คราบหมึกสีดำสนิทที่เพิ่งแต้มลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบยังไม่ทันแห้งสนิทดี หลินฟางเซียนก็ใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกขาวกดทับลงบนแผ่นกระดาษเพื่อตรวจทานตัวอักษรแต่ละบรรทัด นางอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีครามเข้มเรียบง่าย ทว่าการตัดเย็บกลับเข้ารูปเน้นสัดส่วนสง่างามตามแบบฉบับสตรีตระกูลสูงที่ตกยาก เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตด้วยปิ่นไม้ทื่อๆ เล่มหนึ่ง ไม่มีเครื่องประดับมีค่าใดๆ ให้สะดุดตา ทว่าแววตาคู่คมกลับฉายประกายเฉียบคมดั่งกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก
"หากเราเริ่มต้นด้วย 'สมุนไพรตากแห้ง' สามชนิดนี้ในตลาดมืดอำเภอซingหลาน ตระกูลหลินของเราจะไม่เพียงแต่พ้นจากความอดอยากในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง แต่จะกุมเส้นเลือดใหญ่ด้านการค้าสมุนไพรของกองทัพชายแดนไว้ในกำมือ"
เสียงพึมพำอันราบเรียบทว่าทรงพลังดังขึ้นในห้องโถงคับแคบ กลิ่นอับชื้นของบ้านเรือนชนบทในยุคเปลี่ยนผ่านไม่สามารถกลบกลิ่นหอมจางๆ คล้ายกลิ่นโสมตังกุยที่ติดกายของนางได้เลย บนโต๊ะไม้เก่าๆ เต็มไปด้วยบันทึกรายรับรายจ่ายที่นางรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยหลักการบริหารจัดการยุคใหม่ ผสานเข้ากับกลยุทธ์การค้าขายในยุคโบราณอย่างแนบเนียน
เบื้องหน้าของนางคือความยากจนข้นแค้นที่กัดกินครอบครัวนี้มานาน แต่ในสายตาของอดีตกุนซือหญิง ความยากจนไม่ใช่ชะตากรรม... มันคือ 'หมาก' กระดานแรกที่นางต้องเดินให้ชนะ
"พี่ใหญ่... ท่านแน่ใจแล้วหรือขอรับ?" เสียงของหลินเฉิน น้องชายคนเล็กเอ่ยถามด้วยความหวาดหวั่น ขณะดึงชายเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ของตนเอง "การค้าขายกับพวกพ่อค้าเถื่อนชายแดน... หากทางการตรวจสอบพบ มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตนะขอรับ"
ฟางเซียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองน้องชายด้วยความเอ็นดูปนดุดัน นางวางพู่กันในมือลงอย่างช้าๆ เสียงกระทบกับแท่นฝนหมึกเบาหวิวดั่งเสียงเตือนสติ
"เฉินเอ๋อร์ เจ้าจำคำพี่ไว้ให้ดี ในยุคที่บ้านเมืองสั่นคลอน กฎหมายมีไว้เพื่อผูกขาดอำนาจของคนกลุ่มเดียว ผู้ที่กุมเสบียงและเงินตราต่างหากคือผู้กำหนดความอยู่รอด เราไม่ได้ทำการค้าผิดกฎหมาย... เราเพียงแต่ 'มองเห็นช่องว่าง' ที่ขุนนางผู้โง่เขลาพวกนั้นมองไม่เห็นต่างหาก"
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน ลมหนาวนอกหน้าต่างพัดกรรโชกจนบานหน้าต่างไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ด กลิ่นอายกดดันอันคุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินขลิบทองก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง รองเท้าหนังบู๊ตปักลวดลายประณีตเหยียบย่างลงบนพื้นไม้ผุๆ จนแทบไม่
เกิดเสียง ฉินจวินอวี้... ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นและดุร้ายแห่งกองกำลังชายแดน ปรากฏกายขึ้นราวกับภูตผีที่ก้าวออกมาจากความมืด
เขายืนค้ำหัวนางอยู่เบื้องหลัง ร่างกายกำยำแผ่ไอสังหารจางๆ ที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายผสมผสานกับกลิ่นอายเลือดและสนิมเหล็กโชยเข้าจมูก ฟางเซียนไม่แม้แต่จะสะดุ้งตกใจ นางเพียงแต่ชะงักมือที่กำลังจัดเรียงบัญชีเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปสบตากับดวงเนตรสีนิลคู่นั้นที่ดุดันดั่งเหยี่ยวพรากเหยื่อ
