เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กชายวัยสี่ขวบดังลอดผ่านบานประตูไม้สักทองเข้ามาในห้องรับรองแขกวีไอพี ราวกับเสียงระฆังที่คอยกรีดแทงหัวใจของคนที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพรมราคาแพง
ธันวาไม่เคยคิดเลยว่า ในชีวิตนี้เขาจะต้องมาทิ้งศักดิ์ศรีของประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้าน ลงไปกองอยู่แทบเท้าของผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งอย่างไม่ใยดี ชุดสูททาร์การ์ตัดเย็บอย่างประณีตราคาหลักแสนยับย่นยู่ยี่เพราะแรงกระแทกจากการทิ้งตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหัน แต่เขากลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเสียหายภายนอกนั้นเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อความเสียหายที่แท้จริงมันกัดกินเนื้อหนังและวิญญาณของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดีมาเนิ่นนานแล้ว
"คุณริน... ผมขอร้องล่ะครับ" เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและเย่อหยิ่ง บัดนี้สั่นเครือและแหบพร่าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ดวงตาคมกริบที่เคยใช้มองกราดผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
รินรดานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีชา สายตาของเธอนิ่งเรียบ เย็นชา และไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความเห็นอกเห็นใจ เธอกำลังจิบชาอุ่นๆ ในแก้วกระเบื้องเคลือบราคาแพง ช้าๆ ราวกับจะยืดเวลาความทรมานของชายตรงหน้าให้ยาวนานที่สุด ภาพของรินรดาในอดีตที่เคยเอาแต่นั่งร้องไห้กอดทะเบียนสมรสอย่างไร้ค่า ได้ตายสนิทไปจากโลกใบนี้แล้ว เหลือเพียงรินรดาผู้เป็นแม่ และผู้ถือครองอำนาจเด็ดขาดเหนือชะตากรรมของคนที่เคยเหยียบย่ำเธอ
"ศักดิ์ศรีของท่านประธานธันวาหายไปไหนเสียแล้วคะ?" รินรดาวางแก้วลงบนจานรองเกิดเสียงกระทบกันเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องในความเงียบงันของห้อง "คนที่เคยบอกว่าฉันมันก็แค่ผู้หญิงไร้ค่าเกาะผู้ชายกิน วันนี้ทำไมถึงยอมลดตัวลงมาคุกเข่าต่อหน้าผู้หญิงไร้ค่าคนนี้ล่ะคะ"
"ผมมันโง่เอง... ผมมันตาบอดเองริน" ธันวากัดกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด เขายื่นมือสั่นเทาออกไปหมายจะแตะชายกระโปรงของเธอ แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อเจอกับสายตาคมปลาบที่มองลงมา ราวกับเขามันเป็นเพียงฝุ่นผงใต้รองเท้า
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!" เสียงตวาดแผ่วเบาแต่ทรงพลังพุ่งตรงเข้าปักอกธันวาจนเขาต้องสะดุ้ง "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจร่วมอากาศเดียวกับฉันด้วยซ้ำธันวา จำไม่ได้เหรอคะว่าคุณเป็นคนพูดคำว่าอะไรไว้ก่อนที่เราจะหย่ากัน 'อย่าหวังแม้แต่จะได้เห็นหน้าลูก' คุณเป็นคนเอ่ยปากไล่ฉันกับลูกออกไปเองไม่ใช่หรือไงคะ ทำไมล่ะคะ วันนี้ลูกโตพอที่จะจำความได้แล้ว คุณถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีสายเลือด"
หัวใจของธันวาร้าวรานราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบซ้ำๆ ทุกคำพูดของเธอคือคมมีดที่กรีดลึกลงไปในแผลเก่าที่ไม่มีวันหายสนิท เขายอมรับว่าทุกอย่างที่รินรดาพูดมันคือความจริง ความจริงที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยความเย่อหยิ่งจองหองของตัวเอง เขาคิดมาตลอดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ซื้อความภักดี ซื้อเวลา ซื้อแม้กระทั่งความรัก แต่เขากลับเพิ่งมารู้ซึ้งในวันนี้ว่า เงินไม่สามารถซื้อโอกาสครั้งที่สองจากผู้หญิงที่ถูกเขาทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีได้เลย
