"เอกสารตราครุฑสีแดงฉานในมือท่าน... ดูเหมือนจะหนักอึ้งเกินกว่าที่ข้อมือของคนขายชาติจะแบกรับไหวเสียกระมังคะ"
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักผ้าแพรต่วนของหลินเฟยฉี ดังขึ้นทันทีที่บานประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายของความกดดันอันหนักหน่วงแผ่ซ่านปกคลุมห้องทำงานคับแคบในยุคเจ็ดสิบแห่งนี้ในพริบตา แสงไฟนีออนกะพริบไหวสลัวสะท้อนบนสันกระดาษราชการแผ่นนั้น เผยให้เห็นตราประทับสีชาดที่หลินเฟยฉีคุ้นเคยดีจากห้วงมิติอดีต—ตราประทับแห่งสำนักชำระบัญชีลับที่ไร้ความปรานี
ชายในชุดสูทสากลสมัยใหม่ผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาเรียวรีที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นตาดำฉายแววประหลาดใจระคนหวาดระแวง เขาไม่คาดคิดว่าเบื้องหน้าตนจะไม่ใช่เพียงแค่สองหนุ่มสาวพลเรือนธรรมดา แต่เป็นสายตาคู่หนึ่งที่มองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้แห่งอำนาจมืด
"หลินเฟยฉี..." เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันของชายแปลกหน้าเอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวัง พร้อมกับขยับมือข้างที่ถือแฟ้มเอกสารไปด้านหลังสัญชาตญาณ "ท่านเองก็คงรู้ดีว่าเอกสารฉบับนี้มีความหมายว่าอย่างไร หากไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ครอบครัวของพวกท่านต้องถูกฉีกทิ้งจนไม่เหลือชิ้นดีในยุคปฏิรูปนี้ ก็จงถอยไปซะ"
ทว่า ฉินหานในร่างชายหนุ่มยุคเจ็ดสิบผู้สวมเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่น กลับมิได้ขยับถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นหรี่แคบลง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังจดจ้องเหยื่อในกรงข้าม เขาก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาชายแปลกหน้าทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนซีเมนต์ดัง ก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าจังหวะหัวใจของคนฟังให้รัวเร็ว
"เจ้าคิดว่ากระดาษแผ่นเดียว กับตราประทับที่ใกล้จะหมดอายุขัย จะมีค่าพอให้ข้าต้องหลบทางให้สุนัขรับใช้เช่นเจ้าอย่างนั้นหรือ?" ฉินหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก มือหนาเอื้อมไปจับขอบโต๊ะไม้เก่าจนเนื้อไม้แทบปริร้าว สัญชาตญาณดิบเถื่อนของอดีตแม่ทัพผู้เคยนำทัพนับแสนประจันบานหลอมรวมเข้ากับความเฉียบคมของสายลับยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ
หลินเฟยฉีไม่รอช้า นางก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างฉินหาน พัสตราภรณ์ในมิติอดีตอาจถูกแทนที่ด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายของยุคนี้ ทว่าท่าทีและกิริตการก้าวเดินของนางยังคงสง่างามดั่งสนธยาในราชสำนัก นางปรายตามองเอกสารในมือศัตรูด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก
"ท่านพี่... ดูเหมือนสุนัขตัวนี้จะลืมไปเสียแล้วกระมังคะ ว่าเบี้ยบนกระดานที่มันถืออยู่นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงหมากที่ถูกนายเหนือหัวเขี่ยทิ้งเพื่อรอวันทำลายหลักฐาน" หลินเฟยฉีเอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสามครั้ง—รหัสลับที่นางและฉินหานใช้ตกลงกันในการปิดล้อมวงล้อม
ทันใดนั้นเอง แสงไฟนีออนเหนือศีรษะก็ดับวูบลง ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ในชั่วพริบตา เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่ก้าวเข้ามาประชิดล้อมกรอบหน้าต่างและประตูภายนอกอย่างไร้ซุ่มเสียง นี่คือแผนซ้อนแผนที่หลินเฟยฉีและฉินหานวางหมากไว้ล่วงหน้าตั้งแต่พวกเขารู้ตัวว่าถูกสะกดรอยตาม ศัตรูคิดจะใช้เอกสารลับมาขู่กรรโชกเพื่อให้พวกเขาคายข้อมูลโครงการวิจัยลับ ทว่าเหยื่อที่พวกมันคิดว่าติดกับ แท้จริงแล้วคือพรานผู้ช่ำชองที่ขุดหลุมพรางรอฝังกลบพวกมันทั้งเป็นต่างหาก
