หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 12

เส้นขนานที่เริ่มบรรจบ

ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
กลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งขาดเม็ดในยามบ่ายผสมผสานกับควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์บนถนนสายหลักของจังหวัดหัวเมืองรอง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกห่างไกลจากความหรูหราฟู่ฟ่าของเมืองหลวงที่ธันวาคุ้นเคยเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกใสของร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง สายตาคมกริบภายใต้กรอบหน้าอันเย่อหยิ่งทอดมองออกไปเบื้องนอกด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความเหนื่อยอ่อนและความกระวนกระวายใจที่เขาพยายามกดทับมันไว้ตลอดการเดินทางหลายร้อยกิโลเมตร "เรามีเรื่องต้องคุยกัน... รินรดา" ประโยคสั้นๆ ที่เขาส่งไปทางข้อความเมื่อคืนยังคงค้างคาอยู่ในความรู้สึก ไร้ซึ่งการตอบกลับ ไร้ซึ่งสัญญาณชีพใดๆ จากปลายทาง ราวกับว่าผู้หญิงคนนั้นได้หายตัวไปจากสารบบโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ธันวาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไหล่ง่ายๆ ในเมื่อธุรกิจนับหมื่นล้านเขายังพลิกฟื้นขึ้นมาได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เคยอยู่ใต้เงาของเขาคนเดียว เหตุใดเขาจะตามหาตัวไม่ได้ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เบาๆ เป็นจังหวะ หัวสมองของนักธุรกิจหนุ่มกำลังคำนวณทุกความเป็นไปได้ รินรดาไม่มีเงินเก็บมากพอที่จะหลบหนีไปตั้งรกรากในที่ไกลโพ้นได้ตามลำพังแน่ เว้นแต่ว่า... เธอจะมีใครบางคนคอยช่วยเหลือ หรือไม่ก็... สิ่งที่เขาพบเจอในเอกสารใบนั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน มันคือความจริงที่น่าตกใจที่สุดในชีวิต ความคิดของเขาถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบัน เมื่อเสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งเหนือประตูร้านกาแฟดังขึ้น พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ผลักประตูเข้ามาเพื่อหลบละอองฝนที่โปรยปรายลงมาอีกระลอก รินรดาในยามนี้ไม่ได้ดูอ่อนแอและเปราะบางเหมือนวันที่เดินหอบกระเป๋าออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของเขาเมื่อหลายปีก่อนอีกต่อไปแล้ว เสื้อผ้าเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอางหนาเตอะ หากแต่เปล่งประกายความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่สวยที่เคยมีแต่หยาดน้ำตา ความเปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้หัวใจของธันวากระตุกวูบอย่างรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว เขาลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ ก้าวเท้าเข้าไปขวางทางเดินของเธออย่างจงใจ "เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันให้จบ ริน" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่เคยใช้สยบคนมานับ รินรดาหยุดชะงัก ดวงตากลมโตคู่เดิมตวัดขึ้นมองหน้าเขา ชั่วขณะหนึ่งธันวาเห็นความตกใจไหวระริกอยู่ในดวงคู่นั้น ก่อนที่มันจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและกำแพงน้ำแข็งที่หนาทึบยิ่งกว่าเดิม "ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะต้องคุยกับคุณค่ะ คุณธันวา" น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวหรือความโกรธเกรี้ยวหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง "ทางของเรามันขาดกันตั้งแต่วันที่เราเซ็นใบหย่าแล้วไม่ใช่หรือคะ หรือว่าทนายความของคุณไม่ได้อธิบายความหมายของคำว่า 'สิ้นสุด' ให้ฟังอย่างละเอียดพอ" "ใบหย่าเหรอ?" ธันวาแค่นAยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา "เธอคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวมันจะลบทุกอย่างระหว่างเราได้จริงๆ งั้นเหรอ รินรดา? เธอหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้... คิดว่าฉันจะตามหาเธอไม่พบหรือไง" "ฉันไม่ได้หนีค่ะ ฉันแค่ถอยออกมาจากนรกที่คุณสร้างให้" รินรดาเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอย่างไม่เกรงกลัว มือเรียวที่กำสายกระเป๋าแน่นจนข้อต่องอขาวแสดงออกถึงความตึงเครียดภายใน "ชีวิตของฉันตอนนี้มีความสุขดี และมันไม่มีพื้นที่เหลือให้ผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างคุณอีกแล้ว ได้โปรด... กลับกรุงเทพฯ ไปเสียเถอะค่ะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตเราสองแม่ลูกเลย" คำว่า "สองแม่ลูก" กระแทกเข้ากลางใจของธันวาเข้าอย่างจัง เขาพยายามจะก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอเพื่อบังคับให้เธอพูดความจริงทั้งหมดออกมา แต่ทว่า... จังหวะนั้นเอง เสียงเล็กใสราวกับระฆังแก้วก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของรินรดา "คุณแม่ครับ... ฝนหยุดตกแล้ว เราไปซื้อไอศกรีมกันได้หรือยังครับ" ธันวารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ร่างสูงใหญ่ชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกะทันหัน สายตาของเขาค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงผ่านร่างของรินรดาไปยังเด็กชายตัวเล็กวัยราวๆ สี่ขวบที่กำลังยืนหลบอยู่หลังชายกระโปรงของมารดา ดวงตากลมโตคู่นั้น จมูกโด่งรั้น โครงหน้าที่ถอดแบบมาจากเขาราวกับส่องกระจก... แม้กระทั่งท่าทางการเอียงคอมองอย่างสงสัย นั่นมันเงาสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน! รินรดารีบดึงตัวลูกชายเข้ามาชิดอก ใบซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นสายตาของธันวาที่กำลังจ้องมองเด็กชายราวกับคนเสียสติ ธันวาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความจริงที่ถูกปิดบังไว้พรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองราวกับคลื่นยักษ์... เด็กคนนี้คือลูกของเขา ลูกชายที่เขาเคยปัดตกความสำคัญ ลูกชายที่เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าลืมตาดูโลกมาได้อย่างไร ริมฝีปากหยักลึกสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อเขาพยายามจะเปล่งเสียงออกมา "นี่... นี่คือ..." "ใช่ค่ะ..." รินรดากล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยว แววตาดุดันฉายชัดถึงความปกป้อง "และต่อให้คุณจะฉลาดแค่ไหน หรือมีเงินทองมากมายล้นฟ้าแค่ไหน จำใส่สมองของคุณเอาไว้เลยนะคะคุณธันวา..." เธอก้มลงมองหน้าลูกชายสุดที่รัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีสามีด้วยแววตาที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึกผิดบาปทั้งหมดในอดีต "...หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%