเมือง ลุกขึ้นไปถางหญ้าที่แปลงนาขั้นบันไดทางทิศเหนือเสีย สามหมู่ในวันนี้หากเจ้าทำไม่เสร็จ ก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น!" ป้าสะใภ้ตวาดแว้ด พร้อมโยนชามน้ำแกงลงบนพื้นดินจนน้ำกระเซ็นเปรอะเปื้อนชายผ้าห่มเก่าๆ หลินฟางเซียนไม่แม้แต่จะชายตามองชามอาหารที่ไร้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการนั้น นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวล่าเหยื่อกวาดมองประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและการเมืองท้องถิ่นกำลังเปลี่ยนผ่าน การใช้กำลังย่อมโง่เขลา มีเพียง ‘สมอง’ และ ‘กลยุทธ์’ เท่านั้นที่จะพลิกสถานการณ์จากเบี้ยล่างให้กลายเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า "ป้าใหญ่..." น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานราวกับระฆังเงินถูกเคาะเบาๆ ดังขึ้น รอยยิ้มระเรื่อประดับอยู่บนใบหน้าซีดเซียวแต่มันกลับทำให้ผู้มีอาวุโสกว่ารู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด "ท่านแน่ใจหรือว่า การส่งฉันไปขัดดอกให้บ้านผู้ใหญ่บ้านในยามนี้ จะเป็นผลดีต่อชื่อเสียงของลูกชายท่านที่กำลังจะสอบคัดเลือกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ?" ป้าสะใภ้ชะงักกึก ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำทันที นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร นังเด็กนี่ กล้าขู่ข้าหรือ!" "ข้ามิกล้าขู่ท่านหรอก" หลินฟางเซียนลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่วิญญาณและรัศมีแห่งอำนาจที่สั่งสมมานับแรมปีในค่ายทหารกลับแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศในห้องเปลี่ยนเป็นกดดันอย่างน่าประหลาด นางก้าวเข้าไปใกล้ป้าสะใภ้ทีละน้อย "แต่ท่านลองคิดดูสิ หากข่าวเรื่องที่ตระกูลหลินต้อนรับหลานสาวด้วยความโหดเหี้ยม จนถึงขั้นขายหญิงสาวแลกกับผลประโยชน์แพร่สะพัดออกไป... อนาคตทางการเมืองของลูกชายท่านที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้า จะยังมีทางเดินอยู่หรือ? หรือว่า... ท่านอยากให้คนทั้งคอมมูนนี้นินทาว่าครอบครัวเราไร้คุณธรรม?" คำพูดแต่ละคำร้อยเรียงอย่างลื่นไหล ทว่าเฉียบคมราวกับคมมีดที่กรีดลงบนจุดอ่อนโดยตรง ป้าสะใภ้อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก มือที่ถือถาดไม้สั่นเทาด้วยความโกรธปนความหวาดกลัว นางไม่เคยเห็นนังเด็กชาวนาคนนี้มีความเฉลียวฉลาดและวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้มาก่อน ก่อนที่ป้าสะใภ้จะทันได้ตอบโต้อะไร เสียงเคาะประตูก็กร่อนดังขึ้นอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงตะโกนหน้าบ้านที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นไปอีกขั้น "เปิดประตู! ทางคอมมูนสั่งลงมา ทหารจากกองกำลังชายแดนเขตเหนือมาตรวจเยี่ยมหมู่บ้าน และพวกมันกำลังมุ่งหน้ามาที่เรือนตระกูลหลิน!" หลินฟางเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่า 'กองกำลังชายแดนเขตเหนือ' ในความทรงจำของร่างนี้และชาติภพก่อน ชื่อของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งค่ายทหารแดนเหนือ—ฉินจวินอวี้—ผู้เยือกเย็น ดุร้าย และไร้ความปรานี คือเงาที่ทาบทับทุกความเคลื่อนไหวของแผ่นดิน และทหารกลุ่มนั้น... กำลังเดินตรงมาที่นี่ หลินฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ในเมื่อสวรรค์เล่นตลกให้ตกลงมาในร่างนี้ พร้อมกับแขกผู้ทรงอิทธิพลที่ก้าวเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน เกมกระดานนี้ นาง... จะเป็นผู้เดินหมากตานี้เอง ป้าสะใภ้หน้าถอดสีด้วยความตกใจ รีบวิ่งออกไปโดยไม่สนใจหลินฟางเซียน ทว่าในวินาทีที่เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้ม ประดับอินทรธนูสะท้อนแสงแดดก้าวล่วงเข้ามาในเขตประตูเรือนตระกูลหลิน สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ของผู้นำกองกำลังทหารก็กวาดตรงมายังห้องพักทรุดโทรมที่หลินฟางเซียนยืนอยู่พอดี ดวงตาคู่นั้นเย็นชา ดุดัน และเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่แทบทำให้หยุดหายใจ... และเขาก็คือ ฉินจวินอวี้ อดีตท่านอ๋องผู้โหดเหี้ยมในความทรงจำที่นางไม่มีวันลืม! ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากบทแรกไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%