กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 10

มิตรสหายหรือศัตรู

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
คราบเขม่าสีดำบนกระดาษสาเนื้อหยาบยังคงส่งกลิ่นฉุนของน้ำมันต้ายโหยวจางๆ บ่งบอกถึงการเผาทำลายหลักฐานที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังม่านประตูไม้แกะสลักลายเมฆมงคลไม่นานนัก "เจ้าเมืองเฉินช่างใจร้อนเสียจริง เก้าอี้ตัวนี้ยังไม่ทันอุ่นดี ก้นของเขาก็ร้อนเสียจนต้องส่งคนมาวางเพลิงโรงเก็บสินค้าตระกูลหลินในยามวิกาลเช่นนี้แล้วหรือครับ" หลินฟางเซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนประกายไฟสีส้มที่ยังคงหลงเหลืออยู่ปลายก้านธูป นางสวมเสื้อคลุมผ้าต่วนสีเทาเงินปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินละเอียดตามแบบนิยมของสตรีชั้นสูงในเขตมณฑลเหนือ แต่มิได้สวมเครื่องประดับทองคำฉูดฉาดอันใดนอกจากปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ที่ปักมวยผมไว้อย่างเรียบง่าย ความสงบเยือกเย็นท่ามกลางกลิ่นควันไฟนี้ ทำให้ผู้ติดตามเบื้องหลังถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย เบื้องหน้าของนางคือลานกว้างของโรงเก็บสินค้าที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังและกลิ่นอายของความสูญเสีย ทว่ากลุ่มคนที่ยืนล้อมรอบอยู่หาใช่ชาวบ้านผู้ยากไร้ หากแต่เป็นกองกำลังติดอาวุธนอกเครื่องแบบของกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นตระกูลเฉินและพวกพ่อค้าคนกลางที่ผูกขาดตลาดเกลือและผ้าไหมในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ "หลินฟางเซียน! อย่าได้ปากกล้าให้มากนัก เจ้าผู้หญิงต่างถิ่นบังอาจเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการค้าในเขตอิทธิพลของพวกเรา ชักศึกเข้าบ้าน นำเอาสินค้าหลุดโรงงานจากแดนใต้เข้ามาตีตลาดจนราคาวิปริต หากพวกเราไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง เกรงว่าต่อไปคงไม่มีใครเห็นหัวสมาคมการค้าบูรพาอีกต่อไปแล้ว!" เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวมาจากชายร่างกำยำนามว่า "เฉินต้าไห่" บุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลอิทธิพลท้องถิ่น เขาสวมเสื้อกั๊กผ้าฝ้ายหนาสไตล์ยุค 80 ทับด้วยเสื้อเชิ้ตพับแขน เผยให้เห็นรอยสักรูปเสือดาวที่ต้นแขน มือหนากำด้ามมีดอีโต้สั่นระริกด้วยความเคียดแค้น หลินฟางเซียนมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปัดฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนปลายแขนเสื้ออย่างเชื่องช้า การกระทำอันเยือกเย็นนี้ยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ทว่าในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงนับร้อยคู่ก็ดังขึ้นจากตรอกมืดเบื้องหลังกลุ่มผู้มีอิทธิพลราวกับถูกคำนวณเวลาไว้ กึก... กึก... กึก... เสียงรองเท้าบูทหนังทหารกระทบพื้นหินกรวดดังเป็นจังหวะจะโคน ทรงพลัง และกดดันจนลมหายใจของคนรอบข้างสะดุด ฉินจวินอวี้ก้าวออกมาจากเงาจันทร์ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีดำสนิทกระดุมทองเหลืองขัดมันวาว ปีกหมวกทหารบังเงาใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทว่าดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองกลุ่มคนตระกูลเฉินด้วยความรู้สึกเวทนา ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่กำลังดิ้นรนบนลานประหาร "ฮ่าๆๆ... ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองกำลังชายแดน ถึงท่านจะกุมอำนาจทางทหาร แต่เรื่องการค้าขายในท้องถิ่น มันเป็นกฎของพ่อค้า! ท่านจะเอาอำนาจราชสำนักมาบีบพวกเราหรืออย่างไร!" เฉินต้าไห่พยายามเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้ขาของเขาจะเริ่มสั่นเทาเมื่อเผชิญหน้ากับรัศมีสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของฉินจวินอวี้ ฉินจวินอวี้ไม่แม้แต่จะชายตาแลคู่สนทนา เขาเดินตรงเข้าไปยืนเคียงข้างหลินฟางเซียน กลิ่นอายบุรุษเพศอันเยือกเย็นและกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กและชาชั้นดีโชยปะทะนาสิกของนาง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบม้วนกระดาษสัญญาซื้อขายที่เปื้อนเขม่าบางส่วนมาจากมือของหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ "กฎของพ่อค้าหรือ..." เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในฤดูหนาวดังลอดไรฟัน "น่าเสียดายที่ในดินแดนภายใต้การดูแลของเปิ่นหวาง กฎที่มีสิทธิ์ใช้ได้ มีเพียงกฎแห่งความตายของกบฏที่คิดลองดีกับความมั่นคงของชาติเท่านั้น" สิ้นคำพูด ประกายดาบปลายปืนยาวของทหารอารักขาที่พุ่งออกมาจากความมืดก็จ่อเข้าที่ลำคอของสมุนตระกูลเฉินนับสิบชีวิตในเสี้ยววินาที ความเร็วและความพร้อมเพรียงนี้ไม่มีผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นคนใดคาดคิดมาก่อน เฉินต้าไห่หน้าถอดสี เหงื่อกาฬไหลโทรมหน้าผาก เขาอ้าปากพะงาบๆ จะเอ่ยคำขู่ แต่กลับพบว่าลำกล้องปืนเย็นเฉียบถูกกดลงที่กลางหลังโดยทหารนายหนึ่ง หลินฟางเซียนเหลือบมองฉินจวินอวี้แวบหนึ่ง มุมปากบางเฉียบยกยิศยเยาะเล็กน้อย นางรู้ดีว่าการปรากฏตัวของเขาในยามนี้มิใช่เพียงแค่การช่วยเหลือ แต่มันคือการ "เดินหมาก" เพื่อรวบอำนาจเศรษฐกิจและเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในคราวเดียว "ท่านอ๋องทรงใจร้อนเกินไปแล้วกระมังครับ คนพวกนี้ยังใช้ประโยชน์ได้อีกมากในกระบวนการฟอกขาวให้แก่สินค้าของตระกูลหลิน" หลินฟางเซียนเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานพอให้คนข้างกายได้ยินเพียงสองคน ฉินจวินอวี้หันมามองสตรีข้างกาย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ความดุร้ายในดวงตาของท่านอ๋องแปรเปลี่ยนเป็นประกายความลึกล้ำยากหยั่งถึง มุมปากของเขาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย "เจ้ากลัวว่าเปิ่นหวางจะตัดทางทำมาหากินของเจ้าหมด หรือกลัวว่าแผนการในใจของเจ้าจะถูกขัดขวางกันแน่ ฟางเซียน..." บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลง ท่ามกลางซากปรักหักพังและกลิ่นควันไฟที่ยังคุกรุ่น การเผชิญหน้ากับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นมิได้จบลงด้วยการนองเลือดอย่างที่หลายคนหวาดกลัว ทว่ามันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในมิติที่ลึกซึ้งและอันตรายยิ่งกว่าเดิม ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังคลี่คลายลง ทหารสื่อสารนายหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉินจวินอวี้ พร้อมกับยื่นกล่องไม้สนสลักลายผนึกด้วยครั่งสีแดงสด "กราบทูลท่านอ๋อง! มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวง... และ... และมีจดหมายลับอีกฉบับจ่าหน้าถึงคุณหนูหลินโดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ!" ฉินจวินอวี้ขมวดคิ้วมุ่น เขารับกล่องไม้มาเปิดออก ทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น นัยน์ตาคมกริบก็หรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขาราวกับคลื่นพายุ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินฟางเซียนต้องหยุดหายใจ คือตราประทับบนซองจดหมายลับที่ส่งมาถึงนาง... มันคือตราประทับของ "สำนักหมอหลวง" แห่งราชสำนักเก่าที่ควรจะสูญสลายไปตั้งแต่สิบปีก่อน! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกชะตากรรมไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ เฉินเว่ยสายลุย
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%