กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น•ตอนที่ 14

แผนที่รื้อฟื้น

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
ปลายนิ้วเรียวระบายสีหมึกจีนลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างมั่นคง เส้นสายของแผนที่การค้าที่ถูกร่างขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ลายเส้นบนแผ่นกระดาษ หากแต่มันคือโครงข่ายใยแมงมุมที่หลินเฟยฉีใช้ถักทอเพื่อครอบ คลองเศรษฐกิจใต้เงาสลัวของยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนผ่าน กลิ่นอายของหมึกชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานคับแคบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยบรรยากาศอันน่าเกรงขาม ฉินหานเลิกคิ้วมองท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอ “เฟยฉี... เจ้าซ่อนอะไรไว้อีกอย่างนั้นหรือ” ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวของชายหนุ่มในชุดลำลองสไตล์ยุคเจ็ดสิบกวาดมองแผ่นกระดาษตรงหน้า แววตาของเขาฉายแววระแวดระการะคนทึ่ง แม้ในยามนี้พวกเขาจะอยู่ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความขาดแคลนและข้อจำกัดทางอุดมการณ์ ทว่าสตรีตรงหน้ากลับสามารถมองเห็นช่องว่างในระบบการค้าเสรีที่กำลังก่อตัวขึ้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับนางเคยผ่านสมรภูมิการค้าและอำนาจมาแล้วนับร้อยครั้งในชาติภพอื่น หลินเฟยฉีมิได้เงยหน้าขึ้นทันที นางค่อยๆ วางพู่กันขนกระต่ายลงบนแท่นหยกขาวอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติราวกับคุณหนูใหญ่จากตระกูลขุนนางโบราณ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากกลับซ่อนความคมคายเอาไว้จนน่ากลัว “หม่อมฉัน... มิได้ซ่อนสิ่งใดที่เป็นภัยต่อท่านอ๋องเพค่ะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง “สิ่งที่หม่อมฉันกำลังทำอยู่ มิใช่เพียงการสร้างช่องทางทำมาค้า, แต่เป็นการวางหมากกระดานใหญ่ เพื่อให้พวกเรามี ‘อำนาจต่อรอง’ ที่แท้จริง ในยุคที่เงินตราคือน้ำหล่อเลี้ยงลมหายใจเช่นนี้” คำว่า ‘ท่านอ๋อง’ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของนางในยามวิกาลเช่นนี้ มิได้เป็นเพียงการหยอกล้อด้วยความคุ้นเคย แต่มันคือการย้ำเตือนถึงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่พวกเขามีร่วมกัน—ความลับที่แบกรับไว้ด้วยชีวิตและความตาย ฉินหานแค่นหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้สนเก่าๆ จนหลินเฟยฉีต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยความเย็นชาและความดุดันแผ่ซ่านเข้ามาหานาง ร่างของเขาโน้มลงมาเล็กน้อย ใช้มือหนาวางทราบลงบนขอบโต๊ะ กักขังร่างบอบบางของนางให้อยู่ในอาณัติ สายตาคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาดอกท้อของนางราวกับจะค้นหาความจริง “เจ้าช่างกล้าหาญนัก เฟยฉี” น้ำเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยความระอาปนเอ็นดู “รู้ตัวหรือไม่ว่า แผนผังการค้าที่เจ้ากำลังร่างขึ้นมานี้ หากหลุดลอดออกไปถึงหูของพวกกรมการค้า หรือพวกสายลับฝ่ายตรงข้าม หัวของเจ้าคงหลุดออกจากบ่าไปตั้งนานแล้ว” “หากหม่อมฉันกลัวตาย คงไม่เลือกที่จะก้าวเข้ามาอยู่ในเกมนี้เคียงข้างท่านหรอกเพค่ะ” เฟยฉีตอบกลับทันควัน ดวงตาคู่สวยไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย นางเอื้อมมือเรียวขึ้นจัดปกเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวขี้ม้าของเขาอย่างถือวิสาสะ ท่าทีสนิทสนมเป็นกันเองนี้ทำให้ฉินหานชะงักไปชั่วขณะ “ท่านอ๋อง... ท่านเป็นผู้กุมดาบ ส่วนหม่อมฉันคือผู้ชักใยเบื้องหลัง เราต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน มิใช่หรือเพค่ะ?” