ความเงียบงันภายในห้องทำงานทึบแสงของหน่วยข่าวกรองลับ ยามราตรีล่วงเข้าสู่ยามสาม (ประมาณเที่ยงคืนถึงตีสอง) นั้นหนักอึ้งดั่งตะกั่วหลอมละลาย กลิ่นอายของกระดาษสาเก่าเก็บผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงเข้มข้นที่เย็นชืด ลอยวนอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ฉินหานชะงัก นัยน์ตาคู่คมหันกลับมามองสบตากับหลินเฟยฉีทันที ความตึงเครียดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดในพริบตา เอกสารลับฉบับนั้น... คือแผนยุทธศาสตร์ที่พวกเขาทั้งสองคนเพิ่งถกเถียงกันเมื่อครู่นี้เอง!
กระดาษไขแผ่นบางที่บันทึกผังโครงข่ายการกระจายสินค้าของสหกรณ์การเกษตรประจำมณฑลในยุคเจ็ดสิบ กลับถูกวางทับด้วยลายมือพู่กันจีนโบราณที่เขียนบัญญัติกลยุทธ์ “ยืมดาบฆ่าคน” อย่างแนบเนียน มันคือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการบริหารจัดการยุคใหม่กับพิชัยสงครามสามก๊กที่ไร้รอยต่อ
"ท่านอ๋องคิดว่าหม่อมฉันบ้าบิ่นเกินไป หรือว่า... กำลังประเมินสติปัญญาของสตรีในยุคที่ท่านคิดว่าตกต่ำแห่งนี้ต่ำเกินไปเพคะ?" หลินเฟยฉีเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อรัศมีคุกคามที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษเบื้องหน้า
ฉินหานไม่ขยับเขยื้อน กายหนาในชุดเสื้อคลุมสไตล์สาธารณรัฐสีชาดเข้มทอดเงาทาบทับร่างระหงของนางจนมิด นัยน์ตาคู่นั้นหรี่แคบลง สะท้อนประกายความดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายที่กำลังพิจารณาเหยื่ออันโอชะ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความระคนทึ่งฉาบอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น
"เจ้ากำลังใช้กลไกการตลาดของรัฐวิสาหกิจยุคนี้ เป็นเบี้ยบนกระดานอำนาจของตระกูลเฉิน" ฉินหานเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ กังวานลึกราวกับเสียงคำรามจากถ้ำลึก "หลินเฟยฉี... เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาคอของตัวเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งการเก็งกำไรผ้าฝ้ายและใบชา โดยใช้ป้ายประกาศของคณะกรรมการปฏิวัติเป็นเครื่องมือตบตา?"
"สงครามไม่ได้มีแค่ในสนามรบที่มีเสียงกลองศึกเพคะท่านอ๋อง" นางก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ คล้ายกลิ่นดอกเหมยในเหมันตฤดูโชتปะทะนาสิกของเขา ท่ามกลางกลิ่นอายความดิบเถื่อนของยุคสมัยที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและอุดมการณ์ "ในยุคที่ข้าวนยากหมากแพง ผู้คนต่างหิวโหยอำนาจและผลประโยชน์ ใครก็ตามที่กุมการไหลเวียนของสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้นั้นคือผู้กุมชะตากรรมของเมืองนี้... และหม่อมฉันต้องการให้ท่านเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเงาอุดมการณ์เหล่านั้น ไม่ใช่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่รอวันถูกเขี่ยทิ้ง"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกริชน้ำแข็ง กรีดลึกลงไปในความทรงจำอันเจ็บปวดของฉินหาน อดีตแม่ทัพผู้เคยถูกหักหลังโดยราชสำนักและสหายสนิท ร่างกายในปัจจุบันคือเจ้าหน้าที่รัฐผู้เคร่งขรึม แต่จิตวิญญาณยังคงเป็นนักรบผู้กระหายการแก้แค้น เขายื่นมือหนาออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายเรียวนิ้วแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าเชยคางมนของนางขึ้นบังคับให้สบตา
ผิวแก้มนวลเนียนสัมผัสกับความหยาบกร้านของปลายนิ้วที่ผ่านการจับดาบและถือปืน ความใกล้ชิดนี้ทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินรดกันและกัน ฉินหานโน้มใบหน้าลงมาจนชิด ระยะห่างเพียงคืบทำให้ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง
"เจ้าช่างกล้าหาญ... หรือโง่เขลากันแน่ ที่กล้าเล่นกับไฟโลกันตร์เช่นนี้?" เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและอันตราย
