รอยเท้าบนพื้นทรายเปียกชื้นหลังฝนซาไม่ได้เป็นเพียงแค่หลักฐานของการเคลื่อนไหว แต่มันคือเส้นทางที่อดีตใช้ตามล่ารินรดาอย่างไม่ลดละ
กลิ่นอายของความหวาดระแวงลอยอวลอยู่ในห้องพักขนาดกะทัดรัดริมชายทะเล เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งด้านนอกเปรียบเสมือนเสียงนาฬิกับомที่กำลังนับถอยหลังสู่การเผชิญหน้าที่เธอพยายามหลบหนีมาตลอดสี่ปีเต็ม รินรดากำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด หน้าจอสว่างวาบด้วยข้อความแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดหน้าร้านกาแฟที่เธอเพิ่งแวะไปเมื่อช่วงบ่าย ปรากฏภาพเงาร่างคุ้นตาของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยืนถามหาหญิงสาวเจ้าของร้านกาแฟแห่งนั้น... ธันวา ไม่ได้มาเล่นๆ และเขาไม่ได้มาเพื่อขอร้อง เขากำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เธอกับลูกทุกที
"แม่จ๋า... น้องธีร์หิวแล้วครับ"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยสี่ขวบดังขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาสสะดุ้งเฮือกเล็กน้อย รีบซ่อนความตื่นตระหนกไว้ภายใต้รอยยิ้มที่ฝืนปั้นขึ้นมาอย่างยากลำบาก เธอวางโทรศัพท์คว่ำลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ก่อนจะหันไปโอบกอดร่างเล็กที่วิ่งเข้ามาซบตัก ดวงตากลมโตแพรวพราวและจมูกโด่งรั้นนั่นช่างถอดแบบมาจากผู้ชายคนนั้นเสียเหลือเกิน ทุกครั้งที่มองหน้าลูก รินรดารู้สึกเหมือนมีกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนความผิดพลาดในอดีตและความกลัวที่จะสูญเสียดวงใจดวงนี้ไปตลอดกาล
"เดี๋ยวแม่ไปทำอะไรร้อนๆ ให้ทานนะคะคนเก่ง" รินรดากล่าวเสียงนุ่ม พยายามควบคุมไม่ให้เสียงสั่นเครือ
ทว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะลุกขึ้นเดินเข้าครัวเล็กๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—จังหวะมันช่างหนักแน่นและเชื่องช้า ราวกับจังหวะก้าวของมัจจุราชที่รู้ดีว่าเหยื่อไม่มีทางหนีพ้น
หัวใจของรินรดาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลือดในกายเย็นเฉียบจนชาไปถึงปลายนิ้ว เธอยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ เธอใช้ชื่อปลอม ย้ายเมืองมาสามครั้งในรอบสองปี และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังที่สุด แต่ทำไม... ทำไมเขาถึงตามรอยมาเจอได้เร็วขนาดนี้?
"แม่จ๋า ใครมาเหรอครับ?" น้องธีร์เอียงคอถามด้วยความสงสัยไร้เดียงสา มือเล็กๆ ดึงชายเสื้อของมารดาเบาๆ
"ะ...รอก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่มา" รินรดากลั้นใจกระซิบ สั่งให้ลูกชายไปหลบหลังตู้เสื้อผ้าในห้องนอน แม้จะรู้ว่ามันอาจจะไร้ความหมายหากคน At the door คือธันวา ผู้ชายที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลล้นมือและไม่เคยยอมปล่อยให้อะไรหลุดลอยไปจากมือเมื่อเขาต้องการ
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก, กอบกู้เศษ 1 ส่วน 10 ของความเด็ดเดี่ยวที่สร้างขึ้นมาจากน้ำตาตลอดหลายปีที่ผ่านมาให้กลับคืนมา มือเรียวเอื้อมไปบิดลูก The door ปลดล็อกช้าๆ แล้วผลักบานประตูออกกว้างเผชิญหน้ากับความจริง
ลมทะเลพัดกรรโชกเข้ามาปะทะใบหน้าทันทีที่ประตูเปิดออก แต่สิ่งที่ทำให้รินรดารู้สึกหายใจไม่ออกกลับไม่ใช่ลมหนาว หากแต่เป็นร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ธันวา ในสภาพที่ดูเหนื่อยล้าและแตกต่างจากลุคท่านประธานผู้เย่อหยิ่งในอดีตอย่างสิ้นเชิง เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เนกไทถูกปลดออกอย่างไร้ระเบียบ ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย็นชาบัดนี้กลับแดงก่ำและสั่นระริกยามที่ทอดมองมายังเธอ ราวกับสัตว์ป่าที่ตามหาเหยื่อจนพบ และในวินาทีที่สายตาของเขาเลื่อนผ่านไหล่บางเข้าไปภายในห้องพัก สายตานั้นก็หยุดนิ่งสนิทเมื่อปะทะเข้ากับร่างเล็กของเด็กชายวัยสี่ขวบที่โผล่หน้าออกมาจากห้องนอนพอดี
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงคลื่นซัดฝั่งและเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกของคนทั้งคู่ ธันวาอ้าปากค้างคล้ายอยากจะเอื้อนเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าเสียงนั้นกลับติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อภาพตรงหน้ามันชัดเจนเสียยิ่งกว่าผลตรวจดีเอ็นเอใดๆ บนโลกใบนี้
"ริน..." เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าหลุดลอดริมฝีปากของธันวา ขณะที่ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเธออย่างไร้การควบคุม "เธอคิดจริงๆ เหรอ... ว่าจะซ่อนเลือดเนื้อเชื้อไขของฉันพ้น?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความรู้สึกของตัวละครด้วยกันนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 13
รอยเท้าที่เธอทิ้งไว้
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!