"ถ้าคุณพ่อไม่ยอมซื้อหุ่นยนต์แปลงร่างให้ธีร์วันนี้ ธีร์จะบอกคุณแม่ว่าคุณพ่อแอบดุธีร์เรื่องกินไอศกรีม แถมยังทำหน้ายักษ์ใส่ด้วย!"
น้ำเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยออกมาอย่างฉลาดแกมโกงนั้น... ทำให้ธันวาถึงกับชะงักมือที่กำลังถือเอกสารสำคัญในห้องรับรองพิเศษของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ดวงตาคมกริบที่เคยตวัดมองใครก็ทำให้คนผู้นั้นสั่นกลัว บัดนี้กลับเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกประหลาดที่แล่นริ้วขึ้นมากลางอก รินรดาลูกไม้ใต้ต้นคนนี้ไม่ได้มีแค่ใบหน้าถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียวกันเท่านั้น แต่กระทั่งสันดานความเจ้าเล่ห์ การใช้เล่ห์เหลี่ยมเจรจาต่อรองเพื่อกดดันคู่สนทนาให้จนมุม... มันช่างเหมือนกับภาพสะท้อนของธันวาในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
ธันวาวางเอกสารลงบนโต๊ะกระจก เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวเรียบดังขึ้นเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของเด็กชายวัยสี่ขวบที่กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าชูตาอยู่เบื้องหน้าได้ทันที
"เด็กแสบ..." ธันวาพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันมีความระอาปนอยู่กับความเอ็นดูอย่างประหลาด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีให้เด็กคนไหนบนโลกใบนี้ ยกเว้นก็แต่... เจ้าตัวเล็กนี่ ที่เลือดในกายครึ่งหนึ่งไหลเวียนมาจากเขาและรินรดา
"ธีร์ไม่ได้แสบนะครับ... เอ๊ย ไม่ใช่!" เด็กน้อยสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่ผู้เป็นแม่คอยพร่ำสอนว่าห้ามใช้ตามอำเภอใจ ดวงตากลมโตฉายแววไหวระริกก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉย เลียนแบบท่าทีเย็นชาไร้ความรู้สึกที่เคยเห็นธันวาทำใส่ผู้คนบ่อยๆ "ธีร์หมายความว่า... ถ้าคุณอาไม่ยอมตามใจ ธีร์ก็จะฟ้องคุณแม่จริงๆ ด้วยนะ คุณแม่ดุยิ่งกว่าเสือดาวซะอีก"
ภาพนั้นทำให้ธันวาเผลอยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว รอยยิ้มที่แทบไม่มีใครเคยได้เห็นนอกจากเอกสารทางธุรกิจนับพันล้าน แต่วันนี้มันกลับถูกกระชากออกมาให้เด็กชายตัวจิ๋วผู้เป็นพยานรักที่เขาเคยผลักไสอย่างไร้เยื่อใยเป็นคนทวงคืน
ในอดีต ธันวาเคยเป็นผู้ชายที่โง่เขลาที่สุดในโลก เขาเคยคิดว่าความสำเร็จและเม็ดเงินคือกุญแจสำคัญที่สุดของชีวิต เขาเคยเพิกเฉยต่อคราบน้ำตาของรินรดา เคยปล่อยให้เธอนอนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่หนาวเหน็บ และเคยเอ่ยปากไล่เธอให้ออกไปจากชีวิตโดยไม่รู้เลยว่า เธอกำลังอุ้มท้องสายเลือดของเขาไว้ในยามที่ร่างและใจแหลกสลาย
และตอนนี้... เมื่อเขามองเห็นเงาของตัวเองในวัยเด็กซ้อนทับอยู่บนร่างเล็กๆ ของน้องธีร์ ความเจ็บปวดเสียใจก็พวยพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอราวกับมีใครเอามือมาบีบ
กรรมตามสนอง... ช่างเป็นคำที่รวดเร็วและสาสมเหลือเกิน
"แล้วถ้าฉันไม่ยอมซื้อให้ล่ะ เธอจะทำยังไง?" ธันวาแกล้งย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กชาย ดวงตาสีเข้มจ้องมองใบหน้านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ทุกสัดส่วน ทุกรอยย่นบนหน้าผากยามที่เจ้าตัวเล็กใช้ความคิด ช่างเหมือนกระจกเงาที่สะท้อนอดีตอันน่ารังเกียจของเขาออกมาได้อย่างชัดเจน
น้องธีร์หรี่ตามองเขาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะกอดอกแน่นขึ้นกว่าเดิม "คุณอาก็จะพลาดโอกาสสำคัญในการทำคะแนนไงครับ... คุณแม่บอกว่า คนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ จะไม่มีวันได้ยืนอยู่ข้างๆ คนเก่งหรอกนะ!"
