ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 6

ความลับใต้เงาความเย่อหยิ่ง

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
"ถ้าเขียนบทออกมาได้ทุเรศสิ้นดีแบบนี้ ผมว่าคุณเอาเวลาไปนั่งพับดาวใส่โหลขายยังจะมีประโยชน์ต่อวงการบันเทิงมากกว่านะครับ, คุณรวิศ" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย่อหยิ่งและคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งดังขึ้น ท่าاصยความเงียบงันของห้องประชุมกองถ่ายที่ยังคงหลงเหลือทีมงานกะดึกอยู่หลายชีวิต รวิศชะงักมือที่กำลังเก็บกระดาษปึกใหญ่ใส่แฟ้ม ดวงตากลมโตตวัดกลับไปมองร่างสูงของอคิราห์ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทีคางเชิด รังสีความหึงหวงจากเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงเจือจางอยู่ในแววตาคู่นั้น แม้เจ้าตัวจะพยายามกลบเกลื่อนมันไว้ด้วยการทำหน้าตายก็ตามที รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบจ้องมองผู้กำกับหนุ่มจอมเฮี้ยบกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับคุณผู้กำกับ แต่พอดีสมองผมมันถูกสร้างมาให้สร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่ได้ว่างงานจนต้องไปนั่งพับกระดาษแข่งกับเด็กอนุบาล... อ้อ แล้วก็รบกวนถอยทางด้วยครับ คนเขามีงานต้องทำต่อ ไม่ได้ว่างมาฟังคนปากเสียแถ1แถลงอยู่แถวนี้" ธันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบยกมือขึ้นปรามบรรยากาศที่เริ่มคุกรุ่นด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ "เอ่อ... คุณรวิศครับ ดึกมากแล้ว แยกย้ายกันพักผ่อนก่อนดีกว่าไหมครับ พรุ่งนี้เรามีคิวถ่ายซีนอารมณ์แต่เช้าด้วย" รวิศปรายตามองธันแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดเอกสารทั้งหมดลงกระเป๋าด้วยท่าทางกระแทกกระทั้นเล็กน้อยเพื่อแสดงความหงุดหงิด เขาสบตากับอคิราห์ที่ยังคงยืนขวางทางอยู่เนิ่นนาน ราวกับสนามประลองยุทธ์ทางสายตาที่ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร ก่อนที่ร่างบางจะสะบัดหน้าเดินกระแทกไหล่ผู้กำกับหนุ่มออกไปอย่างไร้มารยาท อคิราห์หันมองตามแผ่นหลังบางที่ลับตาไป ขากรรไกรของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความรู้สึกแปลกประหลาดตีวนอยู่ในอก ทั้งโกรธที่อีกฝ่ายพยศไม่เลิก ทั้งหงุดหงิดที่เห็นไอ้หน้าอ่อนธันทำคะแนนใกล้ชิด และที่สำคัญที่สุด... ความรู้สึกผิดที่ซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้งของหัวใจ ผู้กำกับหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด ปลดกระดุมเสื้อสูทเม็ดบนออกเพื่อระบายความอึดอัด ก่อนจะหันกลับเข้าไปในห้องประชุมที่คิดว่าว่างเปล่าแล้ว ทว่าฝีเท้ากลับต้องหยุดชะงักลง ร่างสูงยืนนิ่งสนิทอยู่ที่มุมมืดใกล้ตู้เก็บอุปกรณ์ ภาพตรงหน้าทำให้คำพูดทั้งหมดติดอยู่ที่ลำคอ บนเก้าอี้พับตัวเก่า มีพิม พนักงานฝ่ายประสานงานกองถ่ายวัยย่างเข้าเลขสาม กำลังนั่งฟุบหน้ากับโต๊ะ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า รอบกายเต็มไปด้วยกองเอกสารบัญชีและใบเสร็จเบิกจ่ายที่กองสูงเป็นภูเขา เสียงสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ อย่างพยายามกลั้นใจไม่ให้ใครได้ยิน พิมเพิ่งสูญเสียสามีไปเมื่อเดือนก่อน และต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลของลูกสาวที่ป่วยหนัก ลำพังเงินเดือนกองถ่ายกองนี้แทบจะไม่พอใช้จ่าย แต่เธอก็ยังกัดฟันทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่เคยปริปากบ่นให้ใครฟัง อคิราห์ขมวดคิ้วมุ่น ความเย็นชาที่เคยฉาบอยู่บนใบหน้าสลายหายไปในพริบตา มือหนาล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมากดส่งข้อความสั้นๆ หาผู้จัดการกองถ่าย *[พรุ่งนี้อนุมัติเงินล่วงหน้าให้พิมสามเดือน และจัดการเรื่องประกันสุขภาพลูกสาวเธอให้เรียบร้อย เอาเงินส่วนตัวผมจ่ายก่อน ถ้าใครถามให้บอกว่าเป็นสวัสดิการลับของกอง]* นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังสะُอื้น