แสงแฟลชจากสื่อมวลชนนับร้อยชีวิตสาดส่องกระทบผืนพรมแดงในฮอลล์จัดแสดงงานแฟชั่นวีคระดับประเทศ เสียงชัตเตอร์ดังระรัวราวกับเสียงฝนตกกระหน่ำในพายุใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความหรูหราและความโหดร้ายในเวลาเดียวกัน บนจอ LED ขนาดยักษ์ใจกลางเวทีปรากฏใบหน้าของศิรินทร์—ดีไซเนอร์สาวผู้สวมชุดเดรสผ้าไหมปักคริสตัลระยิบระยับ เธอกำลังแย้มยิ้มด้วยความอ่อนหวานหยดย้อย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับฉาบไว้ด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด
"รินรดาไม่ได้เป็นแม้แต่เงาของฉันด้วยซ้ำค่ะ... ผลงานคอลเลกชัน 'Aura of Phoenix' ที่ทุกคนกำลังชื่นชมและยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกแห่งปี แท้จริงแล้วเป็นสมุดสเกตช์ภาพที่เธอแอบอ้างขโมยมาจากห้องทำงานส่วนตัวของฉันตอนที่เรายังเรียนอยู่ต่างประเทศด้วยกันค่ะ"
เสียงหวานใสที่ถูกขยายผ่านไมโครโฟนไร้สายก้องกังวานไปทั่วฮอลล์ เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาเซเลบ
ไฮโซ และกองทัพนักข่าวให้ดังระเบิดขึ้นทันที
รินรดากำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด หน้าจอของเธอกำลังรันการไลฟ์สดจากงานอีเวนต์ดังกล่าวที่มีผู้ชมพุ่งทะยานทะลุหลักล้านในเวลาไม่ถึงสิบนาที คอมเมนต์นับหมื่นไหลผ่านราวกับสายน้ำเชี่ยวกราก ล้วนแต่เต็มไปด้วยถ้อยคำรุมประณามหยามเหยียด—*“อีขโมยไร้ยางอาย”, “หน้าด้านแต่กำเนิด”, “ควรเอาปี๊บคลุมหัวแล้วไสหัวออกไปจากวงการดีไซน์ซะ!”*
"คุณรินรดาคะ... ทางเราได้รับรายงานว่าคุณกำลังชมการถ่ายทอดสดนี้อยู่ ทางเราขอเรียนเชิญคุณมาเผชิญหน้ากันที่ฮอลล์จัดงานในอีกสามสิบนาทีนี้เลยดีไหมคะ? หรือว่า... คุณไม่มีความกล้าพอที่จะสู้หน้าสังคม เพราะความจริงมันคបคาปากอยู่แล้วล่ะคะ?" ศิรินทร์กล่าวท้าทายผ่านหน้าจอ รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากนั้นช่างบาดลึกหัวใจคนที่เคยเชื่อใจเธอยิ่งนัก
รินรดายกยิ้มมุมปาก เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอของเธอ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของความสิ้นหวัง... แต่เป็นเสียงหัวเราะของความเดือดดาลที่ถูกจุดประกายขึ้นจนลุกโชนเป็นไฟบรรลัยกัลป์
"ขโมยอย่างงั้นเหรอคะ... ศิรินทร์ เธอช่างกล้าหาญเสียจริงนะ"
รินรดากระซิบกับตัวเองเบาๆ นัยน์ตาสีเข้มฉายแววคมกริบดั่งใบมีดอาบยาพิษ สมุดสเกตช์ภาพเล่มนั้นเป็นของใคร ศิรินทร์ย่อมรู้แก่ใจดีที่สุด และต้นฉบับดิจิทัลพร้อมลายเซ็นกำกับเวลาทางกฎหมายก็ยังนอนแน่นิ่งอยู่ในฮาร์ดไดรฟ์นิรภัยของเธอเอง การที่ศิรินทร์เลือกใช้วิธีสาดโคลนกลางงานใหญ่เช่นนี้ ก็เพื่อจะเหยียบย่ำเธอให้จมดินและปิดตายเส้นทางอาชีพของเธอไปตลอดกาล... ช่างเป็นแผนการที่ไร้ความปรานีเสียจริง
ทว่า ในวินาทีที่รินรดากำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องทำงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานนั้นเอง ประตูห้องสูทหรูระดับเพนต์เฮาส์ก็ถูกเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง
ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิทของ 'คินน์ อัครเดโช' ก้าวเข้ามาภายในห้องด้วยก้าวเท้าที่มั่นคงและทรงพลัง กลิ่นอายความเย็นชาและอำนาจมืดรอบตัวเขาแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น ดวงตาคมกราบกวาดมองรินรดาที่กำลังสวมเสื้อโค้ทตัวยาวทับชุดเดรสเตรียมตัวออกศึก
"จะไปไหน?" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยถามขึ้น เรียบเฉยแต่น่าเกรงขาม
"ไปตบหน้าคนตาสว่างค่ะคุณคินน์" รินรดาหันกลับมาสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความดุดันที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุล "ในเมื่อพวกมันอยากให้ฉันเป็นขโมยนัก ฉันก็จะไปแสดงละครฉากใหญ่ให้พวกมันดูจนลืมทางกลับบ้านเลยค่ะ"
คินน์ชะوกมองหญิงสาวตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด เขาชอบ... เขาชอบแววตาดุดั่งเสือสาวที่กำลังจะกระโจนเข้ายเหยื่อของรินรดาในยามนี้เสียเหลือเกิน
"ลำพังตัวคนเดียวเธอจะไปทำอะไรได้มากนัก รินรดา" คินน์ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว จนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก นิ้วเรียวยาวเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยเส้นผมที่เคลียแก้มเนียนของเธอออกอย่างเบามือ ทว่าสัมผัสนั้นกลับเต็มไปด้วยความเป็นเจ้า Pervasive อำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ "อยากให้หมามันหางจุกตูดหนีออกจากงานไหมล่ะ? ฉันจัดให้ได้ในคำสั่งเดียว"
รินรดาเงยหน้าสบตากับผู้ชายที่กุมเศรษฐกิจครึ่งประเทศไว้ในกำมือ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะเคมีอันตรายที่เข้ากันได้อย่างลงตัวระหว่างเธอกับซาตานหนุ่มผู้นี้
"ไม่ต้องถึงมือคุณห้ามปรามหรอกค่ะคุณคินน์... แค่คุณอนุญาตให้ฉันยืม 'อำนาจ' ของคุณสักห้านาทีก็พอค่ะ" รินรดายิ้มหวานหยาดเยิ้ม รอยยิ้มที่ร้ายกาจที่สุดในรอบสามปี
คินน์หัวเราะในลำคออย่างชอบใจ เขาดึงการ์ดสีดำขลิบทองอร่ามที่สลักลวดลายตระกูลอัครเดโชออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท ยื่นมันให้กับเธอโดยไม่ลังเล "บัตรใบนี้วงเงินไม่จำกัด... อยากซื้อตึกจัดงานนั้นทิ้ง หรืออยากกว้านซื้อหุ้นบริษัทของครอบครัวศิรินทร์มาเช็ดเท้าเล่น เชิญตามสบาย"
รินรดารับการ์ดใบนั้นมาถือไว้ ปลายนิ้วสัมผัสกับความเย็นเฉียบของโลหะมีค่า ความรู้สึกของการเป็นผู้กุมชะตาชีวิตคนอื่นมันช่างหอมหวานและเร้าใจเสียจริง
สามสิบนาทีต่อมา รถยนต์โรลส์-รอยซ์สีดำสนิทปรากฏตัวขึ้นที่หน้าฮอลล์จัดงานแฟชั่นวีค เสียงฮือฮาของผู้คนดังขึ้นอีกระลอกเมื่อประตูรถเปิดออก รินรดาก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างจนแทบตกถึงพื้น คือร่างสูงของคินน์ อัครเดโช ที่ก้าวตามลงมาเคียงข้างเธอ พร้อมกับการปรากฏตัวของบอดี้การ์ดในชุดสูทดำอีกนับสิบชีวิตที่เดินเรียงแถวเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดในทันที!
ศิรินทร์ที่ยืนอยู่บนเวทีถึงกับหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าแข็งค้างในทันทีที่เห็นว่าใครเป็นผู้เดินมากับรินรดา
รินรดาก้าวขึ้นมาบนเวทีด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ ดวงตากวาดมองผู้สื่อข่าวและแขกเหรื่อทุกคนด้วยความเย่อหยิ่ง ก่อนจะหยุดสายตาอยู่ที่ศิรินทร์ที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"บอกว่าฉันขโมยผลงานเหรอคะศิรินทร์..." รินรดาเอ่ยเสียงใสผ่านไมโครโฟน น้ำเสียงกังวานก้องไปทั่วฮอลล์ "แต่ก่อนจะปรักปรำคนอื่น... สงสัยว่าเธอคงลืมไปแล้วสินะคะ ว่าห้องเสื้อที่เธอใช้จัดงานในวันนี้... แท้จริงแล้วเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่บริษัทลูกของตระกูลอัครเดโชเพิ่งเทคโอเวอร์มาเมื่อหนาวที่แล้ว"
ทั้งฮอลล์ตกอยู่ในความเงียบงันช็อกตาค้าง ศิรินทร์หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
รินรดาหันไปสบตากับคินน์ที่ยืนกอดอกมองความโกลาหลตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ก่อนที่เธอจะหันกลับมาหาศิรินทร์แล้วยกการ์ดสีดำในมือขึ้นเคาะเบาๆ กับฝ่ามือตัวเอง
"และตอนนี้... ในฐานะที่ฉันเป็นแขกคนพิเศษของผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างเป็นทางการ..." รินรดายิ้มหวานหยดจนน่ากลัว "ฉันขอประกาศไล่พวกเธอทุกคนออกจากงานนี้... เริ่มจากเธอก่อนเลยค่ะ ศิรินทร์!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปรับรองว่าสะใจกว่าเดิมร้อยเท่าแน่นอนค่ะ!
ทายาทตระกูลดังปะทะดีไซเนอร์ตกอับ•ตอนที่ 3
หน้ากากคนดี
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลดังปะทะดีไซเนอร์ตกอับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!