คำพูดผู้ใหญ่ในร่างเด็กนั้นทำให้ธันวาถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะหยัน แต่เป็นความขบขันที่เจือความขมขื่นอย่างล้ำลึก เด็กคนนี้ฉลาดเกินวัย และความฉลาดนี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากรินรดา ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอจนบดขยี้ได้ตามใจชอบ แต่กลับลุกขึ้นมาตบหน้าเขาด้วยความเข้มแข็งจนเขาแทบไม่มีแผ่นดินจะยืน
"แล้วถ้าฉันบอกว่า ฉันไม่อยากเป็นแค่คนยืนอยู่ข้างๆ ล่ะ..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมกราบทอดมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ถอดแบบมาจากอดีตภรรยา "แต่ฉันอยากเป็นเจ้าของ..."
"คุณอาพูดอะไรแปลกๆ ธีร์ไม่เข้าใจหรอกนะ!" เด็กชายสะบัดหน้าหนีอย่างรั้นๆ ก่อนจะเบนสายตาไปทางประตูห้องรับรองที่เพิ่งเปิดออก "คุณแม่มาแล้ว!"
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ทันทีที่ร่างระหงในชุดเดรสทำงานสีพื้นเรียบแต่ทรงพลังก้าวเข้ามาในห้อง รินรดายืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตู ดวงตาคู่คมกริบที่เคยมีแต่ความเจ็บปวดและหวาดกลัวในอดีต บัดนี้กลับเรียบนิ่ง เย็นชา และแข็งแกร่งราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันทลายลงได้
รินรดากวาดสายตามองภาพตรงหน้า... ธันวากำลังคุกเข่าอยู่เบื้องLหน้าลูกชายของเธอ โดยมีระยะห่างระหว่างกันไม่ถึงคืบ รัศมีบางอย่างที่คุ้นเคยระหว่างพ่อลูกพวยพุ่งออกมาจนเธอต้องกำมือแน่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
"น้องธีร์... มาหาแม่ค่ะลูก" เสียงหวานกังวานแต่ราบเรียบเอ่ยเรียกบุตรชาย
เด็กน้อยรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กไปหลบอยู่ด้านหลังขาเรียวของมารดา พร้อมกับโผล่หน้าออกมาแลบลิ้นใส่ธันวาเล็กน้อยตามประสาเด็กแสบ ซึ่งกิริยานั้น... ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า ต่อให้ธันวาจะปฏิเสธอย่างไร DNA ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเด็กคนนี้ก็ไม่มีวันโกหกใครได้
ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาคมกราบประสานเข้ากับดวงตาคู่สวยของอดีตภรรยา ความรู้สึกหลากหลายโถมทับเข้ามาในอก ทั้งความคิดถึง ความรู้สึกผิด และความปรารถนาที่จะทวงคืนครอบครัวที่เขาเคยทำลายด้วยมือของตัวเอง
"ริน..." เขาเอ่ยชื่อนั้นออกมาแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำลายความเงียบงันระหว่างกัน
"คุณธันวา กรุณาเรียกฉันว่าคุณรินดา หรือไม่ก็ไม่ต้องเรียกเลยจะดีกว่าค่ะ" รินรดาตัดบทด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ เธอเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกชายเบาๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบสั่งบางอย่างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แตกต่างจากตอนพูดกับเขาลิบลับ "ไปรอคุณน้าที่รถก่อนนะคะคนดี เดี๋ยวแม่คุยธุระกับ 'แขก' คนนี้เสร็จตามไปค่ะ"
"ครับคุณแม่" น้องธีร์พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเหลือบตามองธันวาด้วยแววตารู้ทัน แล้วจึงเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองคนเผชิญหน้ากันในความเงียบที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อประตูปิดลง รินรดาก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตสามี แววตาของเธอไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึกยิ่งกว่าความโกรธเกลียด