"พวกแก... เล่นตลกอะไรกันวะ!" ชายในชุดสูทตื่นตระหนกจนสีหน้าซีดเผือด เมื่อเงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นล้อมกรอบหน้าต่าง เขารีบควักอาวุธปืนสั้นออกมาจากอกเสื้อ ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะไกปืน ร่างสูงใหญ่ของฉินหานก็พุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
*เพล้ง!*
เสียงแฟ้มเอกสารตราครุฑร่วงหล่นกระแทกพื้น กระดาษกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ฉินหานใช้มือข้างหนึ่งบิดข้อมือของชายแปลกหน้าจนเสียงกระดูกลั่นดังกรอบ พร้อมกับเตะตัดขาจนอีกฝ่ายทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนอย่างไม่1มีทางสู้ ความรุนแรงที่เด็ดขาดและไร้ความปรานีนี้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของท่านอ๋องผู้เคยอาบเลือดในในสนามรบ
"ข้าเคยบอกแล้วกระมังคะ ว่าคนที่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตของข้าและท่านพี่... ไม่มีวันได้เดินออกไปโดยสวัสดิภาพ" หลินเฟยฉีโน้มตัวลงช้าๆ สายตาจ้องมองชายที่กำลังนอนหอบหายใจรดพื้นด้วยความเวทนา นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาพลิกดูผ่านแสงสลัวจากภายนอก "อืม... รายชื่อสายลับในกระทรวงอุตสาหกรรม ช่างเป็นเบาะแสที่น่าสนใจยิ่งนัก เสียดายที่ชื่อผู้สั่งการในหน้าสุดท้าย ถูกฉีกขาดหายไป... หรือว่าเจ้าเองก็เป็นเพียงแค่เบี้ยตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าใครคือคนที่อยากให้เจ้าตายกันแน่?"
คำพูดของหลินเฟยฉีราวกับคมมีดที่กรีดแทงจิตใจของศัตรู ชายในชุดสูทเบิกตากว้างด้วยความตื่นกลัว เขาพยายามจะอ้าปากพูดบางอย่าง ทว่าฉินหานกลับใช้ปลายรองเท้ากดทับลงบนมือของมันอย่างแรงจนต้องร้องครวญครางออกมาด้วยความเจ็บปวด
"พูดมา ใครเป็นคนส่งเจ้ามา?" ฉินหานเค้นเสียงถาม นัยน์ตาดำสนิทดุจเหยี่ยวสะท้อนประกายความกระหายเลือด
"ฉัน... ฉันไม่รู้... ฉันได้รับคำสั่งให้มาเอาเอกสารคืน..." ชายคนนั้นละเมอพึมพำด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
หลินเฟยฉีลุกขึ้นยืนช้าๆ นางปัดฝุ่นที่ชายเสื้อเบาๆ ด้วยกิริยาที่ยังคงความเย่อหยิ่งและงดงามราวกับสนธยาในวังหลวง นางหันไปสบตากับฉินหาน ส่งสัญญาณเตือนบางอย่างผ่านรอยยิ้มที่มุมปาก เพราะในขณะที่พวกเขากำลังจัดการกับเหยื่อตรงหน้า เสียงฝีเท้าอันผิดปกติจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ตึกแถวนี้อย่างรวดเร็ว—ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ชาวบ้าน แต่เป็นหน่วยจู่โจมเงาที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่า
ฉินหานดึงร่างของชายแปลกหน้าขึ้นมาแล้วเหวี่ยงไปกระแทกกับผนังห้องอย่างแรงจนสลบเหมือด ก่อนจะหันมาคว้ามือบางของหลินเฟยฉีไว้แน่น กระชับฝ่ามืออุ่นร้อนนั้นให้มั่นคงท่ามกลางความหนาวเหน็บของสถานการณ์รอบตัว
"ดูเหมือนว่า... พวกมันจะส่งชุดเก็บกวาดมาเร็วกว่าที่คาดไว้นะคะท่านพี่" หลินเฟยฉีเอ่ยกระซิบเบาๆ ริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างท้าทาย ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแห่งความตื่นเต้นในเกมอำนาจที่กำลังจะทวีความดุเดือดขึ้นไปอีกขั้น
ฉินหานกระชับอ้อมแขนโอบเอวบางของนางเข้ามาชิดร่างแกร่งในพริบตา พร้อมกับเงื้อมือขึ้นเตรียมกระชากบานหน้าต่างด้านหลังเพื่อหลบหนี ทว่า... ทันใดนั้นเอง ประตูเหล็กด้านหน้าตึกก็ถูกระเบิดตูมใหญ่จนเศษเหล็กกระจายว่อน พร้อมกับเสียงฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่ง และเงาร่างหนึ่งในชุดเครื่องแบบทหารยศสูงเด่น ที่ก้าวผ่านกลุ่มควันสีเทาเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้ฉินหานต้องชะงักฝีเท้าลงทันที—เพราะผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในยามวิกาลนี้ คือ "สหายเก่า" ผู้ที่ควรจะตายไปในสมรภูมิเมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาอันงดงามและเชือดเฉือนนี้ไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น•ตอนที่ 19
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!