แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทถูกวางกระแทกซ์ลงบนพื้นโต๊ะทำงานไม้สักอย่างจงใจ แรงปะทะทำให้กระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่แปะไว้ปลิวตกลงไปนอนแอ้งแม้งบนพื้นพรม แต่เจ้าของโต๊ะไม่ได้แม้แต่จะก้มลงมองมันด้วยซ้ำ รวิศยืนค้ำโต๊ะด้วยสองมือ แว่นสายตาไร้กรอบสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวนวลจนมองไม่เห็นประกายในดวงตาคมกริบนั้น
"ผมคิดว่าเราตกลงกันPรู้อย่างชัดเจนแล้วนะครับ คุณกวินทร์"
น้ำเสียงของภัณฑารักษ์หนุ่มเจ้าระเบียบเรียบสนิท แต่มันกลับเย็นเฉียบเสียจนอุณหภูมิในห้องจัดแสดงนิทรรศการโซน B ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เอกสารแปดสิบหน้าที่เขาใช้เวลานิตёพิถีพิถันร่างขึ้นมาตลอดค่ำคืน ถูกผลักเลื่อนไปตรงหน้าชายหนุ่มอีกคน
กวินทร์ สถาปนิกหนุ่มฝีมือฉกาจผู้รับหน้าที่รีโนเวทพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างไม่ยี่ห้อ เขายกกาแฟดำในแก้วกระดาษขึ้นจิบช้าๆ ราวกับโลกใบนี้ไม่ได้มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่ารสชาติของคาเฟอีนในยามบ่าย ดวงตาสีเข้มมองเอกสารหนาเตอะนั้นด้วยหางตา ก่อนจะเงยขึ้นสบตารวิศอย่างไม่เกรงกลัว
"กฎเหล็กเจ็ดข้อ... ห้ามแตะต้องผนังอิฐมอญโบราณ ห้ามเจาะพื้นไม้สักปาร์เกต์ ห้ามเปลี่ยนโทนไฟ และห้ามแม้แต่จะขยับแท่นวางประติมากรรมหินอ่อนชิ้นเอกออกจากจุดเดิม" กวินทร์ทวนคำสั่งเป็นข้อๆ น้ำเสียงเจือแววเยาะหยันจางๆ ที่มุมปาก "คุณรวิศครับ นี่เรากำลังจะจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยผสมผสานกับโบราณวัตถุ หรือเรากำลังจำลองพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งยุคศตวรรษที่สิบเก้ากันแน่ครับเนี่ย"
"มันคือการเคารพสถานที่และประวัติศาสตร์ครับ" รวิศขยับตัวตรง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "งานของศิลปินทุกชิ้นที่จัดแสดงอยู่ที่นี่ มีเรื่องเล่า มีจิตวิญญาณ และมีคุณค่าเกินกว่าที่คุณจะเข้ามาปรับเปลี่ยนตามอำเภอใจเพื่อความ 'โมเดิร์น' ไร้สาระของคุณ"
"ไร้สาระเหรอครับ?" กวินทร์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจที่ชวนให้รู้สึกหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนเหลือเพียงความกว้างของโต๊ะทำงาน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดทีละน้อยจนรวิศต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ "ศิลปะมันควรจะหายใจได้ครับคุณภัณฑารักษ์ มันต้องเคลื่อนไหว ต้องท้าทายคนดู ไม่ใช่ถูกขังไว้ในกรงกระจกแล้วแปะป้ายห้ามแตะเหมือนสัตว์หายากในสวนสัตว์"
รวิศเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาถึงพวงแก้มขาวจัด มือเรียวที่กำหมัดแน่นบนตักสั่นระริกด้วยความอัดอั้น เขาเกลียดความยโสของสถาปนิกคนนี้ที่สุด เกินกว่าจะทนมองหน้าได้นานกว่านี้
"ถ้าคุณยังยืนกรานที่จะทำตามอำเภอใจโดยไม่เห็นหัวระเบียบของหอศิลป์แห่งนี้ ผมคงต้องใช้อำนาจในฐานะภัณฑารักษ์ยับยั้งโครงการรีโนเวทนี้ทันที" รวิศเชิดหน้าขึ้น สบตากับอีกฝ่ายอย่างไม่มีวันยอมแพ้ แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยแรงอารมณ์ก็ตาม
กวินทร์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มกวนประสาทเมื่อครู่จางหายไปแทนที่ด้วยประกายความท้าทายในดวงตาคมกลาบ ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนลมหายใจอุ่นๆ เจือกลิ่นกาแฟเจือจางปะทะเข้ากับปลายจมูกของคนตรงหน้า รวิศผะหนีแทบไม่ทัน แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นวางหนังสือพอดิบพอดี
"ยับยั้งเหรอครับ?" กวินทร์กระซิบเสียงต่ำ ทุ้มนุ่ม แต่น่ากลัวอย่างประหลาด ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ จนรวิศมองเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาสีนิลคู่นั้น "ลองดูสิครับ ว่าระหว่างอำนาจกระดาษแผ่นเดียวของคุณ กับความตั้งใจของผม อย่างไหนมันจะพังก่อนกัน"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ไดอะล็อกเชือดเฉือนเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าสถิต รวิศหายใจติดขัด สมองขาวโพลนเมื่อตระหนักว่าพวกเขายืนใกล้กันเกินไป ใกล้จนเขารับรู้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย ใกล้จนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสานกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านนั้นแทบจะทำให้เขาลืมวิธีหายใจ
ดวงตากลมโตของภัณฑารักษ์หนุ่มไหววับ กวินทร์ไล่สายตามองตั้งแต่ดวงตาคู่สวยที่กำลังฉายแววตื่นตระหนก ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่นด้วยความถือดี ไปจนถึงใบหูขาวจัดที่ขึ้นสีแดงเรื่ออย่างปิดไม่มิด รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มเยาะหยัน... มันคือรอยยิ้มของผู้ล่าที่กำลังสนุกกับการต้อนเหยื่อเข้ามุม
"คุณรวิศครับ... หน้าคุณแดงหมดแล้วนะ โกรธผมมากเหรอครับเนี่ย"
"ถอยไปโคนะ..." รวิศเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามยกมือขึ้นดันอกแกร่งของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่กวินทร์กลับนิ่งสนิท ราวกับแผงอกนั้นทำมาจากหินผา
ทว่า ก่อนที่สงครามประสาทครั้งใหม่จะได้เริ่มต้นขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูกระจกบานเลื่อนก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
ปัง! ปัง!
"คุณรวิศครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคดังทะลุเข้ามา ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดผางด้วยฝีมือของบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะโผล่มาในเวลานี้!
"เกิดเรื่องใหญ่ที่ห้องโถงใหญ่แล้วครับ! รูปปั้นหินอ่อนยุคเรเนสซองส์... มีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นโดยไม่มีสาเหตุครับ!"
ดรากอนไรเดอร์ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและอินไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มคุครุ่นของทั้งคู่ในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
ภัณฑารักษ์ครับ... หัวใจผมไม่ได้อยู่ที่นี่•ตอนที่ 3
กฎเหล็กในหอศิลป์
ผลงานโดย ดรากอนไรเดอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดรากอนไรเดอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์ครับ... หัวใจผมไม่ได้อยู่ที่นี่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
