ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 7

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
"ถ้าแก้ตามที่คุณต้องการ ผมเอาชื่อออกดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งอายใครเวลาละครมันพัง" รวิศกระแทกปากกาลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังสนั่น เอกสารบทละครโทรทัศน์ตอนที่เจ็ดที่ใช้เวลาปั่นยันสว่างกระจัดกระจายหลุดจากแฟ้ม ดวงตากลมโตคมกริบจ้องเขม็งไปยังร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว ห้องทำงานกระจกใสใจกลางสตูดิโอเวลานี้เย็นเยียบด้วยแรงแอร์ แต่บรรยากาศรอบตัวอคิราห์กลับอึมครึมน่าอึดอัดยิ่งกว่า ผู้กำกับหนุ่มจอมเฮี้ยบปรายตามองต้นฉบับที่ยับยู่ยี่เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าสันกรามคมชัดนั้นกลับขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน "ปากดี" อคิราห์พ่นคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ "เขียนบทให้ตัวละครโง่ซ้ำซากวนเวียนอยู่กับที่ คุณเรียกว่างานศิลป์? ผมเรียกมันว่าขยะรีไซเคิลต่างหาก รวิศ" "ถ้าคิดว่าขยะ ทำไมไม่จ้างคนอื่นมาเขียนตั้งแต่แรกเล่า! จะมาเซ้าซี้เอาอะไรกับนักเขียนเกรดต่ำคนนี้อยู่ได้" รวิศลุกพรวดขึ้นเต็มความสูง มือบางกำหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ความรู้สึกถูกด้อยค่าฝังลึกในใจจนสะกิดแผลเก่าที่ยังไม่หายดี อดีตที่เคยถูกรุ่นพี่ในวงการขโมยผลงานและเหยียบย่ำซ้ำเติมยังคงตามหลอกหลอน และเขาก็สาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่มีวันก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าไอ้ผู้กำกับหน้าตายคนนี้จะเป็นลูกเต้าเหล่าใครมาจากไหนก็ตาม อคิราห์ถอนหายใจยาวนาน มือหนาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แต่เสียงนั้นกลับดังสะท้อนก้องในความเงียบ ดวงตาคมกราบลึกดั่งห้วงมหาสมุทรเงยขึ้นสบตากับคนอวดดีที่กำลังหายใจฮึดฮัดด้วยความโกรธ ร่างสูงลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่าทรงพลังจนรวิศต้องเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความสูงของอคิราห์ทำให้รวิศตกอยู่ในเงาร่างของอีกฝ่ายโดยสมบูรณ์ กลิ่นกายสะอาดเจือจางด้วยกลิ่นกาแฟคั่วและสบู่หรูโชยเข้าจมูก ปลุกสัญชาตญาณการป้องกันตัวของนักเขียนปากเก่งให้ตื่นตัวถึงขีดสุด "ถอยทำไมล่ะครับ เมื่อกี๊ยังเก่งอยู่เลยไม่ใช่หรือไง" อคิราห์ก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนน่าใจหาย รวิศรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่าย "ถอยเพราะเหม็นหน้าคนแถวนี้ต่างหาก ถอยไปห่างๆ เลยนะคุณอคิราห์" รวิศเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ดวงตากลมโตพยายามจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาอีกฝ่ายเพื่อซ่อนความหวั่นไหว "ปากเก่งแบบนี้... ถ้าเอาเวลาเถียงผมไปคิดพล็อตใหม่ คุณคงเขียนจบไปสิบตอนแล้ว" อคิราห์โน้มใบหน้าลงมาต่ำจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน สุ้มเสียงทุ้มนุ่มนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันเจือความระคนเอ็นดูและบางสิ่งที่รวิศไม่กล้าแปลความหมาย รวิศชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร เขามองเห็นแพขนตายาวและเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่นั้นชัดเจน หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะกลองรบเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นปั่นป่วนอย่างไร้เหตุผล *ไอ้บ้านี่... เล่นลูกไม้อะไรอีกแล้ว* "ผมไม่แก้!" รวิศกัดฟันกรอด ใช้สองมือดันแผงอกกว้างของอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่ทว่าอคิราห์กลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน แถมยังรวบข้อมือทั้งสองข้างของเขาตรึงไว้ด้วยมือข้างเดียวได้อย่างง่ายดาย "ปล่อยนะ!" "ฟังข้อเสนอของผมก่อน... รวิศ" อคิราห์เอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป มันนุ่มนวลและจริงจังขึ้นจนรวิศต้องยอมหยุดดิ้นและเงยหน้าขึ้นมอง "ข้อเสนออะไรของคุณอีก..." "แก้บทตามที่ผมต้องการ... แล้วผมจะยอมให้คุณทำตามใจในฉากไคลแมกซ์ของตอนที่สิบห้า โดยที่ผมจะไม่แก้แม้แต่บรรทัดเดียว" อคิราห์ยื่นข้อเสนอที่ทำให้นักเขียนหนุ่มถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ฉากไคลแมกซ์ตอนที่สิบหสเปรียบเสมือนหัวใจของเรื่องทั้งหมด เป็นฉากที่รวิศใส่จิตวิญญาณและปมดราม่าทั้งหมดลงไป แต่ถูกอคิราห์ปฏิเสธหัวชนฝามาโดยตลอดเพราะหาว่ามันดาร์กเกินไปสำหรับละครโทรทัศน์ "คุณ... พูดจริงเหรอ?" รวิศถามเสียงสั่น เจือความระแวงอย่างเห็นได้ชัด "ผมไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องงาน..." อคิราห์ก้มลงกระซิบชิดใบหูขาวสะอาด จนรวิศรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง "และไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องของคุณด้วย" ประโยคหลังถูกเปล่งออกมาเบาหวิว แต่กลับดังชัดเจนก้องอยู่ในโสตประสาท รวิศรู้สึกเหมือนมีฝูงผีเสื้อนับร้อยบินวนอยู่ในท้อง ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงเริ่มขึ้นสีแดงเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอาย แต่คางเรียวกลับถูกปลายนิ้วอุ่นของอคิราห์เชยขึ้นมาเบาๆ ให้หันกลับมาสบตากันอีกครั้ง "ว่ายังไงครับ... จะยอมรับข้อเสนอของผม หรือจะให้ผมลงโทษคนปากดีตรงนี้ดีล่ะ" รวิศเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่ใกล้ชิดจนเกินขอบเขต นี่คือโอกาสทองที่เขาต้องการมาตลอด แลกกับการยอมจำนนให้ผู้กำกับจอมเผด็จการแก้บทในส่วนนี้... มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม "ก็ได้! คุณชนะแล้วคุณอคิราห์ ปล่อยข้อมือผมได้แล้วมั้ง!" รวิศสะบัดข้อมือออกทันทีที่อคิราห์คลายแรงยึด ร่างบางถอยหลังกรูดไปสามก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง ก่อนจะคว้าแฟ้มเอกสารมากอดไว้แนบอกราวกับเกราะกำบัง อคิราห์อมยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มหายากที่นานๆ ครั้งรวิศถึงจะมีโอกาสได้เห็น และมันก็ทรงพลังพอที่จะทำให้โลกทั้งใบของนักเขียนปากเก่งหยุดหมุนไปชั่วขณะ "ฉลาดนี่ครับ... งั้นก็เชิญเริ่มงานใหม่ได้เลย ผมให้เวลาคุณถึงพรุ่งนี้เช้า" รวิศค้อนใส่ชุดใหญ่ ส่งค้อนคว่ำค้อนหงายไปให้หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง พึมพำงุบงิบด่าคนเผด็จการเบาๆ แต่กลับมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนริมฝีปากโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัว ทว่า... ในจังหวะที่รวิศกำลังจะหยิบปากกาขึ้นมาเริ่มแก้บทนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหนਾก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ทั้งรวิศและอคิราห์หันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดสูทสากลราคาแพงก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่รวิศคุ้นเคยเป็นอย่างดี "อ้าว... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย?" เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝัน ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากความหวานซึ้งเป็นความเย็นยะเยือกในพริบตาเดียว รวิศหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น --- ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของผมเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%