"ถ้าแก้ตามที่คุณต้องการ ผมเอาชื่อออกดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งอายใครเวลาละครมันพัง"
รวิศกระแทกปากกาลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น เอกสารบทละครโทรทัศน์ตอนที่เจ็ดที่ใช้เวลาปั่นยันสว่างกระจัดกระจายหลุดจากแฟ้ม ดวงตากลมโตคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว
ห้องทำงานกระจกใสใจกลางสตูดิโอเวลานี้เย็นเยียบด้วยแรงแอร์ แต่บรรยากาศรอบตัวอคิราห์กลับอึมครึมน่าอึดอัดยิ่งกว่า ผู้กำกับหนุ่มจอมเฮี้ยบปรายตามองต้นฉบับที่ยับยู่ยี่เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าสันกรามคมชัดนั้นกลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
"ปากดี" อคิราห์พ่นคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ "เขียนบทให้ตัวละครโง่ซ้ำซากวนเวียนอยู่กับที่ คุณเรียกว่างานศิลป์? ผมเรียกมันว่าขยะรีไซเคิลต่างหาก รวิศ"
"ถ้าคิดว่าขยะ ทำไมไม่จ้างคนอื่นมาเขียนตั้งแต่แรกเล่า! จะมาเซ้าซี้เอาอะไรกับนักเขียนเกรดต่ำคนนี้อยู่ได้"
รวิศลุกพรวดขึ้นเต็มความสูง มือบางกำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ความรู้สึกถูกด้อยค่าฝังลึกในใจจนสะกิดแผลเก่าที่ยังไม่หายดี อดีตที่เคยถูกรุ่นพี่ในวงการขโมยผลงานและเหยียบย่ำซ้ำเติมยังคงตามหลอกหลอน และเขาก็สาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีวันก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าไอ้ผู้กำกับหน้าตายคนนี้จะเป็นลูกเต้าเหล่าใครมาจากไหนก็ตาม
อคิราห์ถอนหายใจยาวนาน มือหนาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แต่เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องในความเงียบ ดวงตาคมกราบลึกดั่งห้วงมหาสมุทรเงยขึ้นสบตากับคนอวดดีที่กำลังหายใจฮึดฮัดด้วยความโกรธ ร่างสูงลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่าทรงพลังจนรวิศต้องเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
ความสูงของอคิราห์ทำให้รวิศตกอยู่ในเงาร่างของอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์ กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นกาแฟคั่วและสบู่หรูโชยเข้าจมูก ปลุกสัญชาตญาณการป้องกันตัวของนักเขียนปากเก่งให้ตื่นตัวถึงขีดสุด
"ถอยทำไมล่ะครับ เมื่อกี๊ยังเก่งอยู่เลยไม่ใช่หรือไง" อคิราห์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย รวิศรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย
"ถอยเพราะเหม็นหน้าคนแถวนี้ต่างหาก ถอยไปห่างๆ เลยนะคุณอคิราห์" รวิศเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ดวงตากลมโตพยายามจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาอีกฝ่ายเพื่อซ่อนความหวั่นไหว
"ปากเก่งแบบนี้... ถ้าเอาเวลาเถียงผมไปคิดพล็อตใหม่ คุณคงเขียนจบไปสิบตอนแล้ว" อคิราห์โน้มใบหน้าลงมาต่ำจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน สุ้มเสียงทุ้มนุ่มนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเจือความระคนเอ็นดูและบางสิ่งที่รวิศไม่กล้าแปลความหมาย
รวิศชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร เขามองเห็นแพขนตายาวและเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่นั้นชัดเจน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะกลองรบเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นปั่นป่วนอย่างไร้เหตุผล
*ไอ้บ้านี่... เล่นลูกไม้อะไรอีกแล้ว*
"ผมไม่แก้!" รวิศกัดฟันกรอด ใช้สองมือดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ทว่าอคิราห์กลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน แถมยังรวบข้อมือทั้งสองข้างของเขาตรึงไว้ด้วยมือข้างเดียวได้อย่างง่ายดาย
"ปล่อยนะ!"
