"กุนซือหลิน... ท่านคิดว่าแผ่นดินที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ นี้ ยังคุ้มค่าพอให้ผู้คนเอาชีวิตเข้าแลกอยู่อีกหรือ"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกบดขยี้ในความเงียบงัน ดังขึ้นท่ามกลางแสงเทียนสลัวภายในห้องหนังสือลับของจวนบูรพา กลิ่นอายความกดดันดุจพญาเสือโคร่งคุกคามเหยื่อแผ่ซ่านไปทั่วทุกตารางนิ้ว ฉินจวินอวี้ในอาภรณ์คลุมกายสีนิลปักดิ้นลายพยัคฆ์ทะยานเมฆ นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง สายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งจ้องมองตรงมายังร่างระหงที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งอย่างไร้ความปรานี
หลินฟางเซียนมิได้สะทกสะท้านต่อรัศมีคุกคามนั้นแม้แต่น้อย นางอยู่ในชุดฮั่นfuสีฟ้าครามปักลายดอกเหมยขาวละเอียดอ่อน ชายเสื้อพลิ้วไหวตามจังหวะการหายใจที่สงบนิ่ง นางกำลังจรดพู่กันเขียนแผนผังเส้นทางการค้าระหว่างแคว้นลงบนกระดาษสาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอันทรงภูมิ
"เรียนท่านอ๋อง... แผ่นดินจะแตกสลายหรือหลอมรวมเป็นหนึ่ง ล้วนมิได้ขึ้นอยู่กับว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ หากแต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้กุมอำนาจในมือถือไพ่เหนือกว่าหรือพลาดพลั้งต่างหากเล่าเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านเรียกข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้ คงมิใช่เพียงเพื่อสนทนาเรื่องปรัชญาการเมืองที่ว่างเปล่ากระมังครับ"
*ขออภัย... ที่นี่ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอ* ฉินจวินอวี้คิดในใจ ดวงตาคมปลาวาฬหรี่แคบลงเล็กน้อย บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพชายแดนเหนือผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมเกรียมและเด็ดขาด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเดินเข้ามาหาช้าๆ ทว่าหนักแน่นจนพื้นไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยด
กลิ่นอายบุรุษเพศที่ทรงพลังและอันตรายแผ่เข้าประชิดตัวจนแทบไร้ช่องว่าง ฉินจวินอวี้โน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากใบหน้างามเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนวลของนาง แต่นัยน์ตาของหลินฟางเซียนไม่มีความตื่นตระหนกเจือปนแม้แต่น้อย มีเพียงประกายระยิบระยับของความท้าทายที่ทำให้หัวใจของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกระตุกวูบอย่างประหลาด
"เจ้ากล้าดียังไงมาต่อรองกับข้าด้วยสายตาเช่นนั้น" เขากระซิบชิดริมหู เสียงนั้นแหบพร่าและเยียบเย็น "รู้หรือไม่ว่ามีคนกี่คนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความอาจหาญของเจ้าในค่ำคืนนี้"
"ถ้ารู้สึกว่าข้าเป็นภัยคุกคามมากนัก ท่านอ๋องก็ควรจะสั่งประหารข้าเสียตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วเพคะ" ฟางเซียนตอบกลับทันควันอย่างไร้ความเกรงกลัว นางเอียงคอมองเขาเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทที่ปล่อยสยายเคลียไหล่ขยับไหวตามการเคลื่อนไหว "แต่น่าเสียดาย... ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะท่านรู้ดีว่าในยามที่ราชสำนักกำลังถูกกัดเซาะจากภายใน มีเพียงสตรีที่ท่านมองว่าเป็นหนามยอกอกนางนี้เท่านั้น ที่สามารถถอดถอนพิษร้ายออกจากกลไกการคลังที่กำลังจะล่มสลายได้"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องหนังสือชั่วขณะ บรรยากาศตึงเครียดเสียจนราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ ใกล้จะขาดผึ่งลงได้ทุกเมื่อ
ฉินจวินอวี้จ้องมองนางด้วยแววตาที่ซับซ้อนคาดเดาไม่ได้ ตลอดชีวิตของเขา เขาเคยพบเจอมาทั้งสตรีที่อ่อนแอจนน่าสมเพช และสตรีทะเยอทะยานที่ใช้เรือนร่างเป็นเครื่องมือไต่เต้าสู่อำนาจ แต่ไม่เคยมีผู้ใด... ไม่เคยมีสตรีหน้าไหนในยุคสมัยที่ปั่นป่วนนี้ ที่กล้าใช้สติปัญญาและคารมคมคายมาต่อกรกับเขาแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นนี้
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอกของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย มันไม่ใช่ความโกรธเกลียด และมิใช่ความพึงพอใจในแบบบุรุษที่มีต่อสตรี หากแต่มันคือความรู้สึกยำเกรงในจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปโฉมอันงดงามล่มเมืองของนาง
"เจ้ามัน... เป็นปีศาจจำแลงกายมาหรืออย่างไร หลินฟางเซียน" เขากล่าวออกมาในที่สุด น้ำเสียงเจือความระอาแกแกมความทึ่งที่เจ้าตัวก็ไม่อาจปฏิเสธได้
"ข้าไม่ใช่ปีศาจหรอกเพคะท่านอ๋อง ข้าเป็นเพียงผู้รอดชีวิตที่บังเอิญมองเห็นอนาคตที่พวกท่านกำลังจะเดินพลาดต่างหาก" นางถอยหลัง1ก้าวเพื่อเว้นระยะห่างอย่างมีมารยาท พร้อมกับจัดสาบเสื้อฮั่นfuของตนให้เข้าที่อย่างเรียบร้อย ท่าทีสง่างามและเปี่ยมด้วยพิธีรีตองนั้นยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงชาติตระกูลและพื้นฐานการอบรมอันสูงส่ง แม้ในยามวิกาลเช่นนี้
ฉินจวินอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ รัศมีดุดันรอบตัวผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาหันหลังกลับไปหยิบจอกชาเคลือบหยกที่วางอยู่ริมหน้าต่างขึ้นมาหมุนเล่นในอุ้งมือหนา
"ดี... ในเมื่อเจ้ามั่นใจในหมากกระดานนี้เสียเหลือเกิน งั้นเรามาลองเดิมพันกันดูสักตั้งเป็นอย่างไร" ท่านอ๋องหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงประกายเจ้าเล่ห์ "หากแผนการปรับโครงสร้างภาษีเกลือและใบชาของเจ้าในเขตเจียงหนานล้มเหลว เจ้าจะต้องถอดหมวกกุนซือและยอมจำนนต่ออำนาจของข้าแต่โดยดี... โดยไม่มีเงื่อนไข"
หลินฟางเซียนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนรอยยิ้มมั่นใจจะระบายบนเรียวปากอิ่ม นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย
"แล้วถ้าหากข้าทำสำเร็จล่ะเพคะ ท่านอ๋องจะต้องยอมให้ข้าทำอะไรก็ได้ตามใจชอบในจวนบูรพาแห่งนี้... รวมถึงการถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากค่ายกลยุทธ์ที่ชายแดนใต้ตามที่ข้าเคยเสนอด้วย"
ฉินจวินอวี้หันขวับกลับมามองนาง ดวงตาคมปลาวาฬเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ การเดิมพันครั้งนี้เดิมพันด้วยความมั่นคงทางทหารและอำนาจต่อรองทั้งหมดของเขา แต่นางกลับกล้าต่อรองด้วยเดิมพันที่ใหญ่หลวงถึงเพียงนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสความเร่าร้อนของเกมอำนาจที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ฉินจวินอวี้ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางอีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนฟางเซียนต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว มือหนาเอื้อมไปจับปลายคางมนของนางเชยขึ้นเบาๆ บังคับให้นางสบตาเขาตรงๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการผ่านศึกสงครามสัมผัสกับผิวเนียนนุ่มราวหยกอุ่น ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความพะว้าพะวังที่ชวนให้ใจเต้นระส่ำ
"เจ้าช่างกล้าหาญเสียจริง... หลินฟางเซียน" เขากระซิบชิดริมฝีปากของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือนจนน่ากลัว "หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น เจ้าจะยังรักษาความอวดดีนี้เอาไว้ได้"
ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองดวงกำลังเต้นโครมครามอยู่ภายใต้เกมจิตวิทยาอันเข้มข้น เสียงเคาะประตูสามครั้งอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศเงียบงัน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานขององครักษ์เงา ดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "ราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... ส่งตรงมาถึงมือท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินจวินอวี้ชะงัก มือที่เชยคางฟางเซียนอยู่ค่อยๆ ลดลง ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุร้ายดังเดิม เขากวาดสายตามองหน้ากุนซือสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปออกคำสั่งเสียงก้อง
"เข้ามา!"
ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรง องครักษ์ในชุดเกราะโลหะพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น เบื้องหน้าของเขามีกล่องไม้ประทับตราหยกสีชาดสดใสวางอยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึง "พระราชโองการลับขั้นสูงสุด" จากองค์จักรพรรดิที่แทบไม่เคยถูกเปิดใช้มานานนับทศวรรษ
ฉินจวินอวี้หยิบกล่องไม้ขึ้นมาเปิดออก สายตาคมกวาดอ่านข้อความบนแผ่นแพรไหมสีทองคำขาวเพียงชั่วพริบตาเดียว ก่อนที่นัยน์ตาคู่คมจะหรี่แคบลงจนกลายเป็นเส้นตรง บรรยากาศรอบตัวเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นยะเยือกดุจลานประหารในพริบตา
หลินฟางเซียนขมวดคิ้วมุ่น นางสังเกตเห็นรอยแผลเป็นที่ขมับของเขาเต้นตุบ และริมฝีปากหยักลึกที่เม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง
"เกิดอะไรขึ้นเพคะท่านอ๋อง" นางเอ่ยถามด้วยสัญชาตญาณอันแหลมคม
ฉินจวินอวี้เงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มส่งยิ้มหยันที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายและการทรยศหักหลัง
"เสด็จพ่อทรงมีรับสั่ง... แต่งตั้งเจ้าให้เป็น 'พระชายารuòเฟย' และเดินทางไปเจรจาสงบศึกกับแคว้นเป่ยเหลียงโดยลำพัง... เริ่มออกเดินทางภายในรุ่งสางพรุ่งนี้"
---------------------------------------------------
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เฉินเว่ยสายลุย
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 15
ท่านอ๋องผู้เยือกเย็น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!