เงาอำพราง: รหัสลับฆาตกรเงื่อนตาย•ตอนที่ 31

ความโดดเดี่ยว

ผลงานโดย แฟ้มคดีลับ007
สลักทองเหลืองภายในแม่กุญแจหมุนกระทบกันดัง *คลิก* เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบถูกกลืนหายไปในความมืด แต่มันกลับกังวานก้องในโสตประสาทของ ร้อยตำรวจเอก อรุณ ราวกับเสียงลั่นไกปืน รอยยิ้มมุมปากของกวินยังไม่ทันจางหาย แววตาของอัจฉริยะไอทีคู่นั้นสะท้อนความเยียบเย็นที่ไม่แยแสต่อความตายหรือพันธนาการใดๆ กวินขยับถอยหลังเพียงครึ่งก้าว ปล่อยให้เงามืดของมุมห้องกลืนกินร่างผอมสูงของเขาไปอย่างแนบเนียน ทิ้งให้อรุณยืนประจันหน้ากับบานประตูไม้สักโบราณที่ค่อยๆ แง้มเปิดออก กุญแจสำรองดอกนั้น... กุญแจที่อรุณจำได้แม่นยำว่าถูกลงบันทึกเป็นวัตถุพยานชิ้นสำคัญในตู้นิรภัยของกองบังคับการสืบสวนสอบสวน และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีอำนาจเบิกมันออกมาได้ “ผู้กองอรุณ...” เสียงทุ้มต่ำและแหบแห้งดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟฉายแรงสูงที่สาดเข้ามากระทบม่านตา ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อนของ พันตำรวจเอก เมธัส ผู้กำกับการสืบสวน ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา ด้านหลังของเขาไม่ใช่กำลังเสริม แต่เป็นเจ้าหน้าที่จเรตำรวจสองนายที่มีสีหน้าเคร่งเครียดปานหินผา อรุณไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขายืนนิ่ง มือขวายังคงทิ้งระยะห่างจากซองปืนข้างเอวเพียงสองนิ้ว สัญชาตญาณนักจิตวิทยาอาชญากรประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว—ไม่มีเสียงไซเรน ไม่มีการส่งสัญญาณเตือน นี่ไม่ใช่การบุกจับกุมคนร้าย แต่มันคือการ ‘ล้อมกรอบ’ ตัวเขาเอง “วางมือจากอาวุธครับ ผู้กอง” หนึ่งในจเรตำรวจเอ่ยสั่ง น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “เราได้รับการร้องเรียนเรื่องการเข้าถึงข้อมูลลับโดยไม่ได้รับอนุญาต และการติดต่อกับบุคคลต้องสงสัยภายนอกสำนวนคดี” อรุณเหลือบมองพื้นที่ว่างเปล่าด้านหลังโต๊ะทำงาน กวินหายไปแล้ว ราวกับหมอกควันที่ระเหยไปในอากาศ มีเพียงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังกะพริบเคอร์เซอร์สีเขียวทิ้งไว้เป็นปริศนา “ผมกำลังทำงานตามรอยคนร้ายครับท่าน” อรุณตอบ น้ำเสียงสุขุมแม้ชีพจรจะเต้นรัวด้วยจังหวะที่ถูกบีบคั้น “รหัสที่กวินถอดได้ เชื่อมโยงกับเหยื่อรายต่อไป เวลาของเราเหลือน้อยลงทุกที” ผู้กำกับเมธัสไม่ได้มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยซ้ำ สายตาคมกริบของนายตำรวจรุ่นใหญ่กวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงที่ดวงตาของอรุณ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง... และความคลางแคลงใจที่ฝังลึก “กวินคือผู้ต้องสงสัยคดีฟอกเงินและจารกรรมข้อมูล อรุณ... ไม่ใช่ที่ปรึกษาของคุณ” เมธัสก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยแตะจมูก “และที่สำคัญที่สุด ปลอกกระสุนที่พบในที่เกิดเหตุรายล่าสุด... มีลายนิ้วมือแฝงที่มีตำหนิตรงกับข้อมูลของคุณในระบบทะเบียนประวัติ” คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักที่เหวี่ยงเข้ากลางอก อรุณสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเข้าใจเกมนี้ทันที ฆาตกรไม่ได้แค่ต้องการสังหารเหยื่อ แต่มันกำลัง ‘จัดฉาก’ เพื่อตัดแขนตัดขาเขา โดดเดี่ยวเขาออกจากระเบียบกลไกของกฎหมาย “มีคนจัดฉากครับ” อรุณเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “และถ้าพวกท่านสั่งพักงานผมตอนนี้ เหยื่อรายที่สี่จะไม่รอดพ้นคืนนี้ไปได้” “นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณจะเป็นคนตัดสินใจอีกต่อไปครับ ผู้กอง” จเรตำรวจก้าวเข้ามาประชิด “ส่งตราประจำตัวและปืนของคุณมา” ความเงียบงันแผ่ซ่านเข้ามาบดขังอรุณไว้ในชั่วพริบตา เขามองดูตราโล่เงินที่วางลงบนฝ่ามือของเจ้าหน้าที่ ความเย็นเยียบของโลหะแล่นริ้วเข้าสู่กระดูก นี่คือความรู้สึกเดียวกับเมื่อห้าปีก่อน วันที่ครอบครัวของเขาถูกพรากไป และความยุติธรรมกลับกลายเป็นเพียงตัวอักษรไร้ค่าบนกระดาษรายงานที่ปิดคดีไม่ได้ อรุณไม่ได้ถูกคุมขังในห้องขัง แต่เขากำลังถูกคุมขังในกรงขังที่มองไม่เห็น—กรงขังที่สร้างขึ้นจากความหวาดระแวงของเพื่อนร่วมงาน --- แปดชั่วโมงต่อมา ณ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนกลางเต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดที่เคาะเป็นจังหวะ และเสียงกระดาษพลิกไปมา แต่ทันทีที่อรุณเดินผ่านประตูกระจกเข้ามา ทุกสิ่งกลับเงียบงันลงอย่างผิดธรรมชาติ เสียงกระซิบกระซาบที่เคยดังแผ่วเบาหยุดชะงักลงทันที ร้อยตำรวจโท ธีรเดช อดีตคู่หูที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย รีบดึงแฟ้มคดีสีน้ำตาลบนโต๊ะมาคว่ำหน้าลง หลบสายตาของอรุณราวกับกลัวว่าจะติดเชื้อร้าย เจ้าหน้าที่สืบสวนคนอื่นๆ ต่างก้มหน้าก้มตาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตนเอง ไม่มีใครเอ่ยทักทาย ไม่มีแม้แต่การพยักหน้ารับรู้ อรุณเดินผ่านทางเดินแคบๆ นั้นด้วยท่วงท่าที่มั่นคง แต่ภายในใจกลับรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะอันเวิ้งว้าง ความโดดเดี่ยวไม่ได้เกิดจากการอยู่ตามลำพัง แต่มันเกิดจากการถูกล้อมรอบด้วยผู้คนที่ไม่เชื่อใจเราอีกต่อไป โต๊ะทำงานของเขาถูกย้ายไปอยู่มุมสุดของห้อง ติดกับห้องเก็บเอกสารเก่าที่แทบไม่มีแสงสว่าง คอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งถูกตัดการเชื่อมต่อจากฐานข้อมูลกลาง มีเพียงเอกสารสำเนาคดีเก่าๆ และแก้วกาแฟเย็นชืดที่ทิ้งคราบสีดำไว้ก้นแก้ว อรุณนั่งลงบนเก้าอี้หมุนที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขารู้ดีว่าทุกสายตากำลังจับจ้องแผ่นหลังของเขาอยู่ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการขยับตัว ถูกบันทึกไว้ในสายตาของเพื่อนร่วมอาชีพในฐานะ ‘คนนอก’ หรือแย่กว่านั้น... ในฐานะ ‘หนอนบ่อนไส้’ เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เข็มวินาทีกำลังเดินหน้าอย่างไม่ปรานี *14 ชั่วโมง 20 นาที* นั่นคือเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่รอบเวลาการลงมือ 72 ชั่วโมงของฆาตกรจะมาถึง อรุณเปิดสมุดบันทึกหนังสีดำเล่มเล็กที่เขาเก็บซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน ปากกาหมึกซึมถูกจรดลงบนหน้ากระดาษว่างเปล่า