"ถ้าโปรเจกต์นี้พัง... ไม่ใช่เพราะบทละครของผมห่วยครับคุณอคิราห์ แต่เป็นเพราะสมองของผู้กำกับที่ไม่ยอมเปิดรับความจริงต่างหาก"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่สิบ ที่ซึ่งกระจกใสบานกว้างสะท้อนภาพตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครยามบ่าย รวิศเหยียดยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองร่างสูงสมส่วนของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัว เขาคือรวิศ นักเขียนบทละครมือหนึ่งผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร และวันนี้เขากำลังนั่งอยู่ต่อหน้าอคิราห์ ผู้กำกับหนุ่มไฟแรงผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี๊ยบ เย็นชา และไร้ความปรานีในกองถ่าย
อคิราห์ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองออกมาทันที ชายหนุ่มเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาสีเข้มคมกริบราวกับสัตว์นักล่าจ้องมองรวิศนิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นซ่อนความรู้สึกมากมายที่ไม่มีใครล่วงรู้ โดยเฉพาะความรู้สึกที่วนเวียนอยู่ในอกมานานหลายปี... ความรู้สึกที่เขาต้องเก็บมันไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น
"ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะครับ..." อคิราห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่นิ่งสนิท สันจมูกโด่งเป็นคมขยับเล็กน้อยยามที่เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ข้อศอกทั้งสองข้างวางประสานกันบนโต๊ะทำงาน "แต่หวังว่าฝีมือของคุณจะคมคายเหมือนคำพูดนะ รวิศ เพราะโปรเจกต์ซีรีส์เรื่องนี้... ผมจะไม่ยอมให้พังเพราะอีโก้ของใครหน้าไหนทั้งนั้น แม้กระทั่งคุณ"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ เขากระแทกแฟ้มบทละครในมือลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น จนทีมงานคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่มุมห้องถึงกับสะดุ้ง
"อีโก้เหรอครับ? คุณต่างหากล่ะที่ยึดติดกับกรอบบ้าๆ จนมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ บทของผมมันสะท้อนความจริงของมนุษย์ แต่คุณอยากได้แค่ภาพสวยๆ ที่กลวงเปล่าเพื่อเอาใจนายทุน!" รวิศโต้กลับทันควัน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันที่อีกฝ่ายเกลียดนักเกลียดหนา แต่กระนั้น หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่ได้สบตากับดวงตาคู่นั้น ใกล้ชิดกันเสียจนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ที่คุ้นเคย... กลิ่นที่เคยทำให้รวิศนอนไม่หลับมาหลายคืนในอดีต
อคิราห์จ้องมองริมฝีปากที่ขยับเถียงฉอดๆ นั้นด้วยความรู้สึกที่ขัดแย้งในใจ ปากร้าย... ดื้อรั้น และไม่เคยยอมแพ้ใครเหมือนเดิม รวิศในความทรงจำของเขากับรวิศในตอนนี้แทบไม่ต่างกันเลย ยกเว้นแต่ว่า... กำแพงที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากอดีต มันดูหนาเตอะเสียจนอคิราห์นึกอยากจะพังมันลงด้วยมือของตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด
"ถ้าบทมันดีจริง ทำไมคุณต้องร้อนตัวขนาดนี้ด้วยล่ะครับ" อคิราห์สวนกลับด้วยน้ำเสียงเยارเย็น ปล่อยหมัดฮุกเบาๆ ที่ทำเอารวิศชะงักไป "หรือว่าลึกๆ แล้ว... คุณกลัวว่าผู้กำกับคนนี้จะขยี้งานของคุณจนไม่เหลือชิ้นดีกันแน่"
"ผมเนี่ยนะกลัวคุณ?" รวิศแค่นเสียงหัวเราะในลำคออีกครั้ง ทว่าแววตาไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาทีจนจับสังเกตได้ เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโน้มตัวเข้าหาอคิราห์ ปลายจมูกแทบจะชนกันหากไม่อดกลั้นไว้ "ฝันไปเถอะครับคุณอคิราห์ คนอย่างรวิศไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น... โดยเฉพาะคุณ!"
บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดจนแทบจะตัด Senses ได้ ทีมงานต่างพากันกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะรู้ดีว่าเสือสองตัวมาอยู่ถ้ำเดียวกันย่อมไม่มีทางสงบสุข แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้สงครามประสาทที่ดุเดือดนี้ หัวใจของอคิราห์กลับเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมานอกอกยามที่กลิ่นกายหอมละมุนของคนตรงหน้าลอยมาแตะจมูก
อคิราห์เงยหน้าขึ้นสบตากับรวิศ ระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ใกล้กันเพียงคืบทำให้เขามองเห็นแพขนตางอนและนัยน์ตาที่ฉายแววท้าทายอย่างชัดเจน ความรู้สึกอยากจะดึงร่างบางเข้ามากอดให้หายคิดถึงแล่นพล่านอยู่ในอก แต่เขากลับเลือกที่จะซ่อนมันไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยตามเคย
"งั้นก็พิสูจน์ให้ผมเห็นสิครับ..." อคิราห์กระซิบด้วยเสียงทุ้มต่ำพร่าเลือน ชิดริมฝีปากของรวิศจนอีกฝ่ายผะแผ่วถอยหลังไปนิดด้วยความตกใจ "ทำให้ผมเห็นว่าคุณแน่จริง ไม่ใช่ดีแต่พูด..."
รวิศเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขากำลังจะอ้าปากสวนกลับเพื่อรักษาฟอร์ม แต่ทว่า...
*ก๊อกๆๆ!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดในห้อง ก่อนที่บานประตูไม้สีเข้มจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายผลิต พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง
"ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับคุณอคิราห์ คุณรวิศ... พอดีมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับงบประมาณและการถ่ายทำที่กองถ่ายภาคเหนือ..."
รวิศสะดุ้ง รีบผละตัวออกจากอคิราห์ทันทีเพื่อจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อหันไปสบตากับผู้มาใหม่ แต่ทว่าก่อนที่เขาจะได้ตั้งสติ อคิราห์ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้กลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น รั้งไม่ให้เขาถอยหนีไปไหน
อคิราห์ช้อนตาขึ้นมองรวิศด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม... มันไม่ใช่สายตาเย็นชาอีกต่อไป แต่เป็นประกายความดุดันและคาดคั้นบางอย่างที่ทำให้รวิศหายใจสะดุด
"ยังคุยกันไม่จบเลยครับรวิศ..." อคิราห์กระซิบเบาๆ ให้อีกฝ่ายได้ยินเพียงสองคน "คืนนี้... เราคงต้องคุยกันยาวกว่านี้แน่"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับตัวอักษรของผม หวังว่าจะสนุกกับบทนี้นะครับ
ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 1
ยินดีที่ได้รู้จัก...อีกครั้ง
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!