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ แววตาของฉินหานไหววับดั่งผิวน้ำในยามพายุ สตรีผู้นี้ช่างอันตราย... นางรู้ดีว่าจุดอ่อนของเขาคืออะไร และรู้ว่าจะใช้ความเยือกเย็นของตนเองสยบความดุร้ายในตัวเขาได้อย่างไร มือหนายื่นออกไปสัมผัสปอยผมที่ตกลงมาคลอเคลียแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนในคราแรก บัดนี้กลับแฝงไว้ด้วยความหวงแหนและลุ่มหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น “เจ้ามันปีศาจตัวน้อยๆ” เขาพึมพำเสียงพร่า “บอกข้ามาสิ... ว่าเส้นทางสายไหมยุคใหม่ที่เจ้ากำลังสร้างนี้ จะพาพวกเราไปสิ้นสุดที่ใด” หลินเฟยฉีแย้มยิ้มลึกลงไปในดวงตา นางเลื่อนแผนที่แผ่นนั้นให้เขาดูชัดเจนขึ้น “ตลาดมืดในเขตอุตสาหกรรมเก่าทางทิศเหนือ... และกลุ่มพ่อค้าคนกลางที่กำลังถูกรัฐบาลกวาดล้าง พวกเขาคือหมากตัวแรกที่เราจะใช้” นางอธิบายแผนการด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด ทุกถ้อยคำร้อยเรียงอย่างเป็นระบบ ราวกับนางกำลังบรรยายถึงกลยุทธ์การรบในห้องทรงพระอักษร ไม่ใช่การค้าขายสินค้าหนีภาษีในยุคสังคมนิยม 1980 นี้เลยแม้แต่น้อย ในสายตาของฉินหาน ยามที่นางเอ่ยถึงตัวเลข สินค้า และช่องทางการขนส่ง รัศมีของกุนซือหญิงผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตชาติกลับฉายชัดขึ้นมาจนน่าอัศจรรย์ นางมิได้เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาที่โชคชะตาเล่นตลกให้ทะลุมิติมา แต่น นางคือ ‘มันสมอง’ ที่สามารถพลิกแผ่นดินได้หากมีโอกาส “เจ้าวางแผนแม้กระทั่งการซื้อตัวเจ้าหน้าที่ระดับล่างของพรรค...” ฉินหานหรี่ตามองตัวอักษรย่อที่นางเขียนกำกับไว้ “เจ้าเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?” “ประวัติศาสตร์สอนให้เราเห็นว่า อำนาจไม่เคยหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนมือ” หลินเฟยฉีตอบพร้อมกับรินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้เขา “เช่นเดียวกับมนุษย์ ที่ต่อให้ยุคสมัยจะเปลี่ยนจากราชวงศ์สู่ยุคคอมมิวนิตี้ ความโลภและอำนาจเงินตราก็ยังคงเป็นกฎเหล็กที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพค่ะ” ฉินหานรับถ้วยชาจากมือนาง ไออุ่นจากน้ำชาลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับบรรยากาศเคร่งเครียด เขายกขึ้นจิบเบาๆ โดยไม่ละสายจากใบหน้าเรียวสวยที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปสู่ความลึกซึ้งของการร่วมมือกันอย่างไร้รอยต่อ เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบจากภายนอก... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* ฉินหานขมวดคิ้วมุ่นในทันที ในยามวิกาลเช่นนี้ และในสถานที่ลับแห่งนี้ น้อยคนนักที่จะรู้พิกัดของพวกเขา หลินเฟยฉีเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็ว นางกวาดสายตาไปยังแผนที่บนโต๊ะ ก่อนจะใช้มือตวัดกระดาษม้วนเก็บซ่อนไว้ในลิ้นชักลับใต้โต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าสงบนิ่งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เข้ามา” ฉินหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ เยือกเย็น และดุดันขึ้นมาทันที ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวยามค่ำคืนพัดกรรโชกเข้ามาวูบหนึ่ง พร้อมกับร่างของสายลับใต้บังคับบัญชาคนสนิทที่หอบหายใจสะท้าน เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบโคลน สายตาของอีกฝ่ายหวาดตื่นจนเห็นได้ชัด “ท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!” รายงานด้วยเสียงสั่นเครือ “สายข่าวจากเมืองหลวงส่งโทรเลขด่วนที่สุดแจ้งว่า... ‘คลังสินค้าลับ’ ที่พวกเราเพิ่งใช้เป็นจุดพักสินค้าล็อตแรกเมื่อวานนี้ ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงพิเศษเข้าตรวจค้น และ... และ...” ฉินหานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไอสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาทันทีจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง “และอะไร? พูดให้มันชัดๆ!” “และพวกเขาพบตราประทับตระกูลโบราณ... ตราประทับเดียวกับที่ท่านซ่อนไว้ในกองเอกสารเก่า!” ดวงตาของฉินหานหรี่แคบลงจนเหลือเพียงนิดเดียว ความเย็นยะเยือกแล่นริ้วขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ในขณะที่หลินเฟยฉีที่ยืนอยู่ข้างกายพลันหน้าถอดสี ร่างกายชะงักงันไปชั่วขณะ นี่ไม่ใช่การสุ่มตรวจ... แต่มันคือ ‘การดักรอ’ ของศัตรูที่รู้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาตั้งแต่ก้าวแรก! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "ส้มหวานมิติลับ" เสมอมานะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงในยุคสีชาดกับท่านอ๋องผู้ไร้ไออุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%