"รอยหมึกบนกระดาษหนังสือพิมพ์ฉบับนี้... ไม่ใช่ลายมือของคนในยุคนี้อย่างแน่นอน"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความเยียบเย็นราวน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นในความสลัวของห้องทำงานเล็กๆ กลิ่นอายของไอน้ำชาผสมกับกลิ่นกระดาษเก่าคละคลุ้งจนน่าอึดอัด ฉินหานในชุดเสื้อคอจีนสีเทาเข้มยืนพิงขอบหน้าต่าง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายจดจ้องมองร่างระหงของหลินเฟยฉีที่กำลังงละมุนละไมอยู่กับการจัดแจกันดอกเบญจมาศสีขาวบนโต๊ะไม้
เฟยฉีชะงักมือเล็กน้อย ปลายเรียวนิ้วที่กำลังบรรจงจัดกลีบดอกไม้หยุดนิ่งไปชั่วลมหายใจ ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านมาจากร่างของชายหนุ่มด้านหลังไม่ได้ทำให้เธอกลัวเกรงแม้แต่น้อย แต่ทว่าสติปัญญาอันเฉียบคมกลับประมวลผลอย่างรวดเร็ว—*เขาเริ่มระแคะระคายแล้ว*
หลินเฟยฉีหมุนตัวกลับช้าๆ ท่าทางของนางยังคงสง่างามดั่งสตรีสูงศักดิ์ในราชสำนักโบราณ แม้เสื้อผ้าภายนอกจะเป็นชุดลำลองเรียบง่ายของหญิงสาวยุคแปดสิบ แต่วิธีการก้าวเดิน การเชิดคางขึ้นเล็กน้อย และรอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนริมฝีปาก กลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น นางวางกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของหน่วยข่าวกรอง
"ท่านอ๋อง... อ้อ ลืมไปค่ะ ตอนนี้ท่านคือสหายฉินผู้เคร่งขรึมแห่งกองอำนวยการ กฎเกณฑ์ในยุคนี้ทำให้ท่านหวาดระแวงแม้กระทั่งลายมือเชียวหรือคะ" เสียงหวานใสทว่าราบเรียบราวน้ำในบึงลึกเอ่ยขึ้น นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ คล้ายกลิ่นดอกหมื่นลี้ลอยมาแตะจมูก ทว่าฉินหานกลับไม่ยอมถอยหลังหนี เขากลับก้าวประชิดเข้ามาจนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สายลมผ่าน
ฉินหานเอื้อมมือหนาขึ้นไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้ แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่มันมั่นคงและเต็มไปด้วยการคุกคาม ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก
"ลายมือตวัดหวัดแบบนี้ การวางน้ำหนักหมึกที่เน้นความเฉียบคมของโครงสร้างตัวอักษรแบบราชสำนักต้าฉี... และที่สำคัญที่สุด" ฉินหานโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะไร้ซึ่งความรู้สึกบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน "เจ้าใช้คำว่า 'ใต้บาทคาด' ในจดหมายรายงานการค้าเมื่อวาน... คนในยุคแปดสิบนี้ ไม่มีใครเขาใช้คำนี้กันแล้ว หลินเฟยฉี เจ้าเป็นใครกันแน่?"
บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็ง เสียงเข็มนาฬิกาแขวนผนังเดินดังติ๊กๆ ราวกับเสียงนับถอยหลังของระเบิดเวลา หลินเฟยฉีไม่ดิ้นรน นางเพียงแค่ก้มมองมือของเขาที่กุมข้อมือตนเองไว้ มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ลึกล้ำเกินกว่าที่สตรีธรรมดาจะพึงมี
"ท่านอ๋องช่างสังเกตสมกับที่เป็นมือหนึ่งแห่งหน่วยข่าวกรองจริงๆ ค่ะ" นางเอ่ยตอบ น้ำเสียงไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยືือกเย็นที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งของดวงตา "แต่ท่านไม่คิดบ้างหรือคะว่า... บางที ข้ากับท่านอาจจะมาจากที่เดียวกัน เพียงแต่ข้ามผ่านห้วงเวลาอันมืดมิดมาคนละเส้นทางเท่านั้นเอง"
คำพูดนั้นทำให้คิ้วเข้มของฉินหานขมวดเข้าหากันอย่างแน่นหนา ความสงสัยที่สุมอกมานานหลายวันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เขารู้ดีว่าสตรีตรงหน้าไม่ใช่หลินเฟยฉีคนเดิมที่เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านอ่อนแอคนนั้น นางในตอนนี้ฉลาดเป็นกรด ลื่นไหล และอ่านเกมการเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับผ่านสมรภูมิการแย่งชิงอำนาจในวังหลังมานับร้อยครั้ง
"เจ้ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่ หลินเฟยฉี?" ฉินหานเค้นเสียงถาม ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "การที่คนจากยุคโบราณโผล่มาในยุคนี้โดยมีเป้าหมายบางอย่าง... เจ้าจงใจเข้ามาใกล้ชิดข้า เพื่อผลประโยชน์อันใดกันแน่? หรือว่าราชครูส่งเจ้ามา?"
