"ถ้าแก้บทตอนนี้อีกรอบเดียว ผมจะถือว่าคุณจงใจก่อวินาศกรรมโปรเจกต์นี้ เพื่อเอาเงินประกันสุขภาพจิตของผมไปจ่ายค่าทำขวัญนะครับ คุณรวิศ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้น ท่ามกลางกองกระดาษสตอรี่บอร์ดและหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างวาบในห้องทำงานส่วนตัวของกองกำกับ อคิราห์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจากเอกสารในมือด้วยซ้ำ แม้ว่าเจ้าของชื่อจะยืนกอดอกจ้องเขม็งอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขาแล้วก็ตาม
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตคมกริบฉายแววท้าทายอย่างชัดเจน ร่างเพรียวในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขยับเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิดราวกับจงใจรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว "วินาศกรรมอะไรกันครับคุณผู้กำกับ หรือว่าสมองอันปราดเปรื่องของคุณมันประมวลผลฉากดราม่าไม่ทัน เลยต้องมาลงกับบทประพันธ์ชั้นดีของผม บทสนทนาตรงนั้นมันลึกซึ้งและสมจริงที่สุดแล้ว ถ้าตัดออก หนังของคุณก็จะกลายเป็นแค่ละครน้ำเน่าเกรดบีทั่วไปนั่นแหละครับ"
อคิราห์วางเอกสารในมือลงอย่างแรง เสียงกระดาษกระทบโต๊ะดัง *ปึก* เรียกสติให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงไปอีกหลายองศา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดจนรวิศต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ แม้ปากจะเก่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแรงกดดันจากผู้ชายคนนี้มันทรงพลังเสียจนหัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ
"ลึกซึ้งเหรอครับ?" อคิราห์โน้มใบหน้าลงมาหาเล็กน้อย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องมองริมฝีปากที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ "ตัวละครพระเอกในบทของคุณพูดประโยคตัดพ้อน้ำเน่าแบบนั้นออกมาได้ยังไง ในเมื่อความจริงแล้ว เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนที่ตัวเองรักจะตายชัก... ถ้าคนเขียนบทฉลาดพอ น่าจะรู้ว่าความเงียบมันบาดลึกกว่าคำพูดเป็นร้อยเท่า"
รวิศชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาไหววูbyความรู้สึกประหลาดที่แล่นริ้วเข้ามาในอก คำพูดนั้นไม่ได้หมายถึงแค่ตัวละครในบท แต่มันมีน้ำเสียงบางอย่างที่เจือความจริงจังจนเกินเลย เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พยายามตั้งสติแล้วสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
"นั่นมันสไตล์ผมครับ ถ้าคุณอยากได้ความเงียบงันก็นั่งใบ้กินคนเดียวไปสิครับ จะจ้างนักเขียนบทฝีมือดีระดับประเทศมาทำไมตั้งแต่แรก"
"ก็เพราะอยากจ้าง..." อคิราห์พึมพำประโยคหลังเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน แต่รวิศก็ยังจับใจความได้รางๆ ผู้กำกับหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียดอย่างจนปัญญา ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพเมืองยามค่ำคืน "ช่างเถอะ... อยากเขียนอะไรก็เขียนไป ผมขี้iเกียจเถียงกับคุณแล้ว ดึกขนาดนี้ ทำไมยังไม่กลับห้องพักอีก"
รวิศเลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจกับการเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน "ห่วงผมเหรอครับ? นึกว่าคุณจะดีใจเสียอีกที่ผมอยู่ทำงานล่วงเวลาจนหน้ามืดตามัว"
"ผมไม่ได้ห่วงคุณ..." อคิราห์รีบปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงเข้มขึ้นราวกับต้องการกลบเกลื่อนความพิรุธบางอย่าง "ผมแค่ห่วงสุขภาพของงานต่างหาก ถ้าคุณเป็นอะไรไปกลางคันแล้วใครจะมาแก้บทให้ผมทันกำหนดส่งพรุ่งนี้เช้า อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลยครับคุณรวิศ"
รวิศแอบเบ้ปากหมั่นไส้กับความปากแข็งของอีกฝ่ายให้ตายเถอะ ผู้ชายอะไร ฟอร์มจัดยิ่งกว่าหุ่นยนต์เหล็กกล้า ปากร้ายใจร้ายพูดจาแต่ละทีชวนให้หงุดหงิดเสียจริง แต่ทว่า... สายตาคมที่แอบเหลือบมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะของอคิราห์เมื่อครู่ กลับทำให้เขาต้องชะงัก
