กลิ่นอายของความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศในห้องรับรองพิเศษ ไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มภายในอกของธันวาคลายลงได้เลยแม้แต่น้อย
ภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยสี่ขวบ ดวงตากลมโตคู่นั้น สสันจมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะรอยยิ้มมุมปากที่ถอดแบบมาจากเขาราวกับส่องกระจกเงา ยังคงวนเวียนกรีดแทะความรู้สึกของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ธันวารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้นเอง วินาทีที่เขาตระหนักว่าสายเลือดของตนเองกำลังยืนอยู่ตรงหน้า ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ แต่กลับถูกกั้นขวางไว้ด้วยกำแพงแห่งความเกลียดชังที่รินรดาเป็นผู้ก่อขึ้น
"คุณโกหกผม..." เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกมาอย่างยากจะควบคุม ดวงตาคมกริบแดงก่ำจ้องมองหญิงสาวที่เคยอยู่ใต้รอยอาณัติของเขามาตลอดหลายปี แต่วันนี้... เธอกลับยืนตระหง่านอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งความหวาดกลัวในแววตาคู่นั้นเลย
รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหรมคมและเยียบเย็นจนธันวาต้องขบกรามแน่น เธอวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจกอย่างใจ
"โกหกเรื่องอะไรคะ? คุณธันวา... หรือว่าคุณกำลังช็อกที่ได้เห็นเด็กคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาบังเอิญไปละม้ายคล้ายคลึงกับคุณจนน่าตกใจกันแน่?"
"รินรดา!" ธันวาตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนร่างสูงใหญ่ทาบทับร่างระหงของเธอ แต่รินรดากลับไม่มีท่าทีสะท้านสะเทือน เธอยังคงนั่งไขว่ห้าง เชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่ลดละ เหมือนแมวป่าที่พร้อมจะข่วนหน้าทุกคนที่กล้าเข้ามาล้ำเส้นลูกน้อยของมัน
"อย่ามาเล่นลิ้นกับผม เด็กคนนั้น... อายุเท่าไหร่?" น้ำเสียงของเขาคาดคั้น สั่นเทาด้วยความโกรธและบางสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าให้ชื่อมัน
"สี่ขวบค่ะ" รินรดาตอบด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เจือความเย้ยหยันอย่างปิดไม่มิด "คำนวณเวลาดูสิคะคุณอดีตสามี ว่ามันตรงกับช่วงที่เรายังอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน หรือช่วงที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการดินเนอร์กับเลขาส่วนตัวคนโปรดพอดิบพอดีไหม?"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าเสียบแทงกลางใจของธันวาอย่างจัง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงในพริบตา ความจริงที่ถูกตอกย้ำด้วยคำพูดถากถางทำให้เขาพูดไม่ออก แต่กระนั้น... ความระแวงสงสัยและสัญชาตญาณของการเป็นนักธุรกิจผู้รอบจัด กลับสั่งให้สมองของเขาปฏิเสธความจริงอันน่าตื่นตะหนករักนี้
"ไม่จริง..." ธันวาส่ายหัวช้าๆ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับกำลังพยายามปฏิเสธภาพหลอนตรงหน้า "คุณจงใจสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาใช่ไหม? รินรดา คุณเกลียดผม จนถึงขั้นไปหาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาสวมรอยว่าเป็นลูกผม เพื่อจะมาเรียกร้อง... เพื่อจะมาแก้แค้นผมอย่างนั้นเหรอ!"
รินรดาหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยฉาบด้วยความขบขันแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและเย็นชาจนน่ากลัว เธอลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยยังคงเดิม แต่ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอ... มันพังทลายและเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว
"แก้แค้นเหรอคะ?" รินรดาแค่น
"คุณคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่า คุณธันวา? ฉันจะเอาชีวิตเลือดเนื้อของฉันไปผูกติดกับผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างคุณเพื่อการแก้แค้นทำไม? เด็กคนนี้คือน้องธีร์ ลูกชายของฉัน... เป็นเด็กที่เกิดมาโดยมีความรักของแม่ปกป้อง แต่ไม่เคยอยู่ในสายตาของพ่อผู้ให้กำเนิดเลยแม้แต่วินาทีเดียว!"
"ถ้าเขาเป็นลูกผมจริง ทำไมคุณถึงปิดบัง? ทำไมคุณถึงหนีไป?" ธันวาตะคอกกลับด้วยความอัดอั้น ความรู้สึกผิดและความโกรธตีรวนกันจนแยกไม่ออก มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาพรากลูกไปจากผม พรากสายเลือดของผมไปโดยที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย!"