เขาวาดแผนผังความเชื่อมโยงของเหยื่อทั้งสามรายขึ้นมาใหม่จากความทรงจำทั้งหมด *เหยื่อรายที่ 1: ศัลยแพทย์สมอง - ถูกสังหารโดยการตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ ไร้ร่องรอยการต่อสู้* *เหยื่อรายที่ 2: วาทยกรชื่อดัง - ถูกวางยาพิษที่ทำลายระบบประสาทสั่งการ หายใจไม่ออกจนเสียชีวิต* *เหยื่อรายที่ 3: ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ - ถูกแขวนคอด้วยสายเปียโนโบราณในห้องปิดตาย* อะไรคือจุดร่วม? ตำรวจทั้งกองคิดว่ามันคือการแก้แค้นของกลุ่มผู้มีอิทธิพล แต่ในมุมมองของนักจิตวิทยาอาชญากร อรุณมองเห็นบางสิ่งที่วิปริตและลึกซึ้งกว่านั้น คนร้ายไม่ได้เกลียดชังเหยื่อ... แต่มันกำลัง ‘ลงโทษ’ ความผิดบาปบางอย่างที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง และกำลังสร้างผลงานศิลปะแห่งความตาย เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นทางด้านหลัง อรุณหยุดปลายปากกา แต่ไม่ได้หันไปมอง “คุณไม่ควรมาอยู่ที่นี่ อรุณ” เป็นเสียงของธีรเดช อดีตคู่หูหนุ่มก้มลงวางแก้วกระดาษใส่กาแฟร้อนลงบนโต๊ะข้างๆ แฟ้มเอกสาร ทว่าแววตาของธีรเดชกลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวดระวัง “สารวัตรสั่งห้ามไม่ให้ใครคุยเรื่องคดีกับคุณ” ธีรเดชพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามคุมให้เป็นปกติ “เขาสงสัยเรื่องไฟล์ข้อมูลที่รั่วไหลไปให้พวกใต้ดิน... และลายนิ้วมือของคุณบนปลอกกระสุนนั่น มันอธิบายไม่ได้เลยนะเพื่อน” อรุณค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับนายตำรวจรุ่นน้อง สายตาของอรุณนิ่งสนิท ราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น “นายทำงานกับฉันมาสามปี ธีร์” อรุณพูดเรียบๆ “นายคิดว่าฉันเป็นคนทำจริงหรือ?” ธีรเดชชะงักไป ริมฝีปากเม้มแน่น ความเงียบที่คั่นกลางระหว่างเขาทั้งสองคือคำตอบที่เจ็บปวดที่สุด แม้แต่คนที่เคยเอาหลังชนกันในสนามกระสุน ก็ยังไม่อาจต้านทานพลังทำลายล้างของ ‘หลักฐานแวดล้อม’ ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีตได้ “ผม... ผมไม่อยากเชื่อ” ธีรเดชกระซิบตอบ “แต่ในโลกของตำรวจ หลักฐานคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวไม่ใช่เหรอครับ? ถ้าผู้กองไม่ได้ทำ แล้วทำไมถึงไปอยู่ที่นั่นกับกวิน? ทำไมผู้กองถึงมีกุญแจห้องนิรภัยที่หายไป?” “เพราะคนร้ายไม่ได้อยู่นอกตึกนี้ ธีร์” อรุณโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ลดเสียงลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ “คนร้ายกำลังมองพวกเราอยู่... จากที่ไหนสักแห่งในห้องนี้” ธีรเดชผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว สายตาเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวงปนตกใจ เขามองอรุณราวกับกำลังมองคนเสียสติที่กำลังหาข้ออ้างเอาตัวรอด “ผู้กองกำลังจะลากทุกคนให้พังไปด้วยกัน” ธีรเดชส่ายหน้าช้าๆ “ถอยออกมาเถอะครับ ก่อนที่มันจะสายเกินไป ก่อนที่ผู้การจะสั่งควบคุมตัวคุณจริงๆ” ธีรเดชหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้อรุณจมดิ่งอยู่กับความเงียบงันอีกครั้ง แก้วกาแฟกระดาษยังคงส่งควันจางๆ ขึ้นสู่อากาศ แต่ความอบอุ่นของมันไม่สามารถแทรกซึมผ่านบรรยากาศอันหนาวเหน็บรอบตัวเขาได้เลย