"อำนาจที่แท้จริงหาได้เกิดจากราชโองการบนแผ่นกระดาษ หากแต่เกิดจากปลายกระบอกปืนและท้องนาที่อิ่มหนำ"
สำนวนราบเรียบทว่าบาดลึกนี้ลอยวนอยู่ในโสตทัศนของหลินฟางเซียน ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงรับรองยามราตรี ควันธูปกฤษณาที่ลอยอ้อยอิ่งจากกระถางสัมฤทธิ์ลายพฤกษชาติไม่สามารถกลบกลิ่นอายอันคุกรุ่นของความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงสง่าของฉินจวินอวี้ได้เลย
ท่านอ๋องหนุ่มประทับนั่งนิ่งสนิทบนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักจากไม้ฮวาหลี ฉลองพระองค์คลุมตัวยาวผ้าต่วนสีดำสนิทปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทะยานเมฆา สะท้อนประกายวับวับแวมแวมยามต้องแสงตะเกียงน้ำมันสำริด พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยววสันต์หรี่ลงเล็กน้อย จ้องมองแผ่นป้ายประกาศทางราชการที่ถูกวางทับไว้ด้วยทับทิมเนื้อดีบนโต๊ะไม้จันทน์
มันคือประกาศจากอำเภอ... คำสั่งกึ่งบังคับให้สหกรณ์การเกษตรและกิจการโรงทอผ้าที่หลินฟางเซียนเพิ่งริเริ่มขึ้น ต้องส่งมอบสัดส่วนผลผลิตครึ่งหนึ่งเข้าคลังเสบียงส่วนกลางเพื่อ "สนับสนุนความมั่นคงชายแดน" โดยอ้างชื่อกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่เขาเป็นผู้บัญชาการ
ทว่า ฉินจวินอวี้ไม่เคยมีคำสั่งเช่นนี้ลงมาแม้แต่ครึ่งคำ!
"ฮึ..." เสียงหัวroในลำพระศอดังขึ้นแผ่วเบา เยียบเย็นจนกระดูกสันหลังของผู้ฟังเยือกแข็ง หลินฟางเซียนที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องล่างในอาภรณ์ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีครามเข้ม ปักลายใบบัวด้วยไหมสีเงินประณีตตามแบบฉบับสตรีชนชั้นสูงผู้ตกยาก นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการเต้นของหัวใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นคง
"ดูท่าทางแล้ว... ขุนนางท้องถิ่นผู้นี้คงคิดว่าท่านอ๋องทรงประชวรจนเลอะเลือน หรือไม่ก็คิดว่าอำนาจในมือข้าศึกทางเหนือน่ากลัวน้อยกว่าอำนาจของพวกเขากระมังเพคะ"
ฉินจวินอวี้มิได้ตอบคำทันที พระหัตถ์เรียวยาวดั่งหยกขาวเอื้อมไปหยิบแผ่นกระดาษหยาบกร้านแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณา ปลายนิ้วสอบเคาะเบาๆ เป็นจังหวะบนโต๊ะ
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงนั้นดังก้องกังวานบาดลึกในความเงียบ ราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูตที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ทุกขณะ
"อำนาจระดับท้องถิ่นมักเป็นเช่นนี้ ฟางเซียน" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น "รากเหง้าหยั่งลึกมารosนหลายชั่วอายุคน เกี่ยวดองกันเป็นตาข่ายใยแมงมุม พวกเขาไม่สนว่าแผ่นดินจะผลัดเปลี่ยนราชวงศ์หรือผู้ใดจะครองบัลลังก์ สนใจเพียงว่าผลประโยชน์ในอาณาpetchของตนต้องไม่บกพร่อง และตอนนี้... โรงทอผ้ากับคลังสินค้าของเจ้ากำลังทำรายได้มหาศาลจนแสบตาพวกมัน"
"พวกมันไม่ได้แค่อยากได้เงินหรอกเพคะท่านอ๋อง" หลินฟางเซียนก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกครึ่งก้าว เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมคลาด้วยแววตาดุดันไม่แพ้กัน "สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการ 'เชือดไก่ให้ลิงดู' เพื่อแสดงให้ราษฎรเห็นว่า ต่อให้ข้าจะฉลาดล้ำเลิศเพียงใด หรือท่านอ๋องจะทรงอำนาจสักแค่ไหน สุดท้ายแล้วกฎเกณฑ์ท้องถิ่นและขุนนางบ้านนอกเหล่านี้ต่างหากคือผู้ชี้ชะตาความเป็นความตายในดินแดนรอยต่อยุคเปลี่ยนผ่านนี้"
บรรยากาศในห้องพลระระอุขึ้นทันที เคมีระหว่างคนทั้งสองดึงดูดและฟาดฟันกันอย่างดุเดือด ความเฉลียวฉลาดทันคนของสตรีงามผู้กุมกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจผสานเข้ากับความเด็ดขาดดุร้ายของแม่ทัพผู้กุมกำลังทหาร กลายเป็นพลังกดดันที่ทำให้ทหารองครักษ์หน้าห้องถึงกับต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดหวั่น
"บังA" ฉินจวินอวี้แค่นพระสรวลหยัน พระวรกายโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังและกลิ่นอายสนมระคนกลิ่นชาผู่เอ๋อร์เข้มข้นลอยเข้ากระทบนาสิกของนาง "เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางจะยอมปล่อยให้สุนัขรับใช้พวกนี้มาขีดเส้นบนดินแดนที่ข้าหลั่งเลือดปกป้องงั้นหรือ?"
