"คุณแม่ครับ..." เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "ผู้ชายใจร้ายคนนี้... คือใครเหรอครับ?"
ปลายนิ้วป้อมๆ ของน้องธีร์ชี้ไปยังจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ในร้านกาแฟมุมตึก ที่กำลังฉายสกู๊ปสัมภาษณ์พิเศษนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี ใบหน้าคมคายที่ปรากฏอยู่บนจอนั้นราวกับถูกถอดแบบพิมพ์เขียวเดียวกันกับเด็กชายวัยสี่ขวบที่กำลังเงยหน้ามองเธอด้วยแววตาใสซื่อ ดวงตากลมโตคู่นั้น... จมูกโด่งรั้นนั้น... แม้กระทั่งริมฝีปากที่มักจะเม้มเข้าหากันเวลาใช้ความคิด ทุกอย่างล้วนเป็นหลักฐานชิ้นเอกที่ธันวาไม่มีวันปฏิเสธได้เลย แม้เขาจะเคยผลักไสไล่ส่งสองแม่ลูกคู่นี้ออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายปีก่อนก็ตาม
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก Lungs ของเธออัดแน่นไปด้วยความทรงจำสีเทาที่ถูกฝังกลบไว้อย่างดี เธอรีบย่อตัวลง นั่งคุกเข่าลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ ฝ่ามือเรียวบางประคองสองแก้มยุ้ยของลูกชายเอาไว้เบาๆ พยายามฝืนยิ้มให้กว้างที่สุดเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นเทาในหัวใจ
"ไม่มีใครหรอกค่ะคนเก่ง..." รินรดาเอ่ยเสียงนุ่ม ลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชายเบาๆ "เป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญหน้าตาคล้ายกันเท่านั้นเองค่ะ ลูกจำคำที่แม่สอนไว้ไม่ได้เหรอคะว่า โลกเรากว้างใหญ่แค่ไหน คนหน้าตาเหมือนกันมีตั้งเยอะแยะ"
"แต่ว่า..." น้องธีร์เอียงคอสงสัย ดวงตาส่อแววเฉลียวเกินวัย "เขาหน้าตาเหมือนธีร์เลยนะครับ แถม... แถมมองกล้องแล้วทำหน้าดุเหมือนเวลาที่ธีร์ดื้อด้วย"
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยบาดลึกลงไปในรอยแผลเป็นที่เพิ่งจะตกสะเก็ดของรินรดา หัวใจของเธอกระตุกวูบ รสชาติฝาดเฝื่อนแล่นพล่านขึ้นมาถึงลำคอ ภาพวันเก่าๆ ที่เธอเคยต้องก้มหน้าอดทนอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่หลังนั้น ภาพวันที่เธออุ้มท้องโตใกล้คลอดแต่กลับถูกตราหน้าว่าเป็นแค่นักโทษประหารทางใจ ภาพที่ธันวาโยกย้ายความสนใจทั้งหมดไปให้งานและผู้หญิงคนอื่น พร้อมกับคำพูดเย็นชาที่ว่า *'เธอรบกวนเวลาทำงานของฉัน'* ทุกอย่างไหลBหลากกลับมาคมชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
สี่ปีเต็ม... สี่ปีที่เธอใช้หยาดเหงื่อ แรงกาย และหัวใจที่แตกสลายในการสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาด้วยสองมือ รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่ยอมให้ใครเหยียบยย่ำศักดิ์ศรีได้อีกต่อไปแล้ว เธอเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง ปลูกฝังความรักและความอบอุ่นให้น้องธีร์จนเด็กชายเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เคยต้องพึ่งพาเศษเงินหรือความสงสารจากผู้ชายใจร้ายคนนั้นเลยแม้แต่บาทเดียว
"จำไว้นะคะลูก..." รินรดาจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของลูกชาย น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าหนักแน่นและทรงพลังในทุกพยางค์ "สำหรับเราสองคน ผู้ชายคนนั้นเป็นแค่คนแปลกหน้า... ไม่มีตัวตน และไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาในพื้นที่ของเราเด็ดขาดค่ะ"
เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ แม้จะยังไม่เข้าใจความซับซ้อนของผู้ใหญ่ทั้งหมด แต่สัมผัสได้ถึงความจริงจังในน้ำเสียงของมารดา เจ้าตัวเล็กจึงพยักหน้ารับช้าๆ "ครับ... ถ้าแม่บอกว่าเขาเป็นคนแปลกหน้า ธีร์ก็จะไม่สนใจเขาหรอกครับ"
รินรดายิ้มออกมาได้เต็มที่ขึ้น เธอรวบตัวลูกชายเข้ามารวมไว้ในอ้อมกอด สูดกลิ่นแป้งเด็กหอมกรุ่นเข้าปอดลึกๆ เพื่อเติมเต็มพลังชีวิต น้องธีร์คือลมหายใจ คือเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอยังคงตื่นขึ้นมาสู้ต่อในทุกๆ วัน มือเรียวกระชับกอดแน่นขึ้น ราวกับต้องการปกป้องแก้วตาดวงใจดวงนี้จากโลกอันโหดร้ายภายนอก
ทว่า... โชคชะตากลับชอบเล่นตลกกับคนที่พยายามวิ่งหนีมันเสมอ
"คุณรริน... ครับ?"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนน่ากลัวดังขึ้นจากด้านหลัง ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางใจในวันที่ฟ้าใส ร่างกายของรินรดาแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางด้วยกลิ่นไอมัสก์และราคาแพงที่เธอเคยคุ้นเคยในอดีต ลอยปะปนมากับอากาศรอบตัว
รินรดายังคงกอดลูกชายไว้แน่น เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง เพราะเธอกลัวว่าภาพหลอนที่เธอกำลังเผชิญอยู่จะเป็นความจริง
"ผมไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณที่นี่... หลังจากสี่ปีเต็ม"
เสียงนั้นใกล้เข้ามาทุกที... น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่ง เย็นชา และเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ในตอนนี้กลับมีร่องรอยของความสั่นพร่าและความตกตะลึงระคนอยู่จางๆ
รินรดาลุกขึ้นยืนช้าๆ บังร่างเล็กของน้องธีร์ไว้มิดชิด เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติทั้งหมดที่มี ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่เธอปรารถนาจะไม่พบเจอไปชั่วชีวิต
เบื้องหน้าของเธอคือธันวา... ชายหนุ่มในชุดสูทตัดเย็บชั้นดีเข้ารูป รูปร่างสูงสง่าและใบหน้าหล่อเหลาที่ดูคมคายขึ้นตามวัย ทว่าในตอนนี้ นัยน์ตาคมกริบของเขากลับเบิกกว้าง จ้องมองมาที่เธอด้วยความรู้สึกที่หลากลาย ทั้งตกใจ โหยหา และ... ไม่อยากจะเชื่อสายตา
แต่สายตาของธันวาไม่ได้หยุดอยู่ที่รินรดา...
มันเคลื่อนต่ำลงไป... ไปยังเด็กชายตัวน้อยที่หลบอยู่ข้างหลังเรียวขาของเธอ และเมื่อดวงตาสีเข้มคู่นั้นกวาดมองสำรวจโครงหน้าของน้องธีร์ชัดๆ ลมหายใจของธันวาก็สะดุดกึก ราวกับถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง
ความเงียบงันปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วขณะ เสียงเพลงคลอเบาๆ ในร้านกาแฟราวกับถูกตัดขาดหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามของคนทั้งคู่
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ริมฝีปากหยักลึกขยับคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา แต่เสียงนั้นกลับติดอยู่แค่ลำคอ เมื่อสมองของเขาประมวลผลภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เด็กชายคนนี้... หน้าตาถอดแบบมาจากเขาในวัยเด็กราวกับแกะ
รินรดาสังเกตเห็นประกายความตื่นตระหนกในดวงตาคู่นั้น เธอเหยียดยิ้มหยันที่มุมปากอย่างเยือกเย็น เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสะใจและคมคาย ราวกับกระจกเงาที่สะท้อนความโง่เขลาของอีกฝ่ายออกมาอย่างสาสม มือเรียวเอื้อมไปกุมมือเล็กของลูกชายไว้มั่น ก่อนจะจ้องมองอดีตสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่าและเด็ดเดี่ยว
"บังเอิญจังเลยนะคะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เย็นชาจนคนฟังหนสันหลังวาบ "แต่เสียดาย... ที่เราไม่มีเรื่องอะไรจะต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ"
พูดจบ รินรดาก็จูงมือน้องธีร์เตรียมจะก้าวเดินผ่านร่างสูงนั้นไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ธันวาได้ตั้งตัว
ทว่า... ฝ่าหนาใหญ่กลับเอื้อมมือคว้าข้อมือของเธอเอาไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความสั่นไหวข้างใน แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะเหนี่ยวรั้ง
"ริน... เด็กคนนี้..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำมองสลับระหว่างใบหน้าของเธอกับเด็กน้อย "เขาเป็นใคร... ทำไมเขาถึง..."
รินรดาสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ใยดี เธอหันกลับมามองหน้าเขาด้วยแววตาที่แข็งกร้าวราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันทะลุผ่านได้
"เขาจะเป็นใคร... มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของคุณทั้งสิ้นค่ะ ธันวา!" รินรดาเน้นย้ำทีละคำ ชัดถ้อยชัดคำบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "จำไว้ซะว่า ลูกของฉัน... ตายจากคุณไปตั้งแต่สี่ปีที่แล้วแล้วค่ะ!"
รินรดาไม่รอฟังคำแก้ตัวหรือคำถามใดๆ หลุดออกจากปากของคนที่เคยเหยียบย่าใจเธอ เธอจูงมือน้องธีร์ก้าวเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างมั่นคง ทิ้งให้ธันวายืนแข็งค้างอยู่กับที่ ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงมาตรงหน้า เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้ใบเล็กของเด็กชายที่ทำตกไว้บนพื้น... บนป้ายชื่อปักลายการ์ตูน มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสามตัวสลักไว้เด่นชัด... *THAWIN*
ธันวาทรุดเข่าลงเก็บกระเป๋าเป้นั้นขึ้นมาอย่างคนหมดแรง หัวใจของเขาชาวาบไปทั้งแถบเมื่อตระหนักได้ว่า... เขากำลังจะต้องสูญเสียทุกสิ่งไปตลอดกาลจริงๆ
----------------------------------------
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้รินรดานะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 6
ลมหายใจของแม่
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!