"ราชครูหรือคะ?" เฟยฉีหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะดั่งระฆังแก้วกังวานใส ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน "ในสายตาของท่าน ข้าเป็นได้แค่หมากของคนอื่นเชียวหรือคะ? ท่านอ๋อง... ท่านมองข้าต่ำเกินไปแล้ว ข้าไม่เคยเป็นหมากของใคร และไม่มีวันยอมก้มหัวให้ผู้ใดทั้งสิ้น... รวมถึงท่านด้วย"
ฉินหานจ้องมองใบหน้างดงามที่เชิดขึ้นอย่างถือดี หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตายมาตลอดหลายปีกลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างพวยพุ่งขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว ไม่ใช่ความหวาดระแวง แต่มันคือความรู้สึก 'คุ้นเคย' อย่างน่าประหลาด ราวกับว่าดวงตากลมโตคู่นี้ คือดวงตาคู่เดียวกับที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่เขา ท่ามกลางหิมะโปรยปรายในตำหนักเย็นเมื่อชาติภพก่อน
เขายื่นมืออีกข้างไปไล้กรอบหน้าเนียนละเอียดของนางอย่างเผลอไผล ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสกับผิวแก้มนุ่มนวล สัมผัสที่แท้จริงนี้ตอกย้ำว่านางมีตัวตนอยู่จริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตาในความฝัน
"หากเจ้าไม่ใช่หมากของใคร... เช่นนั้นบอกข้ามาซิ ว่าเหตุใดเจ้าจึงต้องทำตัวโดดเด่นในโรงงานทอผ้า จนไปสะดุดตาพวกพรรคคอมมิวนิสต์สายปฏิรูป?" ฉินหานถามเสียงพร่า น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ
"เพราะข้าต้องการอำนาจค่ะ" หลินเฟยฉีตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยประกายวาววับด้วยความทะเยอทะยานที่ไม่มีวันดับมอด "ในยุคสมัยนี้ ผู้มีอำนาจเท่านั้นจึงจะอยู่รอด และในเมื่อเราสองคนต่างก็ตกอยู่ในกระแสธารแห่งกาลเวลาที่บิดเบี้ยวนี้... การร่วมมือกันเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่จุดสูงสุด ย่อมเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของยุคสมัยไม่ใช่หรือคะ?"
ฉินหานนิ่งเงียบไป เขากำลังประเมินคำพูดของนาง ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกำลังระอุไปด้วยแรงปรารถนาอันลึกล้ำและเกมอำนาจที่ซ่อนเร้น...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ทำลายความเงียบงันและช่วงเวลาอันเปราะบางนั้นลงทันที ฉินหานชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับเป็นความเยียบเย็นดุร้ายดังเดิม เขาส่งสัญญาณให้เฟยฉีถอยไปยืนห่างๆ ก่อนจะเดินไปกระชากประตูห้องเปิดออก
ยืนอยู่หน้าประตูคือลูกน้องคนสนิทในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐ ใบหน้าของอีกฝ่ายซีดเผือด หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
"ผู้กองฉินครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..." ลูกน้องละล่ำละลักรายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "มีโทรศัพท์ด่วนมาจากส่วนกลาง... รายงานว่า 'เอกสารลับสุดยอด' เกี่ยวกับแผนผังคลังอาวุธลับที่ท่านเก็บไว้ในตู้เซฟ ถูกสับเปลี่ยน... และตอนนี้ ทางหน่วยสืบราชการลับกำลังเดินทางมาตรวจค้นบ้านพักของท่านในข้อหา 'ขายชาติ' ครับ!"
ฉินหานนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหันขวับกลับมามองหลินเฟยฉีที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนเรียวปากของนาง ราวกับนางล่วงรู้เหตุการณ์นี้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
และในจังหวะที่หัวใจของฉินหานกำลังดิ่งวูบลงสู่ห้วงเหอ หลินเฟยฉีก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำ ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ดูเหมือนว่า... เกมการเมืองในยุคนี้ จะสนุกกว่าที่ท่านคิดเสียอีกนะคะ ท่านอ๋อง"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะคะ
กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น•ตอนที่ 7
รอยร้าวในจิตใจ
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!