"เลิกมองผมด้วยสายตาเหมือนอยากจะจับผมหั่นศพแล้วเอาไปฝังดินสักทีเถอะครับ พันธกานต์ มันน่ารำคาญ"
น้ำเสียงติดจะเย้ยหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องควบคุมใต้ดิน แสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดส่องลงบนร่างของรินทร์ที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวยาวราวกับศิลปินกำลังรัวแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วสูง เสียง *คลิกๆๆ* รัวระรัวดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำอยู่ในอกของใครบางคนในห้องเดียวกัน
พันธกานต์ยืนกอดอกพิงผนังคอนกรีตเปลือยอยู่ห่างออกไปเพียงสามก้าว สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจดจ้องมองแผ่นหลังบางนั้นไม่วางตา ชุดปฏิบัติการสีดำสนิทแนบไปกับสรีระสมส่วน ยิ่งขับเน้นให้ไหล่กว้างและเอวสอบดูทรงอำนาจมากขึ้นไปอีก แต่ในวินาทีนี้... ผู้คุมจอมเผด็จการผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร กลับยืนนิ่งค้างราวกับถูกสาปให้เป็นหิน เมื่อได้ยินประโยคยั่วประสาทนั้น
"ผมไม่ได้มองคุณแบบนั้น" พันธกานต์โต้กลับเสียงทุ้มต่ำ เจือความหงุดหงิดระคนรำคาญใจที่อีกฝ่ายรู้ทัน "ผมแค่กำลังประเมินว่า ถ้าคุณพลาดรหัสผ่านชุดนี้เมื่อไหร่ ผมควรจะโยนคุณลงไปขังเดี่ยวชั้นใต้ดิน หรือจะมัดมือมัดเท้าคุณโยนลงทะเลสาบดี"
"อุ๊ย น่ากลัวจังครับ" รินทร์หยุดพิมพ์ นิ้วมือชะงักค้าง ก่อนจะหมุนเก้าอี้หมุนกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีรัตติกาลพราวระยับด้วยประกายความท้าทายริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ายวน "แต่เสียใจด้วยนะผู้กอง มือระดับผม ไม่มีคำว่าพลาด... โดยเฉพาะเรื่องการเจาะระบบเซฟเฮาส์กระจอกๆ ของคุณเนี่ย"
"กระจอกงั้นเหรอ?" พันธกานต์แค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามาประชิดตัวคนตัวเล็กกว่าอย่างรวดเร็ว จนรินทร์ต้องเอนตัวไปข้างหลังตามสัญชาตญาณเมื่อเงาใหญ่ทาบทับลงมา กลิ่นกายบุรุษเจือกลิ่นฝนจางๆ และบุคลิกอันตรายแผ่ซ่านจนอุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน "ถ้ามันกระจอกนัก ทำไมคุณถึงใช้เวลาตั้งสามสิบนาทีเต็ม ถึงยังถอดรหัสชั้นที่สามไม่ได้ล่ะครับ คุณแฮกเกอร์อัจฉริยะ"
รินทร์เงยหน้าขึ้นสบตา รัศมีคุกคามจากร่างสูงไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เลือดในกายสูบฉีด ทั้งคู่ยืนหยัดเผชิญหน้ากันในระยะประชิด ปลายจมูกแทบจะชนกันหากขยับเข้าไปอีกเพียงนิดเดียว ระยะห่างที่อันตรายเกินไปทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันแผ่วเบา
"ก็เพราะ..." รินทร์จงใจลากเสียงยาว แกล้งลดระดับเสียงลงกระซิบกระซาบแผ่วเบาราวกับกำลังยั่วยวนปีศาจ "ผมมัวแต่มองหน้าคุณ... จนเสียสมาธิยังไงล่ะครับ"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็ง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีใครขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว พันธกานต์นิ่งงันไป ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนคาดไม่ถึง ประโยคแทะโลมอย่างหน้าตาเฉยทำเอาหัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของนายทหารหนุ่มผู้เยือกเย็น กลับกระหน่ำรัวจนแทบทะลุออกจากอก
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
กำแพงความเย็นชาที่พันธกานต์เพียรสร้างมาตลอดหลายปีพังทลายลงไม่เป็นท่า มุมปากหยักลึกที่มักจะคว่ำลงด้วยความดุดันเสมอ กลับค่อยๆ คลี่ออกเป็น "รอยยิ้ม" อ่อนโยนที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและความคลั่งรักที่ซ่อนเร้นมานาน ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวทอประกายอบอุ่นระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด
