ไอน้ำร้อนกรุ่นที่ลอยเคว้งคว้างผสมผสานกับกลิ่นหอมเย้ายวนใจของน้ำซุปกระดูกเคี่ยวเข้มข้น กำลังปะทะเข้ากับลมยามค่ำคืนที่พัดโชยเข้ามาในห้องครัวเล็ก ๆ ของบ้านตระกูลหลู่ อวี้ซินชะงักมือที่กำลังถือตะเกียบไม้ไผ่คีบเส้นบะหมี่สีเหลืองนวลลงในชามเคลือบกระเบื้องเคลือบสีขาว ประสาทสัมผัสของศัลยแพทย์สาวถูกปลุกให้ตื่นตัวขึ้นในเสี้ยววินาที เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงคู่หนึ่งหยุดลงตรงหน้าประตูกลอนไม้เก่า ๆ ที่ปิดไม่สนิท น้ำหนักการลงน้ำหนักฝีเท้าแบบนี้ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไปที่มักจะเดินด้วยความเร่งรีบและมีเสียงลากรองเท้าแตะฟาง แต่เป็นฝีเท้าของคนที่ผ่านการฝึกฝนวินัยทหารอย่างเข้มงวด
"ใคร..." อวี้ซินพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง
แอด... เสียงไม้ผุกร่อนเสียดสีกันดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออกด้วยมือหนาของชายผู้มาใหม่ แสงจันทร์สลัวที่ทาบทับร่างสูงสง่าในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มทำให้เงาของเขาทอดยาวทาบทับพื้นห้องครัวจนมืดครึ้ม ใบหน้าคมคายดุดันไร้รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองสำรวจไปทั่วห้อง ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบางของภรรยาที่ไม่ได้พบหน้ากันนานร่วมปี
หลู่จวิน สามีผู้ควรจะปฏิบัติภารกิจลับอยู่ห่างไกลหลายร้อยลี้ กลับมายืนตระหง่านอยู่ที่หน้าบ้านในยามวิกาลเสียแล้ว!
ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งคู่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงเดือดปุด ๆ ของหม้อต้มน้ำซุปในเตาไฟเล็ก ๆ และกลิ่นหอมของกระเทียมเจียวกับต้นหอมซอยที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ หลู่จวินขมวดคิ้วมุ่น จมูกโด่งเป็นสันได้รูปสูดดมกลิ่นอาหารที่ไม่ควรจะมีอยู่ในบ้านหลังนี้เข้าเต็มปอด ดวงตาคมกริบกวาดมองชามบะหมี่ที่มีไข่ดาวสีเหลืองกรอบน่ากินลอยเด่นอยู่บนผิวน้ำซุปใส ก่อนจะเลื่อนกลับมาจ้องมองภรรยาที่ยืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้
นี่คือภรรยาผู้เคยเงียบขรืม หวาดกลัวเขา และมักจะก้มหน้าหลบสายตาอยู่เสมออย่างนั้นหรือ? ทำไมแววตาของนางในยามนี้จึงมีความสงบนิ่ง ประกายความฉลาดเฉลียว และความระแวดระวังซ่อนอยู่ลึก ๆ ช่างแตกต่างจากภาพจำในความทรงจำของเขาราวฟ้ากับเหว
"ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว เจ้าทำอะไรกิน?" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันที่กดทับลงมาอย่างเงียบเชียบ
อวี้ซินกระพริบตาปริบ ๆ ตั้งสติอย่างรวดเร็ว สมองอันปราดเปรื่องของอดีตศัลยแพทย์มือหนึ่งประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว สามีตัวร้ายในนิยายคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้ากี้เจ้าการและความระแวง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนที่ยึดมั่นในความถูกต้อง หากนางบอกว่าได้บะหมี่นี้มาจาก 'มิติลับ' ที่ซ่อนอยู่ในรอยสักรูปดอกบัวที่ข้อมือ มีหวังเขาคงคิดว่านางถูกผีสางนางไม้เข้าสิง หรือไม่ก็ส่งนางไปให้แพทย์สนามตรวจสุขภาพจิตเป็นแน่
