กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษสาโบราณ ลอยอบอวลอยู่ภายในห้องทำงานส่วนตัวของโรงรับจำนำ "เป่าถง" สาขาใหญ่ประจำอำเภอหลิงโจว เสียงดีดลูกคิดทองเหลืองดังกระทบกันเป็นจังหวะรัวเร็วราวกับเสียงฝนตกกระทบบานหน้าต่างกระดาษฟูจิ ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับเยียบเย็นเสียจนผู้ดูแลร้านวัยกลางคนต้องลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอด้วยความยากลำบาก
"เจ้าตรวจสอบบัญชีสามปีย้อนหลังของตระกูลสี่เสร็จสิ้นแล้วหรือยัง?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่มั่นคงดังขึ้นทำลายความเงียบ หลินฟางเซียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้พะยูงแกะสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ นางสวมใส่ชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นเงินลายเมฆมงคล ข้อมือเรียวงามสวมกำไลหยกมรกตเนื้อดีที่สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน กิริยาท่าทางของนางในยามนี้สง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ มิใช่เพียงสตรีชาวบ้านที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาทำธุรกิจในตัวอำเภอเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
"เรียนคุณหนูหลิน... ข้าน้อยตรวจสอบละเอียดถี่ถ้วนแล้วขอรับ" ผู้ดูแลร้านโค้งตัวต่ำจนหน้าผากแทบชิดพื้น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม "ตระกูลสี่ผูกขาดการค้าใบชาและผ้าแพรในอำเภอหลิงโจวมานานนับทศวรรษ พวกมันใช้วิธีการบีบบังคับให้ชาวบ้านขายผลผลิตในราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก่อนจะนำไปขายต่อในราคามหาศาล ทว่า... ทว่าเวลานี้เส้นสายทางการเงินของพวกมันกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก เนื่องจากตั๋วแลกเงินมูลค่าหมื่นตำลึงที่ออกโดยธนาคารตระกูลสี่ กำลังจะครบกำหนดไถ่ถอนในอีกสามวันข้างหน้า แต่พวกมันไม่มีเงินสดสำรองเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยขอรับ"
มุมปากอิ่มงามของหลินฟางเซียนยกยดขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา คล้ายพยัคฆ์สาวที่กำลังมองดูเหยื่อเดินเข้าสู่กรงขังด้วยความสมัครใจ
"ดีมาก... ในเมื่อพวกมันอยากผูกขาดอำนาจนัก ข้าก็จะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่า การลอยคออยู่กลางมหาสเชี่ยวโดยไร้ซึ่งแพไม้ไผ่รองรับนั้น มันให้ความรู้สึกหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจเพียงใด" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่กลับสร้างความสะพรึงกลัวให้แก่ผู้ได้ยินยิ่งนัก
การขยายอาณาจักรธุรกิจจากหมู่บ้านชนบทเข้าสู่ใจกลางอำเภอหลิงโจวในยุคเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ มิใช่เรื่องที่จะกระทำได้ด้วยเพียงแค่ความกล้าหาญ หากแต่ต้องอาศัยกลยุทธ์การเดินหมากที่เฉียบคมราวกับคมกระบี่ หลินฟางเซียนใช้เวลาแรมเดือนในการช้อนซื้อหนี้สินและตั๋วแลกเงินของตระกูลใหญ่ในอำเภอทีละน้อย จนกระทั่งบัดนี้ ตาข่ายแห่งการแก้แค้นและผูกขาดอำนาจทางการค้าได้ถูกถักทอจนสมบูรณ์แบบแล้ว
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังเป็นไปตามแผนการทุกประการ ประตูไม้สักแกะสลักบานใหญ่หน้าห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง
ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์ทองคำก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและไร้เสียง กลิ่นอายความเยือกเย็น ดุร้าย และอำนาจอันกดดันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้องทันทีที่เขาปรากฏกาย ฉินจวินอวี้... ท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพชายแดนผู้เยียบเย็นและเย่อหยิ่ง ปรายตามองผู้ดูแลร้านด้วยแววตาดุจคมมีดเพียงครั้งเดียว ผู้ดูแลร้านก็รีบก้มหน้าถอยหลังกรูดออกไปจากห้องอย่างรู้ความทันที ประตูไม้ถูกปิดลงอย่างเงียบเชียบ เหลือเพียงคนทั้งสองที่เผชิญหน้ากันตามลำพัง
หลินฟางเซียนมิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย นางเพียงแต่วางพู่กันในมือลงอย่างใจเย็น เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในดินแดนแถบนี้ด้วยแววตาที่ราบเรียบ
"ดูเหมือนว่างานในอำเภอของท่านอ๋องจะยุ่งมาก จนมีเวลามาเดินตรวจตราในโรงรับจำนำเล็กๆ ของข้าได้กระนั้นหรือ?" สุ้มเสียงของนางเจือแววเย้าแหย่เล็กน้อย ทว่ายังคงไว้ซึ่งความระแวดระวัง
ฉินจวินอวี้ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงาน ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างระหงของนางจนมิดชิด เขายื่นมือหนาออกไปจับปิ่นปักผมหยกขาวบนมวยผมของนางแผ่วเบา ปลายเรียวนิ้วสัมผัสกับเส้นผมนุ่มสลวยราวกับแพรไหม ก่อนจะโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนชิดริมใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนขนลุกชัน
"ข้าไม่ได้มาตรวจตราโรงรับจำนำ..." เสียงทุ้มต่ำพร่าพรายกระซิบชิดริมฝีปากของนาง แฝงความอันตรายและแรงปรารถนาลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา "ข้ามาเพื่อดูว่า... กุนซือตัวน้อยของข้า กำลังจะกลืนกินอำเภอหลิงโจวแห่งนี้เข้าไปทั้งตัวด้วยวิธีใดต่างหาก"
หลินฟางเซียนเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่าง ทว่าปลายนิ้วแข็งแกร่งของเขากลับรั้งคางอิ่มของนางให้เงยขึ้นสบตา บังคับให้นางต้องเผชิญหน้ากับดวงตาคมปลาบที่ดุจดั่งเหยี่ยวทะเลทรายมองเหยื่อ
"ท่านอ๋องทรงกังวลเกินไปแล้ว หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีทำมาค้าขาย จะไปกล้ากลืนกินผู้ใดได้" นางตอบโต้ด้วยรอยยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความดื้อรั้นท้าทาย
"หึ..." ฉินจวินอวี้หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย้ายวนใจยิ่งนัก "เจ้าใช้เวลาสามเดือนในการซื้อหนี้สินของตระกูลสี่ และในอีกสามวันข้างพวกมันจะต้องคุกเข่าขอร้องชีวิตต่อหน้าเจ้า... เจ้าคิดว่าแผนการไร้รอยต่อเช่นนี้จะรอดพ้นสายตาของข้าไปได้หรือ ฟางเซียน?"
บรรยากาศรอบตัวพลันทวีความตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตา เคมีระหว่างแม่ทัพผู้ดุร้ายกับกุนซือหญิงผู้ปราดเปรื่องราวกับเปลวไฟที่กำลังสัมผัสกับน้ำมัน ท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจ จู่ๆ เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็กระแทกเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง พร้อมกับเสียงเคาะประตูดังรัวสามครั้งด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนลอดเข้ามาด้วยความร้อนรน "ราชโองการลับจากเมืองหลวง... ถูกส่งมาถึงมือแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินจวินอวี้ชะงักมือที่กำลังสัมผัสกรอบหน้าของหลินฟางเซียน ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันที รังสีสังหารแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขายิ่งกว่าเดิม ทว่าหลินฟางเซียนกลับมิได้มีท่าทีตกใจ นางเพียงแต่เหลือบมองซองกระดาษสีชาที่ถูกสอดเข้ามาใต้ประตูห้อง พร้อมกับตราประทับครั่งสีชาดรูปพยัคฆ์ห้าเล็บที่เด่นชัดสะท้อนแสงไฟ
แล้วในวินาทีนั้นเอง ฉินจวินอวี้ก็ก้มลงกระซิบที่ข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ
"ดูเหมือนว่า... ฮ่องเต้จะไม่ทรงโปรดให้เราเล่นสนุกกันตามลำพังเสียแล้วกระมัง"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เฉินเว่ยสายลุย
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 13
คลื่นใต้น้ำในเมืองใหญ่
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!