กลิ่นอายของความหวังดีที่เจือด้วยเศษเสี้ยวความสำนึกผิด มันช่างไร้ค่าในสายตาของคนที่เคยถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดีค่ะ
เอกสารกองโตนับสิบฉบับถูกวางลงบนโต๊ะไม้เนื้อดีในห้องทำงานขนาดกะทัดรัดของสำนักงานกฎหมาย รินรดามองมันด้วยหางตา รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด ผู้ชายคนนั้น... ธันวา ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด เขายังคงคิดว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ หรืออำนาจในมือของเขา สามารถซื้อความสงบสุข หรือแม้แต่ซื้อความรู้สึกผิดบาปที่เขาได้กระทำไว้กับเธอและลูกได้เสมอ
"คุณธันวาส่งทั้งหมดนี้มาให้คุณรินรดาค่ะ... เขาบอกว่านี่คือสิ่งที่คุณควรจะได้รับตั้งแต่ออกจากบ้านหลังนั้น" ทนายความหนุ่มรุ่นพี่เอ่ยขึ้นด้วยความเห็นอกเห็นใจ พร้อมกับเลื่อนแฟ้มข้อเสนอการเยียวยาและบ้านพักตากอากาศราคาแพงมาตรงหน้า
รินรดายกมือขึ้นปฏิเสธอย่างนิ่มนวล แต่แววตาที่มองตรงไปข้างหน้ากลับแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ เพื่อกลืนความขื่นขมที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอ ก่อนจะวางมันลงกระทบจานรองเสียงดัง "เคร้ง" เบาๆ แต่บาดลึกในความเงียบ
"เก็บมันกลับไปค่ะคุณทนาย... บอกเขาด้วยว่า ของทานเหลือเดนจากคนที่เคยผลักไสไล่ส่งฉันกับลูกอย่างไร้เยื่อใย รินรดาคนนี้ต่อให้ต้องอดตายข้างถนน ก็ไม่มีวันก้มหัวรับมันเด็ดขาด"
น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทนายความหนุ่มถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าผ่านอะไรมาบ้าง รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมให้ใครมารังแกหรือหยิบยื่นความสงสารให้เหมือนในอดีตอีกแล้ว เธอคือแม่ผู้ปกป้องลูกน้อยด้วยชีวิต และกำแพงในใจของเธอก็สูงชันเกินกว่าที่ใครหน้าไหนจะปีนป่ายเข้ามาได้
ในขณะเดียวกัน ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ใจกลางเมือง ธันวากำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสด้วยความกระวนกระวายใจ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนขอบหน้าต่างเป็นจังหวะรัวบ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในอก รายงานจากคนสนิทเพิ่งส่งตรงมาถึงมือ—รินรดาปฏิเสธความช่วยเหลือทุกอย่าง ปฏิเสธแม้กระทั่งเงินสนับสนุนการศึกษาของน้องธีร์ที่เขาตั้งใจมอบให้อย่างลับๆ
"ปฏิเสธงั้นเหรอ..." ธันวาพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด มันไม่ใช่ความโกรธ แต่มันคือความเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากกลางใจ ยิ่งเธอปฏิเสธเขามากเท่าไหร่ มันยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่มีค่าอะไรในสายตาเธอเลยแม้แต่น้อย
ร่างสูงหมุนตัวกลับด้วยความหงุดหงิด ก้าวเท้าฉับๆ ออกจากห้องทำงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เขาหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด เขาทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ภาพรอยยิ้มของเด็กชายวัยสี่ขวบที่หน้าตาถอดแบบมาจากเขาพิมพ์พาย ยิ่งทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อที่เพิ่งตื่นจากความหลงผิดร้อนรุ่มราวกับมีไฟสุม
ทางด้านรินรดา หลังจากที่จัดการเรื่องเอกสารปฏิเสธความช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอก็รีบเดินทางมารับน้องธีร์ที่โรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศยามเย็นเริ่มโพล้เพล้ ลมพัดพาเอาความเย็นยะเยือกเข้ามาทักทาย แต่มันก็ยังไม่หนาวเหน็บเท่ากับสายตาคมกริบของใครบางคนที่ยืนดักรอเธออยู่ตรงมุมตึกของโรงเรียน
"คุณแม่ครับ! วันนี้คุณครูชมผมด้วยนะว่าระบายสีไม่เลอะขอบเลย" เสียงใสๆ ของน้องธีร์ดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งเข้ามาโอบกอดขาแม่แน่น รินรดาย่อตัวลงลูบผมนุ่มของลูกชายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่ทำให้เธอมีแรงก้าวเดินต่อ
แต่ทว่า... รอยยิ้มนั้นกลับต้องค้างเติ่ง เมื่อเงาร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอและลูก
"ริน..."
เสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครือเล็กน้อยเอ่ยเรียกชื่อเธอ ธันวาก้มมองเด็กชายตัวน้อยที่ซุกตัวอยู่ข้างกายอดีตภรรยา ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเมื่อความจริงที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดถูกเปิดเผยต่อหน้า
ใบหน้านั้น... ดวงตากลมโตคู่นั้น... และจมูกรั้นๆ นั่น... ถอดแบบมาจากเขาทุกกระเบียดนิ้วโดยไม่มีผิดเพี้ยน!
น้องธีร์เงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้าด้วยความสงสัย ก่อนจะเอียงคอมองอย่างน่ารักแล้วเอ่ยถามเสียงใสออกมาราวกับมีดกรีดใจธันวา
"คุณลุงคนนี้... ทำไมหน้าตาเหมือนคุณพ่อในรูปถ่ายที่แม่เก็บไว้ในลิ้นชักเลยล่ะครับ?"
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ,
กระจกเงาสะท้อนใจ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 23
กำแพงที่สูงชัน
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!