"ท่านพี่... ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ส่งจดหมายมาบอกล่วงหน้าเล่าคะ" อวี้ซินเลือกที่จะใช้กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ นางปรับน้ำเสียงให้อ่อนหวานลงเล็กน้อย เจือความประหลาดใจพองามตามบทบาทภรรยาที่ดี พร้อมกับวางตะเกียบในมือลงช้า ๆ
หลู่จวินก้าวเท้าเข้ามาในห้องครัว ร่างสูงใหญ่ทำให้ห้องครัวแคบ ๆ ดูคับแคบลงถนัดตา เขายังคงไม่ละสายตาไปจากใบเนียนใสที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนัก ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวและหยาบกร้านตามประสาคนงานในชนบท บัดนี้กลับเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด ดวงตากลมโตคู่นั้นใสกระจ่างราวกับหยาดน้ำค้างยามเช้า
"ภารกิจเสร็จเร็วกว่ากำหนด ข้าจึงรีบกลับมา" หลู่จวินตอบสั้น ๆ สายตายังคงจ้องมองชามบะหมี่ไม่วางตา "ข้าถามว่าเจ้าทำอะไรกิน กลิ่นมันหอมแปลกประหลาดนัก... ในบ้านเรายังมีแป้งขาวเหลืออยู่อีกหรือ?"
คำถามนี้จี้เข้าจุดสำคัญทันที ในยุค 70 ข้าวยากหมากแพง แป้งสาลีขาวสะอาดระดับนี้เป็นของฟุ่มเฟือยที่แม้แต่ครอบครัวในเมืองยังต้องเก็บไว้ใช้ในวันสำคัญ แล้วภรรยาที่ถูกแม่สามีจอมเค็มตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำวันจนแทบไม่เหลืออะไรกิน จะเอาแป้งขาวและไข่ไก่ฟองโตมาจากไหน?
อวี้ซินยิ้มบาง ๆ ในใจ นางเตรียมคำตอบข้อนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว
"ท่านพี่ก็... ท่านจำไม่ได้หรือคะว่าเมื่อวันก่อน ข้าแอบไปขุดสมุนไพรป่าบนเขาหลังหมู่บ้านแล้วโชคดีเจอโสมป่าขนาดเล็ก จึงนำไปแลกเปลี่ยนกับสหายที่ตลาดมืดมานิดหน่อย ได้แป้งขาวและไข่ไก่มาพอประทังชีวิตค่ะ" อวี้ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แววตาไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย
หลู่จวินหรี่ตาลงอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนัก เขารู้ดีว่าภรรยาของเขาไม่มีความสามารถในการขึ้นเขาไปหาของป่าลึกเช่นนั้น นางเป็นคนขี้ขลาดและอ่อนแอเกินกว่าจะกล้าเผชิญหน้ากับสัตว์ป่า แต่เมื่อเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าจาง ๆ บนใบหน้าของนาง และท่าทีที่ดูมั่นอกมั่นใจผิดคาด เขาก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจก่อน
"ขึ้นเขาคนเดียวอันตราย เจ้าไม่ควรทำอีก" หลู่จวินเอ่ยเสียงเข้ม แม้จะเป็นคำตำหนิแต่น้ำเสียงกลับเจือความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ อย่างแนบเนียน
อวี้ซินลอบถอนหายใจโล่งอก นางเดินเลี่ยงไปหยิบชามกระเบื้องอีกใบที่สะอาดเตรียมไว้ ตักเส้นบะหมี่ร้อน ๆ และน้ำซุปส่งกลิ่นหอมกรุ่นแบ่งใส่ชามยื่นให้ชายหนุ่มตรงหน้า "ท่านคงเดินทางไกลมาทั้งวัน ยังไม่ได้ทานอะไรมาสินะคะ ข้าทำเผื่อไว้พอดี ลองชิมดูสิคะว่าถูกปากไหม"
หลู่จวินมองชามบะหมี่ตรงหน้าสลับกับใบหน้าของภรรยา เขาไม่ได้ปฏิเสธ มือหนารับชามกระเบื้องมาถือไว้ สัมผัสแรกจากไอร้อนทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวนานหลายร้อยลี้บรรเทาลงไปบ้าง เขาใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่เข้าปากช้า ๆ
รสชาติของน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนเข้มข้นกลมกล่อม ผสมผสานกับความเหนียวนุ่มกำลังดีของเส้นบะหมี่ และกลิ่นหอมของกระเทียมเจียวที่เคลือบอยู่บนผิวเส้น ทำให้ต่อมรับรสของนายหนุ่มผู้คุ้นเคยกับอาหารทหารที่จืดชืดและแข็งกระด้างถึงกับต้องชะงักไป ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ นี่คือรสชาติที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยทานมาในรอบหลายปี
