เสียงสะอื้นฮักของศิรินทร์ที่ดังแข่งกับเสียงกริ่งเตือนภัยของห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการไม่ได้ทำให้รินรดาเกิดความรู้สึกเวทนาแม้แต่น้อย ปลายเลิฟเจลสีแดงเพลิงบนเรียวปากอิ่มยกยดขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยพิษสง รินรดากวาดสายตามองร่างของอดีตเพื่อนรักที่ทรุดฮวบคุกเข่าลงไปกองกับพื้นพรมราคาแพงระยับ ภาพของศิรินทร์ในยามนี้ช่างน่าสมเพชเสียจนเธอนึกอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ ให้สมกับความแค้นที่สุมอกมานานนับปี
"แก... แกทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะรินรดา!" ศิรินทร์แผดเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง สติสตางค์ที่เคยถูกปรุงแต่งมาอย่างดีพังทลายลงไม่เป็นท่า เมคอัพราคาแพงเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาจนดูไม่ได้ "แกรู้ไหมว่าผลงานคอลเลกชันนี้ฉันใช้เวลาสร้างสรรค์มานานแค่ไหน! ฉันคือดีไซเนอร์แถวหน้าของประเทศนะ!"
"ดีไซเนอร์แถวหน้า?" รินรดาครางทวนคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนคนฟังต้องสันหลังวาบ เธอสาวเท้าก้าวเข้าไปหาช้าๆ ส้นสูงสีดำเงาวับกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวานราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย "น่าขันเสียจริงค่ะศิรินทร์ ผลงานที่พวกคุณกำลังชื่นชมและกราบไหว้กันอยู่เนี่ย มันคือหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของฉันที่ถูกขโมยไปจากโต๊ะทำงานรูหนูในคืนฝนตกต่างหากล่ะคะ จำไม่ได้เหรอคะ... คืนที่คุณเอาแฟลชไดรฟ์สำรองของฉันไป..."
ใบหน้าของศิรินทร์ซีดเผือกราวกับกระดาษ ไร้สีเลือด มือที่สั่นเทาพยายามจะควชายกระโปรงของรินรดาไว้ แต่กลับถูกปลายรองเท้าหลบเลี่ยงอย่างรังเกียจ
"อย่ามาแตะต้องตัวฉันด้วยมือสกปรกคู่นั้นเลยค่ะ" รินรดากล่าวเสียงเรียบ ดวงตากลมโตคมกริบกวาดมองผู้บริหารและกรรมการบริษัทที่ยืนตัวลีบเป็นกุ้งแห้งอยู่มุมห้อง ทุกคนต่างหลบสายตา ไม่มีใครกล้าปริปากปกป้องศิรินทร์อีกต่อไปเมื่อรู้ว่าเบื้องหลังของรินรดาในตอนนี้คือนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีอย่างคินน์ อัครเดโช ผู้กุมชะตากรรมทางการเงินของพวกเขาทั้งหมด
"ในเมื่อพวกคุณชอบของปลอมกันนัก ฉันก็จะจัดของจริงตบหน้าพวกคุณให้ดูค่ะ" รินรดาหันไปสบตากับทีมรักษาความปลอดภัยที่ยืนรอคำสั่งอยู่ "เชิญแขกผู้ไม่ได้รับเชิญพวกนี้ออกไปให้พ้นสายตาฉันทีนะคะ และอย่าให้ใครหน้าไหนเหยียบเข้ามาในตึกนี้อีกเป็นอันขาด"
สิ้นคำสั่ง ร่างของศิรินทร์ก็ถูกรวบตัวขึ้นโดยบอดี้การ์ดร่างยักษ์ เสียงกรีดร้องโวยวายค่อยๆ ไกลออกไปพร้อมกับประตูบานใหญ่ที่ปิดสนิททิ้งให้ห้องโถงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าความตึงเครียดกลับยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นทวีคูณ
รินรดายืนนิ่งอยู่กลางห้อง แววตาที่เคยกรุ่นโกรธแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว การไล่ศิรินทร์ออกเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการล้างบางเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เธอยังต้องตามหาเพื่อทำลายล้างชื่อเสียงจอมปลอมของศิรินทร์ให้ย่อยยับไปตลอดกาลคือ "พิมพ์เขียวต้นฉบับ" สมุดบันทึกดีไซน์เล่มจริงที่บรรจุโครงร่างและแนวคิดทั้งหมดของเธอ ซึ่งหายสาบสูญไปในคืนที่สตูดิโอถูกรื้อค้น
สมุดเล่มนั้นไม่ได้เป็นแค่ผลงาน แต่มันคือจิตวิญญาณ และเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเปิดโปงว่าศิรินทร์เป็นแค่ตัวโขกสับที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะวาดเส้นโค้งของเสื้อผ้าด้วยซ้ำ
รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานส่วนตัวของศิรินทร์ที่ถูกยึดครองชั่วคราว บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมราคาแพงและเอกสารกองโต เธอยกมือขึ้นลูบไล้กรอบรูปบนโต๊ะทำงานด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะตัดสินใจลงมือค้นหาเบาะแสด้วยตัวเอง ทว่า ในขณะที่เธอกำลังพลิกแฟ้มเอกสารลับในลิ้นชักชั้นในสุด เสียงก๊อกแก๊กเบาๆ จากช่องระบายอากาศเหนือศีรษะก็ดึงความสนใจของเธอไป
รินรดาชะงักมือ ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด เธอค่อยๆ ถอยหลังออกมาเว้นระยะห่าง พร้อมกับกวาดสายตามองรอบกายเพื่อหาอุปกรณ์ป้องกันตัว สัญชาตญาณเตือนภัยในตัวกรีดร้องว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
แกร็ก...
