กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟดำอราบิก้าคั่วเข้มตีวนอยู่ในโพรงจมูก ทว่ามันกลับไม่สามารถช่วยเจือจางบรรยากาศอึมครึมที่แผ่ปกคลุมห้องประชุมใหญ่ชั้นสิบห้าลงได้เลยแม้แต่น้อย หน้าจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ฉายบทละครฉากสำคัญที่ผ่านการขีดฆ่าและแก้ไขจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ตัวอักษรสีแดงฉานที่ถูกพ่นลงมาผ่านปลายปากกาของผู้กำกับหนุ่ม กลายเป็นเครื่องประหารชีวิตขนาดย่อมที่ทิ่มแทงความภาคภูมิใจของคนเขียนบทจนแทบพรุน
“พล็อตเรื่องกลวงโบ๋ ไดอะล็อกประดิษฐ์ราวกกับละครเวทีโรงเรียนมัธยม และพัฒนาการของตัวละคร... รวิศ คุณใช้สมองส่วนไหนคิดถึงยอมให้ตัวละครนางเอกยอมจำนนต่อผู้ชายเฮงซวยคนนี้อย่างไร้เหตุผลแบบนี้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเย็นชา หากแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งขึ้นสนิมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด อคิราห์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพของร่างโปร่งที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่หน้าจอ
รวิศไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอย่างที่คนอื่นมักเป็นยามโดนผู้กำกับจอมเฮี้ยบสาดคำวิจารณ์ใส่หน้า ตรงกันข้าม... ริมฝีปากบางเฉียบกลับยกยิ้มหยัน ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววท้าทายชัดเจน เขาค่อยๆ ก้าวเท้าช้าๆ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมตัวยาวที่มีร่างสูงใหญ่ของอคิราห์นั่งประจันหน้าอยู่
“ถ้าคุณผู้กำกับจะกรุณาเปิดสมองส่วนที่ใช้ตีความบทละคร มากกว่าเอาแต่วิจารณ์ด้วยอคติส่วนตัว คุณก็น่าจะมองเห็นว่าความ ‘เฮงซวย’ ที่คุณว่า มันคือกระจกสะท้อนความอ่อนแอของมนุษย์” รวิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนพอกัน “หรือว่ามันไปจี้ใจดำอะไรของคุณเข้าล่ะครับ คุณอคิราห์ ถึงได้ร้อนรนจนต้องพยายามรื้อแก้บทฉากนี้ทั้งยวง”
“อคติ?” อคิราห์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ ทว่าเยียบเย็นจนคนฟังรู้สึกสันหลังวาบ “ผมไม่ได้มีอคติกับคุณ รวิศ... ผมแค่ทำหน้าที่สะสางงานขยะที่ไร้ทิศทาง เพื่อไม่ให้มันไปทำลายชื่อเสียงของโปรเจกต์นี้ แค่นั้น”
เพล้ง!