แววตาที่มักจะแข็งกร้าวและดุดันยามอยู่ในกองถ่ายเวลานี้กลับทอประกายความอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ เขาเดินเข้าไปเงียบๆ วางกระป๋องกาแฟอุ่นจัดที่เพิ่งกดมาจากตู้หยอดเหรียญลงบนโต๊ะใกล้ๆ มือเธอ พร้อมกับเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวเนื้อหนาที่ถูกถอดมาคลุมไหล่ให้ "ดึกมากแล้ว งานเอกสารพวกนี้พรุ่งนี้ค่อยทำต่อ... กลับไปพักผ่อนเถอะครับพิม ลูกสาวคุณรออยู่ที่บ้าน" พิมสะُوตกใจเงยหน้าขึ้นมองผู้กำกับหนุ่มด้วยความตกตะลึง นัยน์ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "ผู้กำกับ... คือพิมขอโทษค่ะ พิมทำงานช้าเอง พิมกลัวว่าถ้าทำไม่เสร็จจะกระทบกับคิวถ่าย..." "ไม่มีใครไล่คุณออกหรอกครับ" อคิราห์พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่นุ่มนวลกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด "สุขภาพของคุณกับลูกสำคัญที่สุด งานในกองนี้ขาดใครก็ได้ แต่ถ้าขาดคุณ... ทีมงานคงวุ่นวายกันหมด กลับไปเถอะครับ" พิมโค้งศีรษะขอบคุณด้วยความซาบซึ้งจนพูดไม่ออก เธอรีบเก็บของแล้วเดินออกไปจากห้องอย่างเร่งรีบ ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ประตูห้องประชุมเปิดอ้าออกอีกครั้ง อคิราห์ชะงักกึกเมื่อหันไปเห็นเงาร่างระหงของใครบางคนยืนนิ่งค้างอยู่ที่กรอบประตู รวิศยืนกอดอกพิงผนัง ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะมองเขาด้วยแววตาท้าทายและชิงชังในยามปกติ เวลานี้กลับไหววับด้วยประกายความซับซ้อน ความแข็งกร้าวในแววตานั้นละลายหายไป เหลือเพียงความตกตะลึงและ... ความรู้สึกบางอย่างที่กำลังสั่นคลอนหัวใจของคนเขียนบทจอมพยศ รวิศเห็นทุกอย่าง... เห็นความอ่อนโยนที่ถูกซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง เห็นความใส่ใจที่ผู้ชายปากร้ายคนนี้มอบให้ทีมงานอย่างเงียบเชืยบโดยไม่ต้องการคำสรรเสริญใดๆ ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ อคิราห์เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ความอับอายเล็กๆ แล่นริ้วขึ้นมาในอก ผู้ชายที่ชอบวางท่าทางเป็นเจ้าพ่อจอมเผด็จการ กลับถูกคนปากเก่งอย่างรวิศจับได้คาหนังคาเขาในมุมที่อ่อนแอที่สุด "ยืนดูนานเท่าไหร่แล้วครับ?" อคิราห์ทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของอีกฝ่าย รวิศไม่ได้ตอบในทันที เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่ขาเรียจะก้าวเข้ามาในห้องทีละน้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผู้กำกับหนุ่มในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมเจือจางบนตัวของรวิศลอยแตะจมูกอคิราห์ ปลุกเร้าประสาทสัมผัสทุกส่วนให้ตื่นตัว "นานพอที่จะรู้ว่า..." รวิศเงยหน้าขึ้นสบตา ปลายจอมรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามนิสัย "ภายใต้เสื้อสูทแพงๆ กับหน้าตาบึ้งตึงเหมือนคนท้องผูกตลอดเวลาของคุณ... แท้จริงแล้วมีหัวใจที่อ่อนโยนกว่าที่ปากเสียๆ ของคุณพูดออกมาเยอะเลยนี่ครับ" อคิราห์ชะงัก ลมหายใจสะดุดไปวูบหนึ่งเมื่อถูกมองทะลุปรุโปร่ง เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ พยายามดึงกำแพงความเย็นชาและความปากแข็งกลับมาสวมทับใบหน้าไว้อย่างรวดเร็ว "อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย คุณรวิศ... มันก็แค่งานบริหารจัดการภายในกองถ่าย เพื่อไม่ให้งานผมพังเพราะความไร้ประสิทธิภาพของคนอื่นก็เท่านั้น" "เหรอครับ?" รวิศยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้เย้ยหยันเช่นเคย แต่มีความหมายลึกซึ้งบางอย่างซ่อนอยู่ ดวงตาคู่สวยพินิจพิเคราะห์ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างกันแค่คืบ "บริหารจัดการเหรอครับ? แล้วที่เอาเสื้อคลุมให้เขาเมื่อกี้... หรือกาแฟอุ่นๆ นั่นล่ะครับ เป็นส่วนหนึ่งของคู่มือผู้กำกับด้วยหรือเปล่า?" อคิราห์นิ่งงัน เถียงไม่ออกเมื่อหลักฐานคาตา ความเงียบโรยตัวลงมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความอึดอัดเหมือนก่อนหน้า กลับเต็มไปด้วยกระแสความร้อนบางอย่างที่แผ่ซ่านระหว่างคนทั้งคู่ รวิศก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว จนอคิราห์ต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะประชุมด้านหลัง ร่างสูงถูกต้อนให้จนมุมโดยนักเขียนบทฝีปากกล้าที่เวลานี้แววตาพราวระยับด้วยความสนุกสนานปนความรู้สึกแปลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ "ปล่อยผมเถอะ คุณรวิศ... ดึกมากแล้ว" อคิราห์เอ่ยเสียงพร่า หลบสายตาคมคู่นั้นวับหนึ่งเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะอ่านความรู้สึกคลั่งรักที่ซ่อนอยู่ภายในใจออกจนหมดสิ้น "ทำไมล่ะครับ?" รวิศเอียงคอมองด้วยรอยยิ้มเจ้าเลوه ปลายเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากซาตานที่จงใจยั่วยวน "กลัวผมมองเห็นตัวตนจริงๆ ของคุณ... หรือว่ากลัวหัวใจตัวเองกันแน่ครับ... ผู้กำกับอคิราห์?" นิ้วเรียวของรวิศยื่นออกไปแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อสูทที่ยับย่นเล็กน้อยของชายหนุ่ม ปัดฝุ่นละอองจางๆ ออกให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาอคิราห์สะท้านเยือกไปทั้งร่าง เลือดในกายสูบฉีดจนร้อนผ่าว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของรวิศโดยสัญชาตญาณเพื่อหยุดการกระทำนั้น ทว่า... รวิศไม่ยอมถอย ร่างบางกลับโน้มตัวเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะของกันและกัน ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกันอย่างมีความหมาย ความซึนเดระที่เคยมีพังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนาน "ถ้าคุณยังไม่เลิกทำตัวปากแข็งแล้วมองผมด้วยสายตาแบบนี้..." อคิราห์กระซิบชิดริมฝีปากของรวิศ เสียงทุ้มต่ำพร่าสั่นด้วยความอดกลั้นที่เดินทางมาถึงขีดจำกัด "ผมอาจจะลืมตัว... ทำลายกำแพงที่คุณสร้างไว้ให้พังราบคาบในคืนนี้จริงๆ นะครับ" รวิศหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาคู่สวยท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว "ก็ลองดูสิครับ... ว่าปากอย่างคุณ กับปากอย่างผม ใครจะใจแข็งกว่ากัน" บรรยากาศตึงเครียดแต่ทว่าเร่าร้อนราวกับมีประจุไฟฟ้าสถิตอยู่รอบตัว ทั้งสองร่างขยับเข้าหากันโดยไม่มีใครยอมถอย ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้นกลาง ปลายจมูกเฉียดผ่านกันไปมา และในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะทาบทับเข้าหากันเพื่อทำลายเส้นแบ่งเขตสุดท้าย... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะอย่างไม่รู้กาลเทศะ พร้อมกับเสียงตะโกนโหวเหวกโวยวายของทีมงานฝ่ายเทคนิคที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา "ผู้กำกับครับ! แย่แล้วครับ! ไฟสตูดิโอหลักเกิดช็อตควันขึ้น เกิดประกายไฟไหม้กองฉากวอดไปครึ่งหนึ่งแล้วครับ!" อคิราห์ผละออกจากร่างของรวิศทันทีด้วยความหงุดหงิดสุดขีด สบถคำหยาบออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียในจังหวะชีวิตที่มักจะซวยได้ที่เสมอ ส่วนรวิศรีบถอยหลังเว้นระยะห่าง ใบหน้าสวยขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายที่เกือบจะเลยเถิดไปไกล ผู้กำกับหนุ่มหันกลับมามองหน้านักเขียนบทตัวแสบแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเสียดายและคุกรุ่น ก่อนจะสะบัดตัวเดินพุ่งออกไปจากห้องประชุมเพื่อจัดการวิกฤตหน้ากองถ่ายทันที รวิศยืนมองตามแผ่นหลังกว้างที่หายลับไป พลยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความรู้สึกร้อนผ่าวยังคงหลงเหลืออยู่ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก มุมปากอกระตุกยิ้มขึ้นบางๆ ท่ามกลางความวุ่นวายที่กำลังปะทุขึ้นนอกห้อง ...เกมนี้ ดูท่าทางจะสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะครับ... --- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เมทริกซ์ซีโร่" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%