อรุณหลับตาลง สูดลมหายใจยาว ขจัดความรู้สึกเจ็บปวด ความผิดหวัง และความโดดเดี่ยวออกจากจิตสำนึก ในฐานะนักจิตวิทยา เขารู้ดีว่าอารมณ์เหล่านี้คือกับดัก ฆาตกรต้องการให้เขาตื่นตระหนก ต้องการให้เขาหมดสิ้นความน่าเชื่อถือ และบีบให้เขาต้องยอมจำนน *‘เมื่อโลกทั้งใบหันหลังให้คุณ นั่นคือเวลาที่คุณจะมองเห็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็น’* คำสอนของครูฝึกในอดีตดังก้องในความทรงจำ อรุณลืมตาขึ้น เขาดึงโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ไม่มีซิมการ์ดออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันเชื่อมต่อด้วยสัญญาณไวไฟเฉพาะจุดที่กวินเคยแฮกทิ้งไว้ให้ก่อนจะแยกย้าย หน้าจอสว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความเข้ารหัสชุดหนึ่งที่ถูกส่งเข้ามาเมื่อสามนาทีก่อน ข้อความนั้นไม่มีตัวอักษร มีเพียงตัวเลขสิบสองหลัก: `13.7563, 100.5018, 23:45` พิกัดละติจูด ลองจิจูด และเวลา... อรุณหยิบแผนที่กรุงเทพฯ แผ่นพับเก่าๆ ออกมากาง ลากปลายนิ้วตามแนวเส้นพิกัดอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วของเขาหยุดลงที่จุดหนึ่ง—บริเวณท่าเรือร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ห่างจากกองบัญชาการไปไม่ถึงห้ากิโลเมตร แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอรุณกระตุกวูบ ไม่ใช่ตำแหน่งที่ตั้ง... หากแต่เป็นรอยประทับตราจางๆ ที่มุมล่างของกระดาษโน้ตที่แนบไฟล์ภาพมาด้วย มันคือสัญลักษณ์รูป ‘เงื่อนเชือกพิศวง’ ลายเส้นเดียวกับที่ถูกสลักไว้บนกระดูกไหปลาร้าของภรรยาเขาเมื่อห้าปีก่อน! อรุณกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บปวดแล่นพล่านแต่ช่วยดึงสติของเขากลับมาสู่จุดโฟกัสสูงสุด กวินไม่ได้ส่งพิกัดของเหยื่อรายต่อไปมาให้... แต่กวินกำลังส่งพิกัดของ ‘ฆาตกรตัวจริง’ มาให้เขา ทว่า ในขณะที่อรุณกำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อก้าวออกจากมุมอับของห้อง เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินของสถานีตำรวจก็กรีดร้องขึ้นลั่นตึก! แสงไฟสีแดงหมุนวนสะท้อนผ่านกระจกทุกบาน เสียงฝีเท้าของหน่วยคอมมานโดในชุดเกราะเต็มยศดังกระแทกกระทั้นขึ้นมาจากบันไดหนีไฟ ประตูด้านหน้าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของสารวัตรเมธัสที่ชักปืนพกประจำกายออกมาเล็งตรงมาที่อรุณ แต่สิ่งที่ทำให้อรุณแทบหยุดหายใจไม่ใช่ปากกระบอกปืนที่จ่อมา... หากแต่เป็นสายตาของเมธัสที่เหลือบมองลงไปยังกล่องพัสดุปริศนาที่ถูกนำมาวางทิ้งไว้บนโต๊ะของอรุณตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กล่องใบนั้นชุ่มโชกไปด้วยของเหลวสีแดงสดที่กำลังหยดลงสู่พื้นทีละหยด... พร้อมกับเสียงกลไกนาฬิกาดิจิทัลที่เริ่มนับถอยหลังดัง *ตี๊ด... ตี๊ด...* ออกมาจากข้างใน --- ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมไขปริศนาไปพร้อมกันในตอนนี้นะครับ — แฟ้มคดีลับ007
สารจากนักเขียน (แฟ้มคดีลับ007)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอำพราง: รหัสลับฆาตกรเงื่อนตาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%