"ถ้าคุณคิดว่าตัวละครนี้มีดีแค่หน้าตาและบทพูดน้ำเน่า ผมแนะนำให้เอาสคริปต์นี้ไปเผาทิ้งแล้วเขียนใหม่ซะ รวิศ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย็นชาจนติดจะดูแคลนดังขึ้นกลางห้องประชุมสตูดิโอ อคิราห์นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะกระจกตัวยาว แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองกระดาษปึกหนาในมือราวกับมันเป็นเศษกระดาษไร้ค่า ทั้งที่นั่นคือหยาดเหงื่อและความตั้งใจตลอดสามคืนที่ผ่านมาของคนตัวบาง
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตฉายแววพยศอย่างไม่คิดจะยอมก้มหัวให้ ร่างเพรียวขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเรียวกระชากแฟ้มเอกสารบนโต๊ะกลับมาอย่างแรงจนกระดาษกระจัดกระจาย
"ถ้าตาคุณไม่ได้ฝ้าฟางจนเกินไป ผู้กำกับอคิราห์ กรุณาใช้สมองซีกซ้ายและขวาตรองดูให้ดีว่าไดอะล็อกที่ผมเขียน มันสะท้อนมิติของมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์ท่องบทแบบที่คุณชอบ!" รวิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่อาบน้ำผึ้ง
บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทีมงานคนอื่นๆ ต่างพากันก้มหน้ามองโต๊ะ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เมื่อสองตัวพ่อแห่งวงการซีรีส์เปิดศึกปะทะคารมกันอีกแล้ว
อคิราห์ชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกริบไหววับเป็นประกายประหลาดที่รวิศไม่มีทางสังเกตเห็น ความจริงแล้ว... บทละครที่อีกฝ่ายเขียนมันสมบูรณ์แบบจนแทบไม่มีที่ติ ทว่าความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวอักษรเหล่านั้นต่างหากที่ทำให้อคิราห์ต้องหาเรื่อง "ติ" เพื่อผลักดันให้รวิศแสดงศักยภาพออกมาให้สุดขีด โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามาตรฐานที่เขายกขึ้นสูงลิ่วนั้น มันกำลังสร้างกำแพงความอึดอัดระหว่างกันให้หนาเตอะขึ้นทุกที
"มนุษย์ที่คุณว่า... มันอ่อนแอเกินกว่าจะเอาตัวรอดในสังคมดาร์กๆ แบบนี้" อคิราห์วางเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดัง ปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบและเย็นชาขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะยามได้สบตากับความดื้อรั้นในดวงตาคู่นั้น "ผมต้องการความสมจริง ไม่ใช่นิยายรักวัยรุ่นเพ้อฝัน ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ คุณก็ควรพิจารณาตัวเองซะ"
"หึ พิจารณาตัวเองงั้นเหรอ?" รวิศก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของอีกฝ่าย ปลายจมูกเชิดขึ้นอย่างถือดี "จำเอาไว้ องก์หน้าผมจะเขียนบทที่ทำให้คุณต้องกลืนคำพูดตัวเองลงคอ แล้วถึงตอนนั้น... อย่ามาขอร้องผมก็แล้วกัน"
รวิศหมุนตัวกลับทันทีด้วยความหงุดหงิดเต็มประดา ขายาวก้าวฉับๆ ไปที่ประตูห้องประชุมโดยไม่คิดจะหันกลับมามองแววตาที่เปลี่ยนเป็นอ่อนแสงลงในเสี้ยววินาทีของคนที่นั่งอยู่เบื้องหลัง
อคิราห์มองตามแผ่นหลังบางที่เดินหายลับไปพร้อมกับเสียงปิดประตูดดังกึกก้อง ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ มือหนายกขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน ปากก็บอกว่าเกลียดความดื้อรั้นนั่นนักหนา แต่ทำไมหัวใจเจ้ากรรมถึงได้เต้นแรงทุกครั้งที่ได้ต่อปากต่อคำกับเจ้าตัวแสบกันนะ
รวิศเดินฮึดฮัดออกมาตามทางเดินยาวของตึกโปรดักชัน มือเรียวควโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ แต่ยังไม่ทันจะได้กดโทรหาใคร เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับน้ำเสียงคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
"อ้าว รวิศ ทางสะดวกไหมครับเนี่ย หน้าบึ้งเชียว โดนผู้กำกับสุดโหดเฉ่งมาอีกแล้วล่ะสิ"