"หากไฟกองนี้จะเผาทำลายพวกศัตรูที่เหยียดยยามเราให้เป็นจุล หม่อมฉันก็ยินดีจะเป็นเชื้อเพลิงที่ร้อนแรงที่สุดเพคะ" หลินเฟยฉีแย้มสร้อยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวนและอำนาจมืดในคราเดียวกัน นัยน์ตาคู่หงส์สุกสกาวท้าทายอำนาจของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบฉายแวววาบวับ เขาปล่อยมือจากคางของนางอย่างช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"ถ้าเช่นนั้น... ในเมื่อเจ้าร่างแผนยุทธศาสตร์ 'ตั๋วแลกเงินใต้ดินผสานโควตาน้ำตาล' ฉบับนี้ขึ้นมาแล้ว เจ้ามีแผนจะก้าวเดินหมากแรกอย่างไรให้แนบเนียนที่สุด โดยที่พวกสายลับของกรมความมั่นคงไม่ทันระแคะระคาย?" ท่านอ๋องในร่างชายยุคเจ็ดสิบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ยอมรับในสติปัญญาของนางอย่างเต็มภาคภูมิ
"พรุ่งนี้เช้า... ที่ตลาดมืดริมท่าเรือซินหยาง จะมีการประมูลลอตสินค้าผ้าไหมหลุดโรงงานล็อตใหญ่ ซึ่งถูกยึดมาเป็นของกลาง" หลินเฟยฉีกล่าวพร้อมกับคลี่พัดกระดาษซ่งจื่อในมือออกเบาๆ ราวกับลมหายใจ "เราจะส่ง 'คนของเรา' แฝงตัวเข้าไปกว้านซื้อทั้งหมดในราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากนั้นจึงปล่อยข่าวลือผ่านเครือข่ายภรรยาของนายทหารระดับสูงว่า 'สินค้ากำลังขาดแคลนอย่างหนักเนื่องจากนโยบายใหม่' เพียงเท่านี้... ราคาจะพุ่งทะยานขึ้นสิบเท่าภายในสามวัน"
"เจ้าใช้จิตวิทยาฝูงชนบวกกับข่าวกรองเท็จมาปั่นป่วนตลาดค้าปลีกของรัฐ" ฉินหานหรี่ตาลงอย่างชื่นชม "นับว่าร้ายกาจยิ่งนัก การทำลายศัตรูด้วยการทำให้พวกมันล้มละลายทางเศรษฐกิจ ช่างเป็นวิธีที่สะอาดและงดงาม"
"ความงดงามที่แท้จริงคือการที่พวกมันต้องก้มหัวขอร้องให้เรายื่นมือเข้าช่วยต่างหากเพคะ" หลินเฟยฉีกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
บรรยากาศในห้องกลับมาสงบลงอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยกระแสพลังงานอันเร่าร้อนของการร่วมมือกันระหว่างสองมันสมองที่อันตรายที่สุดในยุคสมัยนี้ ทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กันเบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดสาดส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของทั้งคู่ สร้างเงาทอดทับกันราวกับโชคชะตาได้ผูกร้อยดวงจิตของพวกเขาลงบนเส้นทางสายเดียวกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
ทว่า... ในวินาทีที่แผนการกำลังจะถูกเคาะขั้นสุดท้าย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงเคาะสามครั้งติดต่อกันตามรหัสลับฉุกเฉินดังทำลายความเงียบสงบลงทันที
ฉินหานขมวดคิ้วมุ่น ส่งสัญญาณมือให้หลินเฟยฉีถอยไปหลบหลังฉากกั้นไม้แกะสลัก ก่อนที่เขาจะเดินไปเปิดประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทหารยามหน้าตาตื่นตระหนกวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านอ๋อง รายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ... หน่วยตรวจสอบพิเศษจากส่วนกลาง... นำโดย 'สหายเฉิน' เพิ่งนำกำลังบุกเข้าล้อมตรวจโกดังสินค้าหมายเลขเจ็ดของพวกเราเมื่อห้านาทีก่อน และพวกเขากำลังมุ่งหน้ามาที่นี่!"
ฉินหานชะงัก นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นด้วยความเหี้ยมเกรียมในพริบตา ขณะที่หลังฉากกั้น หลินเฟยฉีค่อยๆ หรี่ตาลง รอยยิ้มอันตรายผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง... หมากเกมแรกยังไม่ทันเริ่มเดิน ทำไมศัตรูถึงรู้พิกัดของรังพยัคฆ์ได้รวดเร็วนجนี้?
ติดตามตอนต่อไปในคืนพรุ่งนี้นะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "ส้มหวานมิติลับ" เสมอมานะคะ
กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น•ตอนที่ 4
หมากเกมแรกที่เริ่มเดิน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!