"ท่านอ๋องเสด็จมาเรือนพักซอมซ่อของหม่อมฉันยามวิกาลเช่นนี้ เกรงว่าจะไร้ซึ่งเกียรติภูมิกระมัง" ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่ที่มุมปากอย่างท้าทาย
ฉินจวินอวี้โน้มตัวลงมาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาดุดันอยู่ห่างจากซอกคอขาวผ่องของนางเพียงไม่กี่ชั่งนิ้ว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มของนางอย่างจงใจ นิ้วมือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเอื้อมไปแตะปลายพู่กันในมือของนาง ก่อนจะปัดมันเบาๆ จนกลิ้งตกลงไปบนพื้น
"เกียรติภูมิหรือ?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังชิดริมหูของนาง "คุณหนูหลิน... แผนการค้าสมุนไพรที่เจ้ากำลังร่างอยู่บนโต๊ะนี้ หาใช่การค้าขายเพื่อพ้นจากความยากจนไม่ แต่มันคือ 'แผนยุทธศาสตร์ตัดเส้นทางลำเลียงเงิน' ของกองทัพพยัคฆ์อุดรต่างหาก เจ้ากล้าดียังไงถึงกล้าชักใยอยู่เบื้องหลังความโกลาหลของเมืองชายแดน!"
หัวใจของฟางเซียนกระตุกวูบไปชั่วขณะ แต่นางยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้ชิดจนรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจซึ่งกันและกัน รัศมีความกดดันระดับแม่ทัพใหญ่ไม่ได้ทำให้นางหวาดหวั่น ตรงกันข้าม... มันกลับจุดประกายความท้าทายในดวงตาของนาง
"ท่านอ๋องทรงสายตากว้างไกลยิ่งนัก หม่อมฉันเพียงแต่หาทางให้ครอบครัวมีข้าวสารกรอกหม้อ เหตุใดจึงกลายเป็นผู้ชักใยความโกลาหลไปเสียได้เล่าเพคะ?" นางเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ทว่าทุกคำกลับคมกริบดั่งใบมีด "หรือว่า... ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ กำลังหวาดกลัวว่าสตรีตัวเล็กๆ อย่างหม่อมฉัน จะเดินหมากตานี้เหนือกว่าท่านกันแน่?"
มุมปากของฉินจวินอวี้กระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น แววตาคมกริบฉายประกายอันตรายวับวาว มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปคว้าคางมนของนางไว้แน่นด้วยแรงพอประมาณ บีบังคับให้นางเงยรับสัมผัสอันดุดันของเขา "กล้าดียิ่งนัก... เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าต่อรองกับข้า?"
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด จนแทบไม่มีใครกล้าหายใจ เสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เอกก็ดังขึ้นจากนอกประดู1พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนก
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการลับจากเมืองหลวง... ถูกส่งมาถึงมือแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนแล้ว และเป้าหมายของมันคือการสั่งปลดท่านออกจากตำแหน่ง!"
ฉินจวินอวี้ชะงักกุนซือหญิงในมือ ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองที่ประตูห้องทันที ขณะที่หลินฟางเซียนกลับแย้มยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น นางเอ่ยกระซิบเบาๆ ข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อดีตท่านอ๋องถึงกับต้องหันกลับมามองนางด้วยความคาดไม่ถึง
"ดูเหมือนว่า... หมากกระดานแรกที่หม่อมฉันวางไว้ จะเริ่มเดินเร็วกว่าที่ท่านคิดเสียแล้วกระมังเพคะ ท่านอ๋อง..."
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เฉินเว่ยสายลุย
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 9
หมากกระดานแรกเริ่ม
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!