"คุณต้องการอะไรอีก ธันวา" รินรดาเปิดฉากพูดตรงประเด็น น้ำเสียงเรียบสนิทแต่ทรงพลัง "คุณตามรังควานเราแม่ลูกมามากพอแล้วนะ เงินที่คุณพยายามส่งมาผ่านทางทนาย ฉันส่งคืนกลับไปหมดแล้ว และคิดว่าน่าจะถึงมือคุณนานแล้วด้วย"
"ฉันไม่ได้ต้องการส่งเงินให้เธอริน..." ธันวาก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธอทีละก้าว ราวกับนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม แต่รินรดากลับไม่ถอยหลังหนีแม้แต่ก้าวเดียว เธอยืนหยัดเผชิญหน้ากับเขาด้วยความมั่น
"แต่ฉันต้องการตัวเธอ... และลูก"
รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา "คุณพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง หน้าไม่อายเอาเสียเลยนะธันวา วันที่คุณไล่ฉันออกจากบ้าน วันที่คุณบอกว่าฉันเป็นแค่ภรรยาไร้ค่าที่คุณแต่งงานด้วยเพราะคำสั่งของผู้ใหญ่... คุณลืมมันไปหมดแล้วหรือไง?"
"ฉันจำได้..." ธันวาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างกันใกล้เสียจนรินรดาสามารถได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เธอเคยเกลียดชังในอดีต "ฉันจำได้ทุกอย่าง... และเพราะฉันจำได้ ฉันถึงต้องกลับมาแก้ไขมัน ฉันรู้ว่าฉันมันเลว ฉันรู้ว่าฉันทำร้ายเธอไว้มากแค่ไหน แต่ริน... ให้โอกาสฉันได้ชดใช้เถอะนะ"
รินรดานิ่งเงไปครู่หนึ่ง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มที่เคยเย่อหยิ่งที่สุดในปฐพี แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความร้าวรานและความเวทนาตัวเอง
มือเรียวยกขึ้นจัดเสื้อคลุมของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนที่มุมปากสวยจะเหยียด
"ชดใช้เหรอ?" รินรดาเอ่ยทวนคำ เสียงของเธอนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนจนคนฟังต้องสะท้าน "คุณไม่มีวันชดใช้สิ่งที่ทำกับฉันได้หหมดหรอกธันวา เพราะความเจ็บปวดที่คุณมอบให้ มันตายไปแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีวันลบเลือน"
เธอเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปผลักอกเขาเบาๆ ให้ถอยห่างออกไป
"และที่สำคัญที่สุด... ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอกนะธันวา..." รินรดาแย้มยิ้มหยันที่มุมปาก แววตาส่อประกายความเหนือกว่าอย่างชัดเจน "ลูกของฉัน ฉันเลี้ยงมาด้วยลำแข้งของฉันเอง สอนให้เข้มแข็ง สอนให้ฉลาด และสอนให้รู้ว่าผู้ชายแบบไหนที่ 'ไม่ควรค่า' จะเอาเยี่ยงอย่าง..."
ธันวาชะงักกึก หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวบางอย่างที่กำลังจะถูกเปิดเผย
"หมายความว่ายังไง..." เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด
รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคพิพากษาที่ทำเอาธันวารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระบาล
"หมายความว่า... ฉันเพิ่งสอนให้น้องธีร์เกลียดผู้ชายที่เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่ง และไร้หัวใจอย่าง 'พ่อแท้ๆ' ของเขาไปเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ... และต่อให้คุณจะพยายามพลิกแผ่นดินตามหาเรามากแค่ไหน ลูกของฉัน ก็จะไม่มีวันเรียกคุณว่า 'พ่อ' แม้แต่ครั้งเดียว!"
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ,
กระจกเงาสะท้อนใจ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 24
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!