รินทร์ถึงกับชะงักค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ภาพตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างรุนแรง สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อตระหนักว่า... ผู้ชายที่หยิ่งผยองและปากร้ายที่สุดในสามโลกคนนี้ เวลายิ้มแล้ว... มันมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจของเขาราบคาบได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"คุณ... ยิ้มทำไมครับ?" รินทร์ถามเสียงตะกุกตะกักโดยไม่รู้ตัว ความมั่นใจทั้งหมดที่มีเมื่อครู่มลายหายไปสิ้นเมื่อถูกรอยยิ้มนั้นจู่โจม
พันธกานต์เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอแสดงด้านที่อ่อนแอออกไป ชายหนุ่มรีบหุบยิ้มฉับพลัน ปรับสีหน้ากลับมาเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งอย่างรวดเร็วราวกับเล่นกล แต่ร่องรอยความเขินอายที่เจือจางอยู่บนพวงแก้มสากกลับหลบซ่อนไม่พ้นสายตาคมของรินทร์
"เปล่า... ผมไม่ได้ยิ้ม ตาฝาดไปแล้วคุณ" พันธกานต์รีบแก้ตัวเสียงแข็ง เบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาจับผิด "รีบๆ ทำงานของคุณให้เสร็จซะ อย่ามัวแต่เพ้อเจ้อ"
"พูดจาไม่เนียนเอาซะเลยนะครับผู้กอง หน้าแดงใหญ่แล้วนั่น เขินผมเหรอครับเนี่ย?" รินทร์ได้ใจ รีบยกยิ้มกริ่มเอ่ยแซวกลับทันที ความกลัวเมื่อครู่หายวับไปกับตา เปลี่ยนเป็นความสนุกสนานที่ได้แกล้งคนฟอร์มจัด
"รินทร์!" พันธกานต์หันกลับมาทำเสียงดุ ใส่แววตาดุดันกลบเกลื่อนความพิรุธ "ถ้าคุณยังไม่หุบปาก ผมจะจูบคุณให้หายปากดีเดี๋ยวนี้แหละ!"
คำขู่ที่หลุดออกมาจากปากของคนฟอร์มจัดทำเอาห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง รินทร์เม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
ทว่า... ก่อนที่ใครจะได้เอื้อนเอ่ยประโยคใดออกมาทำลายความเงียบอันชวนจั๊กจี้หัวใจนี้ เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินสีแดงฉานก็พลันกะพริบวาบไปทั่วห้องควบคุม พร้อมกับเสียงไซเรนแหลมสูงที่ดังลั่นทะลุโสตประสาท
*ตี๊ด! ตี๊ด! ตี๊ด!*
หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักที่รินทร์เพิ่งแฮกเข้าไปเมื่อครู่ ดับวูบลงพร้อมกับข้อความตัวอักษรสีเลือดที่ปรากฏขึ้นเด่นชัดบนจอภาพใหญ่กลางห้อง:
**[เตือนภัย: ตรวจพบผู้บุกรุกภายนอก รหัสผ่านหลักถูกเปลี่ยนแปลงโดยบุคคลที่สาม]**
พันธกานต์แววตาเปลี่ยนเป็นดุGร้าวในทันที สัญชาตญาณนักฆ่าและทหารหน่วยรบพิเศษตื่นตัวเต็มพิกัด ชายหนุ่มคว้าปืนพกประจำกายขึ้นมาปลดเซฟด้วยความรวดเร็วราวดาวตก ก่อนจะดึงร่างของรินทร์ให้ลุกขึ้นแล้วดันไปหลบอยู่ด้านหลังแผงควบคุมหนาแน่น
"เกิดอะไรขึ้นครับ?" รินทร์ถามเสียงเครียด สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังในพริบตาเมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผัน
"ไม่ใช่ฝีมือคุณใช่ไหม?" พันธกานต์กระซิบถามเสียงต่ำชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอ แต่น้ำเสียงจริงจังไร้ซึ่งการหยอกล้อ "มีคนอื่นกำลังเจาะระบบเข้ามาซ้อนทับเรา... และมันกำลังเปิดประตูห้องนิรภัยชั้นในสุดแล้ว!"
ก่อนที่รินทร์จะได้อ้าปากตอบ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องควบคุม พร้อมกับเสียงระเบิดตูมสนั่นที่ทำให้กำแพงคอนกรีตสั่นสะเทือน ควันไฟสีเทาคละคลุ้งตลบอบอวล และในวินาทีที่กลุ่มควันจางลง ร่างเงาสูงใหญ่ในชุดฮู้ดสีดำสนิทก็ก้าวพ้นกลุ่มควันเข้ามา พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงที่เล็งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่... และน้ำเสียงเย็นเยียบที่เอמהทักทายราวกับรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดีก็ดังขึ้น
"เกมสนุกๆ จบลงแค่นี้แหละครับ... ผู้กองพันธกานต์ และคุณแฮกเกอร์ตัวน้อย"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะครับ หวังว่าจะสนุกและฟินไปกับความปากแข็งของพระเอกเรานะครับ มหายุทธ์ไร้เทียมทานสัญญาว่าจะจัดความแซ่บให้ในตอนต่อไปอย่างเต็มที่แน่นอนครับ!
เซฟเฮาส์ไร้ทางหนี กับผู้คุมจอมเผด็จการ•ตอนที่ 10
รอยยิ้มที่ไม่มีใครเห็น
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้ทางหนี กับผู้คุมจอมเผด็จการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!