กลิ่นอายความอับชื้นของห้องรับรองแขกวีไอพีในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังไม่ได้ทำให้ธันวา 느껴ถึงความผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน... ผนังสีขาวสะอาดตาเหล่านั้นกลับบีบอัดความรู้สึกของเขาให้แคบลง ราวกับกำลังยืนอยู่บนปากเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
สายตาคมกริบที่เคยใช้มองคู่ค้าทางธุรกิจด้วยความเย่อหยิ่งและเฉียบขาด บัดนี้กลับหลุบมองซองเอกสารสีน้ำตาลในมือสั่นระริก ปลายนิ้วที่เคยเซ็นเช่าซื้อตึกระฟ้ามูลค่าหลายร้อยล้านกลับเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก ข้อความบนกระดาษแผ่นบางด้านใน... คือเครื่องยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีวันบิดเบือน เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตบหน้าเขาอย่างฉาดใหญ่ว่า ที่ผ่านมาเขาโง่เขลาเบาปัญญาเพียงใด
รินรดานั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม ใบหน้านั้นนิ่งสงบ ไร้รอยยิ้ม แต่ก็ไม่ได้มีแววตาแห่งความสะใจ เธอเพียงแต่มองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... สายตาที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ เพราะมันคือการแสดงออกว่าเขา 'ไม่มีตัวตน' ในสายตาของเธออีกต่อไปแล้ว
"คุณตรวจดูจนพอใจแล้วใช่ไหมคะ ธันวา" เสียงหวานทุบทำลายความเงียบขึ้นอย่างเชือดเฉือน น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่มั่นคง ผิดกับผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้าลิบลับ
ธันวาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่คมแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยในตาปูดโปーンด้วยพิษอารมณ์ที่อัดอั้นมานานนับแรมปี เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผม ทั้งที่แอร์ในห้องนี้ปรับอุณหภูมิไว้ค่อนข้างต่ำ เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มเยาะเย้ยเธอในอดีต บัดนี้สั่นระริกจนแทบเปล่งเสียงออกมาไม่ได้
"ริน..." เขาเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่สรรพนามและน้ำเสียงของเขาไม่มีความหย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย "ริน... ผม..."
"ถ้าจะพูดคำแก้ตัวเดิมๆ เก็บไว้เถอะค่ะ" รินรดายกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดเดรสเรียบหรูขับเน้นให้เธอดูสง่างามและทรงพลังยิ่งกว่าวันที่เคยเป็นภรรยาผู้เจียมเนื้อเจียมตัวในบ้านหลังนั้น "เอกสารแผ่นนั้นพิสูจน์แล้วว่าน้องธีร์คือลูกของใคร และมันก็พิสูจน์ด้วยว่า... ความโง่เขลาของคุณมันทำลายชีวิตคนอื่นไปมากแค่ไหน"
"ผมขอโทษ..."
คำพูดเพียงสามคำหลุดออกมาจากปากของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล ธันวาทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงกับพื้น เขาคุกเข่าลงต่อหน้าเธออย่างไร้ข้อแม้ สองมือหนากุมเข้าที่ชายผ้ากระโปรงของหญิงสาวแน่น หยาดน้ำตาของผู้ชายที่เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ไหลรินอาบแก้มอย่างไร้ความอาย
รินรดาสะْبตากับภาพตรงหน้า หัวใจที่เคยถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนด้านชา กระตุกวูบไหวด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน มันไม่ใช่ความสงสาร... แต่เป็นความสมเพชเวทนาที่ตีคู่มากับความเจ็บปวดที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง เธอถอยหลัง1ก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ดึงชายผ้าออกจากมือของเขาอย่างไร้เยื่อใย
"คำขอโทษเหรอคะ?" รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างน่ามอง "มันมีราคาค่างวดอะไรในตลาดชีวิตจริงคะ ธันวา? ตอนที่คุณไล่ฉันออกจากบ้านทั้งที่กำลังตั้งท้องอ่อนๆ ตอนที่คุณตราหน้าว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของคุณ ตอนที่คุณบอกว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงหน้าเงินที่เกาะคุณกิน... คุณเคยคิดจะเอ่ยคำนี้ออกมาบ้างไหม?"
ธันวานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม ปล่อยให้หยาดน้ำตาหยดลงกระทบพื้นทีละหยด หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับถูกไฟแผดเผา คำพูดของเธอบาดลึกเข้าทุกอณูเนื้อ ทุกความผิดพลาดในอดีตย้อนกลับมาลงทัณฑ์เขาอย่างสาสม ภาพที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งเธออย่างไร้ความปรานี ภาพที่เธอต้องอุ้มท้องโตหนีออกไปเผชิญโลกกว้างลำพัง ทุกอย่างมันย้อนกลับมาทุบตีเขาจนแทบกระอักเลือด
"ผมรู้ว่าผมเลว..." ธันวาพูดด้วยเสียงสะอื้น ไหล่กว้างไหวโยนตามแรงอารมณ์ "ผมมันตาบอด หูหนวก และโง่เง่าที่สุด... ผมเอาแต่ทำงาน สร้างเงิน สร้างชื่อเสียง โดยคิดว่านั่นคือการดูแลครอบครัว แต่ผมกลับทำลายครอบครัวของตัวเองด้วยมือของผมเอง ริน... ผมขอโอกาส... ขอโอกาสให้ผมได้ชดใช้ ได้ทำหน้าที่พ่อ ได้ทำหน้าที่สามีที่แย่คนนี้แก้ตัวอีกสักครั้งเถอะนะ"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงสะอื้นของชายหนุ่มที่ดังสะท้อนก้อง รินรดาก้มมองอดีสามีที่กำลังหมอบราบคาบศิลาอยู่แทบเท้า เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมความสั่นไหวในอก ความแค้นที่เคยสุมอกไม่ได้มอดดับลง แต่ความเจ็บปวดต่างหากที่สอนให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะยอมให้อะไรมาสั่นคลอนได้ง่ายๆ อีกต่อไป
"สายไปแล้วค่ะ ธันวา" เธอก้มลงมองเขาด้วยแววตาที่เรียաբเฉย "คนที่ตายไปแล้วในความรู้สึกของฉัน... ไม่มีวันฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หรอกค่ะ ส่วนเรื่องลูก... คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้อง เพราะกฎหมายและหัวใจของเขา เลือกแล้วว่าเขาเป็นลูกของฉันคนเดียว"
ในจังหวะที่ธันวากำลังจะเอ่ยร้องขอความเห็นใจอีกครั้ง เสียงเคาะประตูก็กร่อนดังขึ้นสามครั้งติดกัน ก่อนที่บานประตูสีขาวจะถูกผลักเปิดออกโดยพยาบาลสาวประจำวอร์ด
"คุณรินรดาคะ... น้องธีร์ตื่นแล้วค่ะ แกงอแงอยากเจอคุณแม่บอกว่าหิวขนมปังฝีมือคุณแม่ค่ะ"
คำพูดของพยาบาลทำให้ธันวาสสะดุ้งสุดตัว เขารีบปาดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ แล้วหันขวับไปมองทางประตูด้วยความหวังอันริบหรี่ หัวใจเต้นรัวระรัวเมื่อรู้ว่าเด็กชายตัวน้อยที่หน้าตาถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกับเขากำลังจะก้าวเข้ามาในระยะสายตา
รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เธอกำลังจะก้าวเดินไปหาพยาบาลเพื่อปิดประตูไม่ให้ธันวาได้เห็นหน้าลูกชาย แต่ทว่า... ช้าเกินไป
เด็กชายวัยสี่ขวบในชุดเสื้อคนไข้ลายการ์ตูน เดินเตาะแตะเข้ามาในห้องพร้อมกับตุ๊กตาหมีในมือ ดวงตากลมโตใสแป๋วหันมามองชายแปลกหน้าที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความสงสัย ก่อนที่เด็กน้อยจะเอียงคอแล้วเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
"คุณลุง... ร้องไห้ทำไมเหรอครับ? ใครแกล้งคุณลุงเหรอ?"
ธันวานิ่งง้าง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ดวงตาคู่คมเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงเมื่อได้สบตากับดวงตากลมโตที่เหมือนกับกระจกเงาสะท้อนตัวเขาเองในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน
ด้วยความตกใจและอยากรู้อยากเห็นระคนตื่นเต้น ธันวาจึงขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ และก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเด็กน้อยโดยไม่ทันยั้งคิด รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบพุ่งเข้ามาขวางหน้าลูกชายไว้ทันทีพร้อมกับตะโกนเสียงหลง
"หยุดนะธันวา! อย่าเข้ามาใกล้ลูกฉัน!"
ธันวาชะงักเท้าค้างกลางอากาศ มือหนายื่นออกไปข้างหน้าโดยสัญชาตญาณ ดวงตาสั่นระริกจ้องมองเด็กชายที่หลบอยู่ข้างหลังแผ่นหลังบอบบางของรินรดา ลมหายใจของเขาสะดุดกึกเมื่อเด็กน้อยเอื้อมมือเล็กๆ ไปดึงชายเสื้อของรินรดาแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบถึงกระดูกดำ
"คุณแม่ครับ... ทำไมหน้าตาของลุงคนนี้... ถึงเหมือนกับปะป๊าในรูปถ่ายที่ผมแอบเก็บไว้เลยล่ะครับ?"
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ,
กระจกเงาสะท้อนใจนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 34
การยอมรับในความผิด
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!