"ฟังข้อเสนอของผมก่อน... รวิศ" อคิราห์เอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันนุ่มนวลและจริงจังขึ้นจนรวิศต้องยอมหยุดดิ้นและเงยหน้าขึ้นมอง
"ข้อเสนออะไรของคุณอีก..."
"แก้บทตามที่ผมต้องการ... แล้วผมจะยอมให้คุณทำตามใจในฉากไคลแมกซ์ของตอนที่สิบห้า โดยที่ผมจะไม่แก้แม้แต่บรรทัดเดียว" อคิราห์ยื่นข้อเสนอที่ทำให้นักเขียนหนุ่มถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ฉากไคลแมกซ์ตอนที่สิบหสเปรียบเสมือนหัวใจของเรื่องทั้งหมด เป็นฉากที่รวิศใส่จิตวิญญาณและปมดราม่าทั้งหมดลงไป แต่ถูกอคิราห์ปฏิเสธหัวชนฝามาโดยตลอดเพราะหาว่ามันดาร์กเกินไปสำหรับละครโทรทัศน์
"คุณ... พูดจริงเหรอ?" รวิศถามเสียงสั่น เจือความระแวงอย่างเห็นได้ชัด
"ผมไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องงาน..." อคิราห์ก้มลงกระซิบชิดใบหูขาวสะอาด จนรวิศรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "และไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องของคุณด้วย"
ประโยคหลังถูกเปล่งออกมาเบาหวิว แต่กลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาท รวิศรู้สึกเหมือนมีฝูงผีเสื้อนับร้อยบินวนอยู่ในท้อง ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอาย แต่คางเรียวกลับถูกปลายนิ้วอุ่นของอคิราห์เชยขึ้นมาเบาๆ ให้หันกลับมาสบตากันอีกครั้ง
"ว่ายังไงครับ... จะยอมรับข้อเสนอของผม หรือจะให้ผมลงโทษคนปากดีตรงนี้ดีล่ะ"
รวิศเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขต นี่คือโอกาสทองที่เขาต้องการมาตลอด แลกกับการยอมจำนนให้ผู้กำกับจอมเผด็จการแก้บทในส่วนนี้... มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
"ก็ได้! คุณชนะแล้วคุณอคิราห์ ปล่อยข้อมือผมได้แล้วมั้ง!" รวิศสะบัดข้อมือออกทันทีที่อคิราห์คลายแรงยึด ร่างบางถอยหลังกรูดไปสามก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะคว้าแฟ้มเอกสารมากอดไว้แนบอกราวกับเกราะกำบัง
อคิราห์อมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มหายากที่นานๆ ครั้งรวิศถึงจะมีโอกาสได้เห็น และมันก็ทรงพลังพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของนักเขียนปากเก่งหยุดหมุนไปชั่วขณะ
"ฉลาดนี่ครับ... งั้นก็เชิญเริ่มงานใหม่ได้เลย ผมให้เวลาคุณถึงพรุ่งนี้เช้า"
รวิศค้อนใส่ชุดใหญ่ ส่งค้อนคว่ำค้อนหงายไปให้หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง พึมพำงุบงิบด่าคนเผด็จการเบาๆ แต่กลับมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนริมฝีปากโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว
ทว่า... ในจังหวะที่รวิศกำลังจะหยิบปากกาขึ้นมาเริ่มแก้บทนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหนਾก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ทั้งรวิศและอคิราห์หันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดสูทสากลราคาแพงก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่รวิศคุ้นเคยเป็นอย่างดี
"อ้าว... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย?"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝัน ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความหวานซึ้งเป็นความเย็นยะเยือกในพริบตาเดียว
รวิศหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมเสมอนะครับ
ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 7
การตัดสินใจครั้งสำคัญ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!