“ใบหย่านี่... เธอน่าจะรีบเซ็นมันตั้งแต่ปีแรกที่เราแต่งงานกันแล้วนะ รัญชนา จะได้ไม่ต้องมานั่งทำหน้าทุเรศๆ เรียกร้องความสนใจจากฉันอยู่แบบนี้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลกันไปชั่วชีวิต บัดนี้กลับเจือด้วยความเหยียดหยามจนน่าสะอิดสะเอียน ภาคินโยกแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มบนโต๊ะทำงานกระจกใสให้เลื่อนไปตรงหน้าหญิงสาว รอยยิ้มมุมปากของเขาไม่ใช่รอยยิ้มของสามี แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ชนะที่กำลังเขี่ยเศษขยะชิ้นหนึ่งให้พ้นทาง
รัญชนากลืนก้อนสะอื้นที่ตีรวนขึ้นมาจุกอกลงไปอย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววรักใคร่และภักดีต่อเขาอย่างไร้เงื่อนไข บัดนี้แห้งผากและเย็นชา ปราศจากประกายแห่งความอาลัยอาวรณ์ใดๆ อีกต่อไป
เธอไม่ได้เอื้อมมือไปหยิบปากกาในทันที ปลายนิ้วเรียวที่สั่นเทานิดๆ วางทาบลงบนหน้าท้องแบนราบของตนเองโดยสัญชาตญาณ... ท้องที่ตอนนี้มีหนึ่งชีวิตบริสุทธิ์กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบงัน ลูกน้อยสายเลือดของคนที่กำลังไล่เธอออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี
“คุณคินมั่นใจแล้วใช่ไหมคะว่า... จะไม่มีวันเสียใจกับการตัดสินใจในวันนี้” เสียงหวานเอ่ยถาม แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับเต็มไปด้วยความนัยที่ลึกซึ้งจนคนฟังถึงกับคิ้วกระตุก
ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบมองเธอด้วยความสมเพชเวทนา “เสียใจ? กับผู้หญิงน่าเบื่ออย่างเธอเนี่ยนะ? รัญ... อย่าประเมินคุณค่าตัวเองสูงเกินไปหน่อยเลย ฉันอุตส่าห์ทนใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกับคนจืดชืดไร้รสนิยมอย่างเธอมาได้สามปี ก็ถือว่าฉันใจบุญมากพอแล้ว ลลินาเขากลับมาหาฉันแล้ว และผู้หญิงคนนั้นมีทุกอย่างที่เธอไม่มี!”
ชื่อของลลินาเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม แต่แปลก... ครั้งนี้รัญชนาไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว ความรู้สึกชาชินเข้าเกาะกุมหัวใจจนด้านชา หัวใจดวงนี้ถูกความใจร้ายของเขาบดขยี้จนแหลละเอียดเป็นผุยผง และจากซากปรักหักพังเหล่านั้น ร่างบางก็ได้เรียนรู้ที่จะสร้างเกราะกำบังขึ้นมาใหม่ เกราะที่แข็งแกร่ง เยชา และพร้อมจะปกป้องลูกน้อยในครรภ์ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
“ค่ะ ถ้าลلินาทำให้คุณมีความสุขได้มากกว่า... ดิฉันก็ยินดีหลีกทางให้”
รัญชนาหยิบปากกาขึ้นมาจรดปลายลงบนกระดาษแผ่นนั้น ลายมือที่เคยบรรจงเขียนชื่อของตนเคียงคู่กับเขาอย่างมีความสุขเมื่อสามปีก่อน บัดนี้ถูกจรดลงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและมั่นคง ลากเส้นทุกเส้นด้วยความรวดเร็วและไร้ความลังเล ราวกับต้องการตัดขาดพันธะทางกฎหมายนี้ให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด
แวบหนึ่ง... ความหงุดหงิดแปลกประหลาดแล่นพล่านขึ้นมาในอกของภาคิน เมื่อเห็นท่าทีสงบเยือกเย็นจนผิดปกติของอดีตภรรยา ปกติแล้วรัญชนาจะต้องร้องไห้ฟูมฟาย อ้อนวอน หรือไม่ก็แสดงอาการน่าสมเพชออกมาให้เขาได้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีเล่น แต่วันนี้... เธอกลับนิ่งสนิท ดวงตาสูงส่งคู่นั้นมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับเขามันก็แค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น
“ดี! ในเมื่อเซ็นแล้ว ก็ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันได้เลย!” ภาคินกระชากแฟ้มเอกสารกลับมาด้วยความหงุดหงิดที่อธิบายไม่ถูก เขาโบกมือไล่เธอราวกับไล่สุนัขจรจัด “กระเป๋าเสื้อผ้าของเธอ ให้คนงานเอาไปโยกไว้ที่ท้ายซอยแล้ว อย่าลืมล่ะ... ว่าอย่าได้เอาชื่อฉันไปแอบอ้างที่ไหนอีก ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอาไว้แน่”
รัญชนาไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอเพียงแค่ก้มลงโค้งศีรษะให้เขาเล็กน้อย เป็นการอำลาครั้งสุดท้ายให้กับความโง่เขลาในอดีตของตนเอง ก่อนจะหันหลังเดินก้าวออกจากห้องทำงานสุดหรูด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรงและสง่างามอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งพึงมี โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งที่กำลังยืนหน้าตึงด้วยความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจ
ประตูห้องปิดลงพร้อมกับเสียงหัวใจของรัญชนาที่เริ่มเต้นเป็นจังหวะของอิสรภาพ เธอเอามือลูบหน้าท้องนูนต่ำเบาๆ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“แม่คะ... ลูกจ๋า เราไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กันนะคะ เจ้าตัวเล็กของแม่”
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ตระกูลภาคิน ภาคินยืนมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มในใจอย่างบอกไม่ถูก เขายอมรับว่าเขาเป็นคนหย่าเอง เป็นคนไล่เธอออกไปเอง แต่ทำไม... หัวใจข้างซ้ายถึงได้รู้สึกโหวงเหวงแปลกประหลาด ราวกับกำลังทำของสำคัญที่สุดในชีวิตหลุดมือไปตลอดกาล
“คุณคินขา... มองอะไรอยู่เหรอคะ”
เสียงหวานหยดย้อยของลลินาที่เดินน่องสะโพกเข้ามาสวมกอดเขาจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ฉุนกึกจนเขาต้องขยرเบาๆ ภาคินหันไปยิ้มรับตามมารยาท แต่ในใจกลับนึกเปรียบเทียบกับกลิ่นอายความสะอาดบริสุทธิ์ประจำตัวของรัญชนาโดยไม่รู้ตัว
“เปล่าหรอก... แค่คิดว่าบ้านหลังนี้คงจะสงบขึ้นเยอะ” ภาคินพูดกลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดในอก
ทว่า... ความสงบที่เขาคาดคิด กลับไม่ได้เป็นดั่งใจหวังเลยสักนิด
เวลาล่วงเลยผ่านไปเนิ่นนานจนความมืดเข้าปกคลุม ภาคินนั่งสะสางเอกสารอยู่ที่ห้องทำงานเดิม แต่สมาธิของเขากลับกระเจิดกระเจิงอย่างไร้สาเหตุ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะสั่นครืดคราดขัดจังหวะความเงียบ เขาหยิบขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะกดรับสายจากคนสนิท
“มีอะไร” เสียงทุ้มถามห้วนๆ
[“นายครับ... คือ... เกิดเรื่องแล้วครับ”] เสียงปลายสายละลำละลักด้วยความตื่นตระหนกจนภาคินต้องขมวดคิ้วมุ่น
“มีอะไรก็พูดมาให้มันเคลียร์ๆ อย่าอึกอัก!”
[“คือ... คือผมได้รับรายงานจากคนดูแลโครงการบ้านจัดสรรฝั่งตะวันตกครับว่า... มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นลมหมดสติอยู่หน้าโครงการ ท่าทางเหมือนคนท้องแก่ใกล้คลอด... และ... และ...”]
“และอะไรวะ พูดให้มันจบ!” ภาคินตวาดลั่นด้วยความรำคาญ
[“หน้าตาของผู้หญิงคนนั้น... ละม้ายคล้ายกับคุณรัญชนามากๆ ครับนาย!”]
เพล้ง!
กรอบรูปกระจกบนโต๊ะทำงานของภาคินร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจายโดยไม่มีสาเหตุ หัวใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย่อหยิ่งกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ
“แก... แกพูดว่าอะไรนะ!?”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ดราม่าอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับชฎาพรายไวน์แดงนะคะ
ขอหย่าแล้ว อย่าหวังว่าจะได้อุ้มลูก•ตอนที่ 2
คำดูถูกครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย ชฎาพรายไวน์แดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชฎาพรายไวน์แดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่าแล้ว อย่าหวังว่าจะได้อุ้มลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!