"ผมไม่ได้มาเพื่อทวงสิทธิ์ความเป็นพ่อ... ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์นั้น" ธันวาก้มหน้าลงจนหน้าผากเกือบจะชิดกับพื้นพรม หยาดน้ำตาลูกผู้ชายหยดแหมะลงกระทบเนื้อผ้าอย่างน่าสมเพช "ผมมาเพื่อขอร้อง... ขอแค่ได้มองหน้าลูก ได้ยินเสียงเขาเรียกผมสักครั้ง ให้ผมชดใช้ความผิดบาปที่ทำไว้เถอะนะริน คุณจะเกลียดจะแค้นผมแค่ไหน จะให้ผมโอนหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัทให้คุณ หรือจะให้ผมกราบเท้าคุณตรงนี้จนกว่าคุณจะพอใจ ผมก็ยอมทั้งนั้น"
รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่สวยเลยสักนิด มันเป็นรอยยิ้มแห่งความสะใจที่ถูกเก็บกดมานานหลายปี ผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเธออย่างไร้ความปรานี ในวันนี้กลับต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความเมตตาจากเธอ ความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ มันยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของความทรมานที่เขากำลังเผชิญอยู่ด้วยซ้ำ
"หุ้นของคุณเหรอคะ?" รินรดาหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงเย้ยหยันบาดลึก "คิดว่าเงินทองมากมายก่ายกองของคุณมันจะซื้อรอยยิ้มของลูกฉันคืนมาได้หรือไงคะธันวา ตอนที่น้องธีร์ป่วยนอนซมอยู่ในห้องเช่าแคบๆ ตอนที่ฉันต้องวิ่งวุ่นหาเงินมาจ่ายค่ารักษาโดยที่คุณไม่เคยเหลียวแล คุณอยู่ที่ไหนคะ? คุณกำลังดินเนอร์ฉลองความสำเร็จโปรเจกต์ร้อยล้านกับเลขาคนสนิทของคุณไม่ใช่เหรอ?"
ธันวาเม้มปากแน่นจนห่อเลือด เขารู้สึกหายใจไม่ออก ราวกับมีก้อนสะอื้นจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ ภาพความทรงจำสีดำในอดีตย้อนกลับมาหลอกหลอน ความเย็นชาและความไร้หัวใจของเขาในวันนั้น กำลังย้อนกลับมาลงทัณฑ์เขาอย่างสาสมในวันนี้
"ฉันจะบอกอะไรให้นะคะธันวา..." รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอก้มลงมองอดีสามีที่ยังคงคุกเข่าอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา "การคุกเข่าของคุณในวันนี้ มันไม่ได้ทำให้ฉันใจอ่อนลงเลยแม้แต่น้อย มันมีค่าเท่ากับศูนย์... เท่ากับศูนย์ที่คุณเคยให้คุณค่ากับชีวิตของฉันและลูกในอดีต!"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ พร้อมกับเสียงเจื้อแจ้วก็ดังขึ้นใกล้ประตูกระจกฝ้าที่กั้นระหว่างห้องรับรองกับห้องโถงด้านนอก
"คุณแม่ครับ! น้องธีร์ต่อเลโก้เสร็จแล้ว สูงเท่าตึกใบหยกเลย!"
ร่างเล็กป้อมในชุดเอี๊ยมเด็กสีน้ำเงินวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาผลักประตูกระจกเปิดออกโดยที่รินรดาไม่ทันได้ห้ามปราม ดวงตากลมโตสุกใสถอดแบบมาจากธันวาไม่มีผิดเพี้ยน แก้มป่องทั้งสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อจากการวิ่งเล่น น้องธีร์หยุดชะงักเมื่อเห็นผู้ชายแปลกหน้าในชุดสูทคุกเข่าก้มหน้าอยู่บนพื้นห้อง
ธันวาตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ลมหายใจของเขาติดขัด หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อดวงตาคู่นั้นประสานเข้ากับดวงตาของเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ภาพเด็กผู้ชายที่วิ่งวนอยู่ในฝันร้ายและฝันดีของเขามาตลอดหลายปี บัดนี้มายืนอยู่ตรงเนื้อตัวเป็นๆ แล้ว
เด็กชายเอียงคอด้วยความสงสัย ก่อนจะหันไปมองหน้ามารดาแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงใสซื่อที่ทำเอาธันวาแทบขาดใจ
"คุณแม่ครับ... ทําไมคุณอาคนนี้ถึงร้องไห้ล่ะครับ? เขารองเท้าหลุดเหรอ หรือว่าเจ็บขาเหมือนน้องธีร์ตอนล้มล่ะครับ?"
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก 3 วินาที เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบคำถามของลูกชาย ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยบอดี้การ์ดส่วนตัวของเธอ พร้อมกับการก้าวเข้ามาของบุคคลที่ไม่คาดฝัน—บุคคลที่ถือเอกสารสำคัญชิ้นสุดท้ายที่จะพลิกเกมกระดานนี้ไปตลอดกาล และทำให้ลมหายใจของธันวาต้องสะดุดหยุดลงอย่างแท้จริง
(ด้วยความปรารถนาดีจากใจ, กระจกเงาสะท้อนใจนะคะ)
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 36
การคุกเข่าเพื่อโอกาส
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!