กลิ่นอายของกระดาษเก่าคร่ำคร่าและฝุ่นผงแห่งกาลเวลาไม่ได้ทำให้กวินทร์รู้สึกโรแมนติกแม้แต่น้อย ในสายตาของสถาปนิกหนุ่มผู้มองโลกผ่านเส้นกริดและโครงสร้างคอนกรีต ตึกโบราณอายุกว่าเจ็ดสิบปีหลังนี้ไม่ใช่ "มรดกทางวัฒนธรรม" ที่ต้องกราบไหว้บูชา แต่มันคือซากปรักหักพังที่กำลังขวางทางอนาคต
"คุณกำลังใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสินคุณค่าเชิงโครงสร้าง ซึ่งมันเป็นความผิดพลาดขั้นพื้นฐานสำหรับคนทำงานสายวิชาชีพ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบของรวิศดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการที่ถูกปิดตาย ภัณฑารักษ์หนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิม แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับไม้บรรทัดเหล็ก มือข้างหนึ่งสอดไว้ในกระเปังกางเกงสลักท่าทีสงบเยือกเย็น ทว่าดวงตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝัก
กวินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเจือความเย้ยหยันชัดเจน เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวรวิศทีละก้าวอย่างจงใจ ลดระยะห่างระหว่างกันจนสัมผัสได้ถึงความกดดันที่อีกฝ่ายจงใจแผ่ออกมา
"ความรู้สึกส่วนตัวเหรอครับ คุณรวิศ?" กวินทร์ทวนคำ น้ำเสียงลากยาวคล้ายกำลังสนุกสนานกับการได้เห็นคนเจ้าระเบียบตรงหน้าเริ่มคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น "ผมต่างหากล่ะที่กำลังใช้ 'ตัวเลขและข้อเท็จจริง' พูดคุยกับคุณ เสาหลักพวกนี้มีรอยร้าวระดับวิกฤต ระบบระบายอากาศเป็นศูนย์ และถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมานิดเดียว สิ่งที่คุณเรียกว่างานศิลปะล้ำค่าพวกนี้ก็จะกลายเป็นกองขยะฝังร่างเราสองคนไว้ด้วยกัน... แบบนั้นที่คุณเรียกว่าการอนุรักษ์งั้นหรือครับ?"
รวิศขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น6สันชัดเจน ดวงตาคู่คมจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง ไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ความใกล้ชิดระดับนี้ทำให้เขาได้กลิ่นอายจางๆ ของโคโลญจน์ราคาแพงผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวสถาปนิกหนุ่ม มันเป็นความรุกรานพื้นที่ส่วนตัวที่ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเขาผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็นคุณค่าของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่หลังอิฐเก่าๆ เหล่านี้
"ตึกหลังนี้ผ่านสงครามและการเปลี่ยนแปลงมานับครั้งไม่ถ้วน มันยืนหยัดอยู่ได้เพราะโครงสร้างมันมีจิตวิญญาณ ไม่ใช่แค่คอนกรีตกับเหล็กไร้ค่าอย่างที่คุณเข้าใจ" รวิศเน้นย้ำทีละคำ น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังจนเกือบเป็นกระซิบ "ถ้าคุณมองไม่เห็นความงามที่ซ่อนอยู่หลังคราบสนิม นั่นก็แปลว่าคุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะแตะต้องมันตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ"
แทนที่จะโกรธ กวินทร์กลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากขยายกว้างขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่มักใช้สยบคนมานักต่อนัก เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน หากรวิศไม่เอนตัวหนีเสียก่อน
"ปากเก่งดีนี่ครับ..." กวินทร์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นโทนทุ้มพร่าที่จงใจหยอกเย้า "แต่เสียดาย... สายตาที่ดื้อรั้นแบบนั้น เวลาที่มันยอมจำนนต่อความจริง มันคงจะดูน่ามองกว่านี้เยอะเลยนะครับ"
รวิศชะงักไปชั่ววินาที ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มขาวอย่างห้ามไม่อยู่ เขาถอยหลังออกห่างหนึ่งก้าวเพื่อดึงระยะปลอดภัยกลับคืนมา พร้อมกับใช้สายตาคมกราบกรานมองตอบด้วยความถือดี
"อย่ามาสำนวนจัดแถวนี้เลยครับ คุณกวินทร์ โปรJect นี้ไม่ว่ายังไง ผมก็ไม่มีทางยอมให้คุณทุบตึกฝั่งตะวันออกทิ้งเด็ดขาด"
กวินทร์หรี่ตามองคนตรงหน้าที่ตอนนี้พยายามตั้งกำแพงสูงลิ่วเพื่อปิดบังความหวั่นไหว เขากำลังจะอ้าปากโต้กลับด้วยประโยคที่แสบสันกว่าเดิม ทว่าเสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ด้านนอกก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
ทั้งสองคนหันไปมองพร้อมกัน ร่างของเลขานุการสาววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เธอยื่นแท็บเล็ตในมือมาให้รวิศด้วยมือที่สั่นเทา
"คุณรวิศคะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ! ทางบริษัทแม่เพิ่งส่งคำสั่งด่วนที่สุดมา... ระงับโครงการปรับปรุงทั้งหมดชั่วคราว เนื่องจากมีการค้นพบ 'พินัยกรรมลับ' ของผู้ก่อตั้งตระกูลเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนซ่อนอยู่ใต้พื้นห้องทำงานนี้ครับ!"
รวิศเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ขณะที่กวินทร์หันขวับกลับมามองหน้าภัณฑารักษ์หนุ่มทันที รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่หายวับไป แทนที่ด้วยแววตาเป็นประกายคมปลาบที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
________________________________________
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของดรากอนไรเดอร์เสมอนะครับ
ภัณฑารักษ์ครับ... หัวใจผมไม่ได้อยู่ที่นี่•ตอนที่ 2
นิยามของความเก่าแก่
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ครับ... หัวใจผมไม่ได้อยู่ที่นี่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
