เงาร่างที่ทาบทับกรอบประตูห้องทำงานเวลานี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก “คุณกรณ์” ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตผู้ขึ้นชื่อเรื่องการรีดเค้นเรตติ้งจนเลือดตาแทบกระเด็น รอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้บ่งบอกถึงความยินดีแม้แต่น้อย มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่เจอเหงื่อกาฬซึมบนหลังม้า และก่อนที่รวิศจะทันได้ขยับปากพ่นคำคมคายใส่ความเสแสร้งนั้น เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบราวกับผิวน้ำนิ่งสนิทของอคิราห์ก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“ถ้าเรื่องเอกสารงบประมาณฉบับแก้ไข คุณกรณ์เดินมาผิดห้องแล้วครับ ห้องบัญชีอยู่ชั้นสาม”
อคิราห์ไม่แม้แต่จะปรายตาขึ้นมองผู้มาใหม่ นิ้วเรียวยังคงเคาะลงบนแป้นพิมพ์แล็ปท็อปอย่างสม่ำเสมอ ราวกับเสียงนั้นเป็นเพียงเสียงรบกวนของแมลงหวี่แมลงวัน รวิศแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้กำกับหนุ่ม เปรมปรีดิ์กับความปากกล้าที่ไร้รอยต่อของอีกฝ่ายจนมุมปากต้องกระตุกยิ้มหยันขึ้นมาเล็กน้อยอย่างนึกหมั่นไส้ปนมันเขี้ยว
“ผมไม่ได้มาเรื่องเอกสารครับ ผู้กำกับอคิราห์...” คุณกรณ์ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่ได้รับเชิญ รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นห้องทำงานจนเกิดเสียงดังก้อง “แต่ผมมาดูความคืบหน้าของบทละครที่กำลังจะพังไม่เป็นท่าต่างหาก ได้ข่าวว่าพล็อตตอนที่เก้าถูกรื้อทิ้งหมดเพราะความหัวรั้นของใครบางคน... หวังว่าผลงานคืนนี้จะคุ้มค่ากับเงินภาษีของสถานีนะ”
สายตาคมกริบของคุณกรณ์ตวัดมาหยุดที่รวิศโดยตรง รวิศไม่หลบตา เขาค่อยๆ วางปากกาในมือลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าผู้บริหารตรงหน้าอยู่บ้าง แต่รังสีความมั่นใจและแววตาดุดันกลับทำให้คนมองต้องชะงัก
“ถ้าคุณกรณ์มีเวลาว่างมาเดินตรวจตราความพินาศของคนอื่น สู้เอาเวลาไปตรวจสอบระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ล่มเมื่อตอนเย็นยังจะมีประโยชน์กว่านะครับ งานของผมจะพังหรือไม่พัง ผมรับผิดชอบด้วยหัวและนามปากกาของผมเอง แต่ถ้าโปรเจกต์นี้ล่มเพราะความสะשלของฝ่ายบริหาร... เก้าอี้ตัวที่คุณนั่งอยู่น่าจะร้อนกว่าเก้าอี้ของผมหลายเท่านะครับ”
บรรยากาศในห้องลดฮวบลงจนติดลบ คุณกรณ์หน้าเสียไปชั่วขณะ ขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด แต่ก่อนที่สงครามประสาทจะลุกลามไปมากกว่านั้น อคิราห์ก็ปิดฝาแล็ปท็อปเสียงดัง *ฉับ* แรงกระแทกนั้นทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้ง
“หมดเวลาเยี่ยมชมแล้วครับคุณกรณ์ ถ้าไม่มีอะไรจะคอมเมนต์เรื่องงาน ก็กรุณาออกไปก่อนครับ แสงแฟลชจากความเสือกของคุณมันรบกวนสมาธิคนทำงาน”
คำพูดกัดไม่ปล่อยแต่หน้าตายของอคิราห์ทำให้รวิศเกือบหลุดขำพรืดออกมา รีบยกมือขึ้นกอดอกกลบเกลื่อนรอยยิ้ม คุณกรณ์ฮึดฮัดด้วยความโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากสะบัดหน้าพรวดพราดเดินออกไปจากห้อง พร้อมกับกระแทกประตูตามหลังเสียงดังสนั่น
*ปัง!*
ความเงียบกลับมาเยือนห้องทำงานอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานแข่งกับความตึงเครียดในอากาศ รวิศทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม ถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเฮือกใหญ่ ความเหนื่อยล้าจากการปะทะคารมเริ่มกัดกินเรียวแรง แต่พอมองไปทางอคิราห์ที่ยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นหิน ความรู้สึกบางอย่างก็ตีรวนขึ้นมาในอก
“ปากคอเราะรายใช้ได้นี่ครับผู้กำกับ ไม่คิดว่าภาพลักษณ์สุขุมนุ่มลึกจะพูดจาเชือดเฉือนได้เจ็บแสบขนาดนั้น” รวิศเอ่ยแซะเบาๆ พลางใช้นิ้วเคาะขอบแก้วกาแฟที่เย็นชืด