รวิศชะงัก หันไปมองต้นเสียงก่อนจะพบกับ "ธนา" รุ่นพี่นักแสดงหนุ่มชื่อดังที่กำลังส่งยิ้มพราวเสน่ห์มาให้ ดวงตาคมกวาดมองสำรวจรวิศด้วยความห่วงใยที่เปิดเผยเกินกว่าปกติ
"ก็คนมันไร้เหตุผลนี่ครับพี่ธนา" รวิศถอนหายใจยาว ยอมผ่อนคลายสีหน้าลงบ้างเมื่ออยู่ต่อหน้ารุ่นพี่ที่สนิท "ทำ10 ครั้ง ติ10 ครั้ง มาตรฐานสูงกว่าเทือกเขาหิมาลัยอีกมั้งนั่น"
"ฮ่าๆ งั้นไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า เผื่ออารมณ์จะดีขึ้น พี่เลี้ยงเอง ถือเป็นการปลอบใจคนเก่ง" ธนาว่าพลางเอื้อมมือหมายจะแตะลงบนไหล่บางอย่างสนิทสนม
ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของธนาจะทันได้สัมผัสโดนตัวรวิศ ประตูห้องประชุมที่ปิดสนิทไปเมื่อครู่ก็เปิดผางออกมาด้วยแรงอารมณ์ ร่างสูงใหญ่ของอคิราห์ก้าวออกมาด้วยใบหน้าเรียบสนิทที่แผ่รังสีความเย็นชาออกมารอบตัว
ดวงตาคมกริบของอคิราห์กวาดมองภาพตรงหน้า ภาพที่ธนากำลังยืนประชิดตัวรวิศและส่งยิ้มหวานหยดให้
บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา อคิราห์ก้าวเข้ามายืนคั่นกลางระหว่างทั้งสองคนด้วยท่าทีนิ่งขรึมแต่น่าเกรงขาม รวิศสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกแรงดึงจากมือหนาที่คว้าหมับเข้าที่ข้อศอกเรียวให้ถอยหลังไปอยู่ด้านหลังของเขาโดยอัตโนมัติ
"ขอโทษนะครับ..." อคิราห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลึกที่กดต่ำจนน่ากลัว ดวงตาสีเข้มจ้องมองธนากลับนิ่งสนิท "เวลางานยังไม่เลิก รวิศยังต้องอยู่แก้สคริปต์ต่อให้เสร็จ... กับผม"
ธนายิ้มเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อเจอสายตาดุดันคู่นั้นมองมา แต่รวิศนี่สิ... ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ รีบสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมทันที
"ผมจะไปไหน ทำอะไร มันสิทธิ์ของผม คุณอคิราห์ไม่มีสิทธิ์มา..."
"ผมมีสิทธิ์" อคิราห์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังจนรวิศชะงักงัน "เพราะถ้าสคริปต์พัง งานผมก็พัง และคุณ... ในฐานะคนเขียนบท ไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าผมจะอนุญาต"
พูดจบ อคิราห์ก็คว้าข้อมือบางแล้วออกแรงดึงให้เดินตามกลับเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของเขาทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้รวิศได้อ้าปากเถียงแม้แต่คำเดียว ประตูห้องปิดล็อกลงด้วยเสียงคลิกเบาๆ ที่ดังสะท้อนก้องในความเงียบ และก่อนที่รวิศจะทันได้เหวี่ยงใส่ อคิราห์ก็ดันร่างบางจนแผ่นหลังแนบชิดกับบานประตู ปิดกั้นทางหนีด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้างที่กักตัวเขาไว้ตรงกลาง
ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ถึงความปั่นป่วนในอก อคิราห์ก้มหน้าลงมองคนปากเก่งที่ตอนนี้เม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนจนแต้ม
"มองหน้าผมทำไม..." รวิศกระซิบเสียงสั่น พยายามเบือนหน้าหนีสายตาร้อนแรงที่กำลังแผดเผาหัวใจ
"ก็มองคนที่ชอบทำให้หึง... เอ๊ย... ทำให้โมโหอยู่ไงครับ" อคิราห์เผลอหลุดปากพูดประโยคอันตรายออกมาด้วยความลืมตัว ดวงตาคมกริบเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
รวิศชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบ ดวงตากลมโตหันกลับมาจ้องเป๋งด้วยความตกตะลึงระคนไม่เชื่อหูตัวเอง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามและสนับสนุน "เมทริกซ์ซีโร่" เสมอมานะครับ
ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง•ตอนที่ 4
รอยร้าวที่ยังไม่ประสาน
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปากดีที่หนึ่ง แต่ถึงใจที่สอง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!