"สิทธิ์เหรอคะ?" รินรดาหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้แววตาสั่นระริกด้วยหยาดน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้มันไหลออกมาประจานความอ่อนแอ "วันที่ฉันกราบกรานขอร้องให้คุณหันมามอง วันที่คุณบอกว่าฉันมันก็แค่ภาระน่ารำคาญ วันที่คุณเซ็นใบหย่าให้ฉันอย่างไร้เยื่อใย... ตอนนั้นคุณเคยถามหาคำว่า 'สิทธิ์' ของความเป็นพ่อบ้างไหมคะธันวา?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับรองชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งคู่ที่ยืนประจันหน้ากัน ธันวาชะงักงัน คำพูดเหล่านั้นเหมือนคมมีดที่ย้อนกลับมาเชือดเฉือนหัวใจของเขาเอง ภาพอดีตที่เขาเคยใจร้าย เยชา และผลักไสเธออย่างไร้ความปรานีผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ
แต่ความหยิ่งผยองที่ฝังรากลึกในตัวชายหนุ่ม ทำให้เขาไม่ยอมจำนนต่อความผิดบาปนั้นง่ายๆ
"ต่อให้ในอดีตผมจะเลวร้ายแค่ไหน แต่สายเลือดมันก็คือสายเลือด!" ธันวาปรับน้ำเสียงให้แข็งกร้าวขึ้น พยายามดึงอำนาจและศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมา
"ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกผมจริง คุณไม่มีสิทธิ์เอาเขาไปซ่อน! ผมจะตรวจ DNA... เราต้องพิสูจน์ให้มันชัดเจน เดี๋ยวนี้!"
รินรดาหรี่ตามองอดีตสามีด้วยความสมเพชเวทนา เธอยกแขนขึ้นกอดอก มองท่าทีร้อนรนและดื้อรั้นของเขาด้วยความรู้สึกที่ด้านชาเกินกว่าจะเจ็บปวดอีกต่อไป
"ตรวจเหรอคะ? อยากตรวจนักใช่ไหม?" รินรดาก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"เชิญค่ะ... อยากตรวจให้หายแคลงใจขนาดไหน ก็เชิญตามสบาย แต่ขอบอกเอาไว้ก่อนนะคะคุณธันวา ว่าต่อให้ผลตรวจมันจะออกมาเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าน้องธีร์คือลูกแท้ๆ ของคุณ..."
เธอเว้นจังหวะ ปรายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เหยียบย่นคุณค่าของเขาลงจนไม่เหลือชิ้นดี
"...คุณก็ไม่มีวันได้แตะต้องปลายนิ้วของลูกฉัน แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว... หย่าแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะได้เห็นหน้าหลาน หรือแม้กระทั่งเงาของเด็กคนนี้อีกเลย!"
พูดจบ รินรดาก็หมุนตัวเดินกลับไปยังโซฟา หยิบกระเป๋าถือราคาแพงขึ้นมาคล้องแขนเตรียมจะเดินออกจากห้องโดยไม่สนใจท่าทีแทบคลุ้มคลั่งของธันวาอีกต่อไป
ธันวากัดฟันกรอด ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึ่ง เขาพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้แน่นด้วยแรงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ รินรดาอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ หันขวับกลับมามองเขาด้วยความโกรธ
"ปล่อยนะ!"
"ผมยังพูดไม่จบ..." ธันวาเค้นเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบฉายแววดุดันและเอาแต่ใจอย่างถึงที่สุด
"คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจคนเดียวว่าผมจะได้เจอลูกหรือไม่ ถ้าเด็กคนนั้นเป็นสายเลือดของผมจริง ผมจะฟ้องศาลแย่งสิทธิ์การปกครองบุตร คุณไม่มีทางชนะผมแน่ รินรดา!"
รินรดาไม่สะท้าน เธอใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ แกะมือของเขาออกทีละนิ้วด้วยแรงที่เธอสะสมมาจากความเจ็บปวดตลอดหลายปี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในชีวิต
"งั้นก็ลองดูสิคะ..." เธอเอ่ยกระซิบเบาๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
"ระหว่างอำนาจเงินมหาศาลของคุณ กับความแค้นของผู้หญิงที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว... มาดูกันว่าศาลไหนในโลกนี้ จะกล้าพรากลูกไปจากอกแม่ที่เคยตายทั้งกลมมาแล้วอย่างฉัน!"
ธันวานิ่งงันไปในเสี้ยววินาที แรงที่บีบข้อมือเธอคลายลงโดยอัตโนมัติจากคำว่า 'ตายทั้งกลม' ที่กระแทกเข้ากลางใจเขาอย่างจัง ความรู้สึกหนวาบแปลกๆ แล่นริ้วขึ้นมาตามสันหลัง ราวกับมีบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเรื่องลูกกำลังจะถูกเปิดเผย
และในวินาทีที่ความตึงเครียดภายในห้องพุ่งขึ้นถึงขีดสุด จนแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง...
เสียงเคาะประตูก็รัวดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่ประตูด้านนอกจะถูกผลักเปิดออกด้วยฝีมือของเลขาหนุ่มคนสนิท ที่มีสีหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด
"ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ทางห้องแลปโรงพยาบาลโทรมาแจ้งด่วน ผลตรวจ DNA ล็อตแรกที่ท่านสั่งเร่งด่วนเมื่อเช้า... ออกมาแล้วครับ!"
ธันวายืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกくกึกในลำคอ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความระทึก ขณะที่รินรดาเพียงแค่หันไปมองหน้าเลขาคนนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ลึกล้ำและอ่านไม่ออก...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับตัวละครทุกตัวด้วยกันนะคะ
"กระจกเงาสะท้อนใจ"
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 20
ความแคลงใจก่อตัว
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!