“ผมพูดความจริง” อคิราห์ตอบสั้นๆ ไม่ยอมสบตา แต่มือหนากลับเลื่อนถ้วยชาอุ่นๆ ที่สั่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้มาวางไว้ตรงหน้าอีกฝ่าย “ดื่มซะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้ว”
รวิศชะงัก ก้มมองถ้วยชาหอมกรุ่นที่ไอร้อนยังลอยกรุ่นอยู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนใจร้ายที่ปากบอกว่าดุแต่การกระทำสวนทางกันลิบลับ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว
“เป็นห่วงผมเหรอครับ?” รวิศแกล้งเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาท แววตาส่อประกายท้าทายตามนิสัย
“ผมแค่ไม่อยากแบกศพนักเขียนบทสมองกลับคาโต๊ะทำงานตอนตีสาม” อคิราห์ตอบสวนทันควัน น้ำเสียงเรียบสนิทแต่ใบหูกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด รวิศสังเกตเห็นรอยแดงนั้นชัดเจน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จึงผุดขึ้นที่มุมปาก
“ปากแข็งจริงนะคุณอคิราห์ ระวังเถอะ... สักวันผมจะทำให้ปากแข็งๆ นี่พูดคำว่าคลั่งรักผมออกมาให้ได้”
“ฝันไปเถอะ” อคิราห์หันขวับมามอง สายตาคมกริบประสานเข้ากับนัยน์ตาสีเข้มของรวิศพอดี ระยะห่างระหว่างพวกเขาน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่เจือจางอยู่ในพื้นที่แคบๆ ความเงียบงันเริ่มเปลี่ยนความหมาย มันไม่ใช่ความกดดันจากงานอีกต่อไป แต่เป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ฉุดกระชากสติของคนทั้งคู่ให้จมดิ่งลงไปทีละน้อย
อคิราห์เป็นฝ่ายขยับตัวเข้าใกล้ก่อน โน้มใบหน้าลงมาจนชิดริมฝีปากของรวิศ ดวงตาดุๆ คู่นั้นฉายแววบางอย่างที่รวิศไม่เคยเห็นมาก่อน มันทั้งลึกล้ำ โหยหา และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ถูกเก็บกดไว้มานานแสนนาน
“ถ้าคิดจะลองดีกับผม...” เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมฝีปาก ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนพวงแก้ม “คุณอาจจะไม่ได้กลับบ้านเลยนะคืนนี้ รวิศ”
รวิศกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นโครมครามราวกับจะกระโดดออกมานอกอก กำแพงที่เคยสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองสั่นคลอนอย่างรุนแรงภายใต้สัมผัสทางสายตาที่ร้อนแรงยิ่งกว่าไฟ
ทว่า... ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะได้ขยับเข้าหาเกินกว่าเส้นขนานที่เคยขีดไว้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีมารยาท
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
“ผู้กำกับครับ! แย่แล้วครับ! ไฟล์แบ็กอัพบทละครทั้งหมดในเซิร์ฟเวอร์สำรอง... หายไปอย่างไร้ร่องรอยครับ!”
เสียงตะโกนตื่นตระหนกของทีมงานหนุ่มหน้าตาตื่นที่วิ่งพรวดพลาดเข้ามาโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนจนย่อยยับ อคิราห์ผละตัวออกห่างจากรวิศทันที ใบหน้ากลับคืนสู่ความเย็นชาและเคร่งขรึมราวน้ำแข็งขั้วโลกในเสี้ยววินาที รวิศรีบกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เผลอคลายออกจัดให้เข้าที่ หน้าแดงก่ำด้วยความกระดากอายปนความตกใจกับวิกฤตใหม่ที่ถาโถมเข้ามา
อคิราห์หันขวับไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งดับลง ก่อนจะหันกลับมาสบตากับรวิศด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังขั้นสุด
“ดูท่าทาง... คืนนี้พวกเราไม่ได้นอนกันยาวๆ แล้วล่ะครับ”
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับเคมีที่ไม่มีวันขนานกันของพวกเขานะครับ
ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 9
เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!