"อร่อยไหมคะ?" อวี้ซินถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ยืนกอดอกมองปฏิกิริยาของสามี
หลู่จวินไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ในชามอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าสง่างาม แสดงให้เห็นถึงการอบรมสั่งสอนที่ดีเยี่ยม ชั่วพริบตาเดียวบะหมี่ในชามก็หมดเกลี้ยงจนแทบไม่ต้องล้างซ้ำ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นภายในครอบครัว จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูรั้วไม้หน้าบ้านดังขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงแหลมสูงคุ้นหูที่ตะโกนแผดเสียงโวยวายเข้ามาในความมืด
"อวี้ซิน! นังตัวดี! ดึกดื่นป่านนี้แล้วเจ้าทำอะไรกิน กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านจนคนอื่นเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! เจ้าเอาเงินที่ไหนมาซื้อของดี ๆ กินคนเดียว หา!"
เสียงของแม่สามีจอมร้ายกาจดังแผดขึ้นทำลายความเงียบยามวิกาลอย่างไม่เกรงใจใคร หลู่จวินชะงักมือที่วางชามลง ดวงตาคมกริบดุดันเปลี่ยนเป็นประกายความเย็นชาขึ้นมาทันที บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนอุณหภูมิลดต่ำลงหลายองศา
อวี้ซินหันไปมองหน้าสามีที่บัดนี้ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกสนุกสนาน แม่สามีตัวแสบมาได้จังหวะเวลาพอดิบพอดีเสียจริง...
หลู่จวินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาจนน่ากลัว เขาหันมามองภรรยาด้วยแววตาคาดเดาไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน
"ดูเหมือนว่า... บ้านเราคืนนี้ จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาสร้างความบันเทิงเสียแล้วสินะ"
อวี้ซินยิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ถ้าอย่างนั้น... ท่านพี่ช่วยจัดการ 'แขก' คนนี้แทนภรรยาหน่อยนะคะ ข้าเกรงว่าถ้าข้าออกไปเอง เกรงว่าแม่สามีสุดที่รักจะหัวใจวายตายเสียก่อนที่จะได้ลิ้มรสบะหมี่ฝีมือข้าค่ะ"
หลู่จวินแค่นเสียงในลำคออย่างเย็นชา ก้าวเท้าฉับ ๆ มุ่งตรงไปยังประตูหน้าบ้านทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
และในวินาทีที่หลู่จวินกระชากประตูรั้วเปิดออกอย่างแรงเพื่อเผชิญหน้ากับมารดาผู้สร้างความวุ่นวาย สายตาของแม่สามีที่กำลังอ้าปากเตรียมด่ากราดก็ต้องค้างเติ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลอกจากเบ้า เมื่อพบว่าผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่หลังประตูไม่ใช่ลูกสะใภ้ที่นางตั้งใจจะมาอาละวาดเอาเปรียบ... แต่เป็นบุตรชายคนรองที่นางคิดว่ายังคงปฏิบัติภารกิจลับอยู่ชายแดน!
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและติดตามความสนุกสนานในทุกตัวอักษรไปกับอวี้ซินนะคะ!
คุณภรรยาทหารยุค 70 กับมิติลับฉบับซุปตาร์ฟาร์มเมอร์•ตอนที่ 2
มิติลับและเมนูแรกในรอบปี
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณภรรยาทหารยุค 70 กับมิติลับฉบับซุปตาร์ฟาร์มเมอร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!