บนโต๊ะทำงานนั้น ไม่ได้มีแค่เอกสารบทละครของเขา แต่ยังมีแก้วกาแฟที่เย็นชืดจนหยดน้ำเกาะพราว ขนมปังแซนด์วิชที่ถูกกัดไปแค่คำเดียววางทิ้งไว้ และที่สำคัญที่สุดคือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างไว้ที่ไฟล์ตารางงานตัดต่อ ซึ่งมีบันทึกย่อเตือนความจำด้วยลายมือเขียนหวัดๆ ว่า *'เตือนรวิศเรื่องพักผ่อน และตรวจดูแอร์ในห้องเขียนบทให้อุณหภูมิพอดี"*
รวิศกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเครื่องปรับอากาศที่เคยส่งเสียงดังน่ารำคาญและลมเย็นจัดจนเขาต้องใส่เสื้อกันหนาวทุกครั้งที่มาประชุม บัดนี้มันถูกปรับตั้งค่าให้อุณหภูมิอุ่นสบายขึ้น และยังมีผ้าห่มผืนหนาลายเรียบพับวางไว้อย่างเป็นระเบียบตรงโซฟามุมห้อง
ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจอย่างเงียบเชียบ รวิศเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกพยศและอยากเอาชนะเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกประหลาดที่ทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ปากบอกว่าทำไปเพื่อผลประโยชน์ของหนัง ปากบอกว่ากลัวงานไม่ทันกำหนด... แต่อคิราห์กลับเตรียมทุกอย่างไว้คอยรองรับเขาตลอดเวลาสินะ
"นี่..." รวิศเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่กลับอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
อคิราห์หันกลับมามองด้วยความสงสัย "อะไรอีกครับ? หรือจะเถียงเรื่องบทตรงไหนอีก"
"เปล่าครับ..." รวิศส่ายหัวช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูอ่อนโยนลงอย่างประหลาด "ผมแค่อยากจะบอกว่า... กาแฟบนโต๊ะคุณมันเย็นหมดแล้ว ถ้าไม่รังเกียจ เดี๋ยวผมชงกาแฟร้อนๆ มาให้คุณสักแก้วดีไหมครับ ในฐานะที่... ทำงานหนักเพื่อผลประโยชน์ของหนังเหมือนกัน"
อคิราห์ชะงักไป ดวงตาคมกريบมองรอยยิ้มนั้นนิ่งนาน ราวกับกำลังพยายามควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเองที่เริ่มจะเต้นแรงเกินความจำเป็น เขาเม้มปากเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ สั้นๆ "ก็ตามใจคุณ... ถ้ามันไม่เสียรสชาติจนเกินไปนะ"
รวิศหัวเราะในลำคอเบาๆ เดินหันหลังไปหยิบแก้วกาแฟบนโต๊ะ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า อคิราห์ที่ยืนมองตามแผ่นหลังบางนั้นกำลังแอบระบายยิ้มบางๆ ออกมาอย่างโล่งอก ดวงตาคู่นั้นทอประกายความคลั่งรักที่เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดมานานแรมปี เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ต่อให้ปากแข็งแค่ไหนก็ปิดบังไว้ไม่มิด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความหวานชื่นแบบซึมลึก ท่ามกลางความเงียบยามดึกในตึกกองถ่ายที่ควรจะปลอดผู้คนนั้น...
เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานประตูห้องทำงานจะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต
"ผู้กำกับอคิราห์ครับ! แย่แล้วครับ เกิดเรื่องใหญ่ที่ห้องตัดต่อแล้ว! ฟุตเทจฉากสำคัญเมื่อวานหายไปจากเซิร์ฟเวอร์อย่างไร้ร่องรอยครับ!"
ร่างของทีมงานฝ่ายเทคนิควิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตาเดียว รวิศที่กำลังถือแก้วกาแฟหันขวับไปมองทันที ส่วนอคิราห์ก็หน้าตึงเครียดขึ้นมาในเสี้ยววินาที ร่างสูงก้าวพรวดเข้าไปหาทีมงานคนนั้นโดยสัญชาตญาณ
"คุณว่ายังไงนะ? หายไปได้ยังไง!" อคิราห์เสียงเข้ม ดวงตาดุจเหยี่ยวหวาดระแวงพุ่งตรงไปที่หน้าจอแท็บเล็ตในมือทีมงาน
รวิศวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* สัญชาตญาณนักเขียนบทตัวแม่บอกทันทีว่านี่ไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิคธรรมดา แต่กำลังมีพายุลูกใหญ่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความโกลาหลครั้งนี้ และก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว ประตูห้องทำงานที่เปิดกว้างอยู่ก็เผยให้เห็นเงาร่างของใครอีกคนก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้อง พร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงมาให้พวกเขาทั้งคู่
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ
ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 8
เมื่อความซึนเริ่มทำงาน
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!