เสียงในใจของทีมงานที่นั่งลุ้นอยู่มุมห้องแทบจะดังออกมาเป็นรูปภาพ รวิศขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน มือเรียวที่ประสานกันไว้ที่หน้าท้องจิกเข้าหากันจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ ความกรุ่นโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาถึงริ้วคอขาวผ่อง แต่แทนที่จะสติหลุดเหมือนเด็กๆ รวิศกลับเลือกที่จะก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะประชุมให้มากกว่าเดิม จนระยะห่างระหว่างเขากับคนตัวโตลดลงเหลือเพียงก้าวเดียว
“งานขยะอย่างที่คุณว่า... ทำรายได้ถล่มทลายมาแล้วสามเรื่องติดนะครับคุณอคิราห์” รวิศโน้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง “จำไม่ได้เหรอครับ หรือความจำสั้นจนลืมไปแล้วว่าบทละครเรื่องล่าสุดที่คุณกวาดรางวัลมาครอง ก็มาจากปลายปากกาของ ‘คนเขียนบทขยะ’ คนนี้แหละ”
อคิราห์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมปลาบไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ห่างกันแค่คืบ กลิ่นกายหอมสะอาดผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่เมนทอลจางๆ ลอยมาแตะจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบที่เขาพยายามกดทับเอาไว้ภายใต้ท่าทีสุขุมเยือกเย็นมาตลอดทั้งวัน
เขารู้ดี... รู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่ารวิศเก่งกาจแค่ไหน รวิศไม่ได้เป็นแค่นักเขียนบทละครมือหนึ่ง แต่ยังเป็นคนเดียวที่สามารถเขียนบทที่เจาะลึกเข้าไปถึงส่วนที่มืดมนที่สุดในจิตใจของเขาได้ และนั่นแหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุด
“ปากเก่งจังนะครับ” อคิราห์กระซิบเสียงต่ำ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างโปร่งมิด สองมือหนาวางทับลงบนขอบโต๊ะ กักตัวรวิศให้อยู่ในอาณาเขตของตนโดยอัตโนมัติ “หวังว่าปากเก่งๆ แบบนี้ จะยังคงพูดจาฉอดๆ ได้แบบนี้จนถึงตอนดึกนะ รวิศ”
คำพูดกำกวมพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายความเจ้าเล่ห์ ทำเอารวิศชะงักไป หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนในห้องทำงานส่วนตัวผุดขึ้นมาในหัว คำกระซิบแผ่วเบาที่บอกว่า *“คืนนี้... เราคงต้องคุยกันยาวกว่านี้แน่”* มันไม่ใช่แค่คำขู่เรื่องงาน แต่มันมีความหมายแอบแฝงที่ทำให้เลือดในกายของนักเขียนบทฝีปากกล้าพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“คุณหมายความว่ายังไง...” รวิศขมวดคิ้วแน่น พยายามดึงสติกลับมาแล้วถอยหลังเว้นระยะห่าง แต่ทว่าอคิราห์กลับก้าวตามมาติดๆ บีบบังคับให้เขาต้องจนมุมชิดกับผนังกระจกใสเบื้องหลัง
“ก็หมายความว่า...” อคิราห์โน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดใบหูขาวสะอาด เสียงทุ้มพร่ากระซิบแผ่วเบาจนมีเพียงแค่เขาสองคนที่ได้ยิน “บทละครที่คุณเขียน มันยังมีจุดที่ต้อง ‘แก้ไข’ อีกเยอะ... และเราสองคน คงต้องใช้เวลาเคลียร์กันยาวๆ แบบตัวต่อตัว จนกว่าคุณจะยอมจำนน”
บรรยากาศในห้องประชุมพลันร้อนระอุขึ้นมาทันที อคิราห์จงใจลดระยะห่างจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอของอีกฝ่าย รวิศเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางตอบโต้ แต่ทว่าสัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วแข็งแกร่งที่เอื้อมมาแตะไล้เบาๆ บริเวณกรอบหน้าของเขากลับทำให้คำพูดทั้งหมดติดอยู่แค่ลำคอ
สัมผัสที่ทั้งคุกคามและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ทำให้รวิศแทบจะลืมวิธีหายใจ กำแพงที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงภายใต้การจู่โจมที่ไร้การตั้งตัวนี้ ดวงตากลมโตตวัดมองผู้กำกับหนุ่มด้วยความไม่พอใจแกมตื่นตระหนก ทว่าก่อนที่รวิศจะได้อ้าปากพ่นคำด่าทอเผ็ดร้อนใส่หน้าคนฉวยโอกาส...
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างของผู้ช่วยผู้กำกับที่ผลักประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นระยะห่างอันตรายและบรรยากาศชวนหายใจไม่ทั่วท้องของคนทั้งคู่เลยแม้แต่นิดเดียว
“พี่ยศ! แย่แล้วครับ... ทางช่องโทรมาแจ้งด่วน ว่านักแสดงนำฝ่ายชายขอถอนตัวจากโปรเจกต์กะทันหัน!”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กันเสมอนะครับ
ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 2
บทละครที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!