กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดชั้นดีไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในห้องรับประทานอาหารของคอนโดมิเนียมหรูดูผ่อนคลายขึ้นเลยแม้แต่น้อย รินรดากวาดสายตามองอาหารเช้าหลากชนิดที่ถูกจัดวางไว้อย่างประณีตบนจานกระดูกจีนราคาแพง ทั้งไข่ดาวน้ำเนื้อเนียน แพนเค้กอบร้อน และผลไม้สดที่ถูกปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นพอดีคำอย่างไร้ที่ติ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเกินกว่ามาตรฐานของคนที่มักจะรีบร้อนออกจากบ้านไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างอย่างธันวา
แต่วันนี้... ชายหนุ่มผู้เคยละเลยทุกรายละเอียดของครอบครัว กลับนั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะด้วยชุดลำลองเนื้อดี ร่างสูงใหญ่ที่เคยดูเย่อหยิ่งและเย็นชาในชุดสูทสากล บัดนี้กลับดูอ่อนลงถนัดตาเมื่อเขากำลังใช้ส้อมเขี่ยแพนเค้กในจานของตัวเองอย่างเงียบเชียบ ราวกับกำลังรอคอยการพิพากษาจากผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสไล่ส่ง
"คุณทานเสียหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเย็นหมด" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่ห่างเหินของรินรดาดังขึ้น ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด เธอขยับตัวถอยห่างจากเก้าอี้เล็กน้อย หลังจากเพิ่งป้อนข้าวต้มชามเล็กให้เด็กชายตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างกายเสร็จเรียบร้อย
ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความถือดี บัดนี้ฉายแววเวทนาและพยายามประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด เขารีบเลื่อนจานสตรอว์เบอร์รี่สดที่คัดสรรมาอย่างดีไปตรงหน้ารินรดาด้วยความนุ่มนวลที่เธอไม่เคยได้รับตลอดเวลาหลายปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา
"ผม... ผมคิดว่าคุณชอบผลไม้พวกนี้นี่นา ริน... ลองชิมดูหน่อยสครับ เอ๊ย... ชิมดูหน่อยนะ" ธันวาเกือบหลุดคำพูดคุ้นชิน แต่เมื่อเห็นสายตาเรียบเฉยราวกระจกเงาไร้ความรู้สึกที่รินรดามองกลับมา เขาก็รีบเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงทันที ความกลัวที่จะสูญเสียฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น ความกลัวที่เกิดจากการตระหนักรู้ว่า "โอกาส" ที่เขากำลังไขว่คว้าอยู่นี้ อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีวันจับต้องได้จริง
รินรดาก้มมองสตรอว์เบอร์รี่สีแดงสดตรงหน้า รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วกلับหายไปในพริบตา จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ผู้ชายคนนี้กำลังพยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง... น่าขันสิ้นดี ในวันที่เธอกลายร่างเป็นเกราะเหล็กที่ไม่มีวันถูกทำลายได้ด้วยความอ่อนโยนจอมปลอมเหล่านี้แล้ว เขากเพิ่งจะเรียนรู้คำว่าใส่ใจ
"ขอบคุณค่ะ แต่ฉันอิ่มแล้ว" รินรดากล่าวสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะหันไปสนใจลูกชายตัวน้อยที่กำลังใช้ช้อนพลาสติกตักน้ำซุปเข้าปากเลอะเทอะ "น้องธีร์ครับ ทานเสร็จแล้วเราไปล้างมือกันดีกว่าเนอะ เดี๋ยวคุณแม่พาไปหยิบของเล่นที่ห้องนั่งเล่น"
"ครับคุณแม่!" เด็กน้อยตอบรับด้วยเสียงใสแจ๋ว ดวงตากลมโตเป็นประกายความสุขอย่างไร้เดียงสา รอยยิ้มและโครงหน้าของเด็กชายถอดแบบมาจากธันวาอย่างไร้ที่ติ ทุกครั้งที่ธันวาเห็นรอยยิ้มนั้น หัวใจของเขาจะกระตุกวูบราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ความรู้สึกผิดที่กัดกินวิญญาณทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง คือโซ่ทองที่ควรจะคล้องใจคนทั้งสองไว้ด้วยกัน แต่กลับเป็นเขาเอง... ผู้ชายโง่เง่าที่ใช้มือคู่นี้ตัดขาดสายสัมพันธ์นั้นด้วยความเย็นชา
ธันวารีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างสูงก้าวเข้าไปใกล้สองแม่ลูกอย่างรวดเร็ว ความพยายามที่จะเข้ามามีส่วนร่วมฉายชัดในทุกย่างก้าว
"เดี๋ยวผมช่วยพาแกไปล้างมือเอง ริน... คุณพักผ่อนเถอะ ผมจัดการเองได้" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เขาเคยใช้พูดกับใคร พยายามยื่นมือไปอุ้มเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เด็ก
แต่น้องธีร์กลับสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ เด็กชายถอยร่นเข้าไปซบกับอกของรินรดาโดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตมองชายหนุ่มด้วยความหวาดระแวง แม้ธันวาจะพยายามส่งยิ้มที่คิดว่าอ่อนโยนที่สุดไปให้ แต่สำหรับเด็กวัยสี่ขวบที่คุ้นชินกับการเห็นชายคนนี้ทำหน้าบึ้งตึงและตะคอกใส่แม่ รอยยิ้มนั้นจึงดูแปลกประหลาดและน่ากลัวเสียมากกว่า
รินรดายกมือขึ้นโอบกอดร่างเล็กของลูกชายไว้แน่น สัมผัสได้ถึงแรงสั่นน้อยๆ จากตัวเด็ก เธอช้อนสายตาขึ้นมองอดีสามี นัยน์ตาคู่สวยคมกริบสะท้อนภาพความพ่ายแพ้ของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจน
"ไม่ต้องหรอกค่ะคุณธันวา เด็กเขายังไม่คุ้น... และดูเหมือนว่า ความพยายามของคุณในตอนนี้ มันอาจจะช้าไปสักหน่อยนะคะ" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทุกคำพูดบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของคนฟัง
"ริน... ผมรู้ว่าผมเคยทำผิดพลาด ผมรู้ว่าผมมันแย่แค่ไหน แต่ขอโอกาสให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้งเถอะนะ ให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ... ทำหน้าที่สามีที่ดีกว่าเดิม" ธันวาเอ่ยเสียงเครือ ความเย่อหยิ่งทระนงตนถูกโยนทิ้งลงพื้นอย่างไร้ค่าต่อหน้าผู้หญิงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำ
"สามี? คุณกำลังพูดถึงสถานะอะไรหรือคะ ในเมื่อใบหย่าของเรามันชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรดี และเด็กคนนี้..." รินรดาก้มลงมองลูกชาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีตรงๆ "เขาเป็นลูกของฉันค่ะ ไม่ใช่เครื่องมือที่คุณจะใช้มาเยียวยาความรู้สึกผิดในใจของคุณเอง"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวน้ำแข็งขั้วโลก ธันวายืนนิ่งงัน มือหนาที่กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่รินรดาเคยต้องเผชิญในอดีต
ในจังหวะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกริ่งหน้าประตูก็แหลมขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะวันนี้ไม่มีนัดหมายกับใครทั้งสิ้น
ธันวาหันไปมองทางประตูด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขาก้าวเท้าเดินไปเปิดประตูด้วยใบหน้าบึ้งตึง หวังจะไล่แขกไม่ได้รับเชิญให้พ้นทาง แต่ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงก็ชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
หญิงชราในชุดผ้าไหมราคาแพง ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความถือดีและแววตาที่คุ้นเคยกำลังจ้องมองเขาเขม็ง ด้านข้างคือหญิงสาวอีกคนที่แต่งกายจัดจ้านและส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้
"ตาธันวา! นี่แกกล้าซ่อนผู้หญิงกับเด็กไว้ที่คอนโดนี้จริงๆ ด้วยสินะ!" เสียงแหลมสูงของมารดาธันวาดังขึ้นลั่นห้อง พร้อมกับที่ผู้มาเยือนทั้งสองก้าวล้ำเข้ามาด้านในโดยไม่รอฟังคำอนุญาตแม้แต่น้อย รินรดาที่อุ้มลูกชายยืนอยู่ไม่ไกลนักหันมาสบตากับผู้มาใหม่ หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักว่า... สงครามครั้งใหม่ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ,
กระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 27
โอกาสที่พยายามคว้า
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!