"หม่อมฉันมิได้คิดเช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่เตือนสติว่า... การหักโค่นต้นไม้ใหญ่ที่มีรากแก้วฝังลึกลงไปใต้ดิน หากใช้ขวานฟันตรงๆ รังแต่จะทำให้กิ่งก้านสาขาร่วงหล่นลงมาทำร้ายผู้คนรอบข้าง" หลินฟางเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ นางหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามขึ้นมา รินน้ำชาอุ่นๆ ส่งถวายให้พระองค์ด้วยกิริยารabนอบน้อมแต่องอาจ "เราต้องถอนรากถอนโคนด้วยน้ำร้อนลวก มิใช่แรงสะบั้น"
ฉินจวินอวี้ทอดพระเนตรสตรีตรงหน้า ใบหน้างดงามล้ำเลิศที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาดั่งบุปผชาติยามเหมันต์ นางไม่เคยมีความหวาดกลัวปรากฏให้เห็นในดวงคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย มีแต่ประกายความท้าทายและสติปัญญาที่เฉียบคมจนน่าหลงใหล พระองค์ยื่นพระหัตถ์ไปรับถ้วยชาจากมือนาง ปลายนิ้วสัมผัสกันแผ่วเบา เกิดกระแสความรู้สึกประหลาดไหววูบในพระ Br
"ดี..." ฉินจวินอวี้ตรัสรับคำเบาๆ "ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมการเมืองท้องถิ่นนัก เปิ่นหวางก็จะจัดมหรสพชุดใหญ่ให้พวกมันได้ดูเป็นขวัญตา"
ทันใดนั้นเอง!
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดั่งหามจั่วหามหมูของขันทีประจำตำหนักดังขึ้นที่ลานด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูรั้วรัวเร็วด้วยความตระหนก
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงตะโกนด้วยความหวาดผวาแทรกเข้ามาในความเงียบงัน ขันทีผู้ดูแลคลังเสบียงวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นจนตัวสั่นเทา "นายอำเภอจางนำกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าย้อมโรงทอผ้าทางใต้แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันอ้างพระราชโองการลับจากเมืองหลวง... สั่งอายัดสินค้าทั้งหมดและจับตัวคนงานไปสอบสวนฐานกบฏซ่อนเสบียงพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉินจวินอวี้หรี่พระเนตรลงทันที รังสีอำมหิตพวยพุ่งทะลักออกมาจากพระวรกายดั่งคลื่นพายุคลั่ง ขณะที่หลินฟางเซียนสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด—พระราชโองการลับจากเมืองหลวง? ในยามวิกาลเช่นนี้? เกมการเมืองระดับสูงและท้องถิ่นประสานงากันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ฉินจวินอวี้ไม่ตรัสสิ่งใดอีก พระองค์ทรงยกถ้วยชาผสมยาพิษอ่อนๆ ที่หมอหลวงจัดถวายเพื่อระงับพิษไข้ขึ้นจิบช้าๆ สายพระเนตรจับจ้องไปที่ความมืดมิดนอกหน้าต่างด้วยแววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อให้แหลกคามือ
ก่อนที่พระองค์จะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดัง *เคร้ง!* แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกถึงขั้วหัวใจ
"เตรียมม้า... คืนนี้เปิ่นหวางจะไปรื้อศาลาว่าการอำเภอด้วยตนเอง!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งยุคเปลี่ยนผ่านนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้า หวังว่าทุกท่านจะยังคงกำชับอาภรณ์และก้าวตามข้ามาในตอนต่อไปด้วยความตื่นเต้นนะครับ
กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า•ตอนที่ 17
อำนาจที่มองไม่เห็น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน กับท่านอ๋องผู้กุมชะตาเหนือฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!