เสียงล็อกกลอนประตูด้านนอกดังขึ้นแผ่วเบา ทั้งๆ ที่เธอยืนยันกับทางรักษาความปลอดภัยแล้วว่าห้ามใครรบกวน รินรดากลั้นหายใจ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตัว ประตูห้องค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งคุ้นตาที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์
"ค้นหาอะไรอยู่หรือครับ คนสวย..." น้ำเสียงทุ้มต่ำอันเป็นเอกลักษณ์เอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างหนาของคินน์ที่ปิดประตูลงและล็อกมันไว้อย่างแน่นหนาด้วยความรวดเร็ว
รินรดาถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอกปนหมั่นไส้ เธอยืนกอดอกมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกลิ่นกายสะอาดผสมกับกลิ่นน้ำหอมบุรุษจางๆ ลอยเข้าจมูก "คุณคินน์... เข้ามาทางไหนคะเนี่ย ทำไมไม่ใช้ประตูหลัก หรือว่าชอบปีนหน้าต่างเหมือนพวกโจรขโมยของกันแน่"
คินน์หัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกราบกวาดมองสำรวจรินรดาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความพึงพอใจ "ถ้าผมเป็นโจร สิ่งแรกที่ผมจะขโมยคงไม่ใช่สมุดพิมพ์เขียวพวกนั้นหรอกครับ... แต่คงเป็นหัวใจของคนที่กำลังยืนทำหน้าดุใส่ผมอยู่ตรงนี้ต่างหาก"
"ปากหวานแบบนี้ ระวังจะโดนฉันตัดเงินเดือนนะคะ" รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้พวงแก้มเนียนจะเริ่มขึ้นสีระเรื่ออย่างปิดไม่มิด
คินน์ย่างสามขุมเข้ามาประชิดตัวจนรินรดาต้องถอยหลังไปชนกับชั้นวางหนังสือ มือหนายื่นออกไปค้ำยันกรอบไม้ด้านข้าง กักขังเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างจำยอม ใบหน้าคมเข้มโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนบรรยากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
"เรื่องเงินเดือนผมไม่สนใจหรอกครับ..." คินน์กระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากอิ่ม "แต่เรื่องเบาะแสที่คุณกำลังตามหา... ผมคิดว่าผมมีของขวัญชิ้นพิเศษมาแลกเปลี่ยนกับรอยยิ้มของคุณนะ"
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ รินรดารีบคว้าปกเสื้อสูทของเขาไว้แน่น "คุณหมายความว่ายังไงคะ? คุณเจอสมุดพิมพ์เขียวของฉันแล้วงั้นเหรอ?"
คินน์ไม่ได้ตอบคำถามทันที เขายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะหยิบแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทดีไซน์เรียบหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้วยื่นมาตรงหน้าเธอ
"ไม่ได้แค่เจอครับ..." คินน์กระซิบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและจริงจัง "แต่ผมรู้ด้วยว่า ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังการขโมยผลงานของคุณ... และมันกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ไหนในเวลานี้"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุนเค้กวานิลลานะคะ!
ทายาทตระกูลดังปะทะดีไซเนอร์ตกอับ•ตอนที่ 4
แผนการเริ่มต้น
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลดังปะทะดีไซเนอร์ตกอับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!