แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานกระจกใสสะท้อนภาพเงาของธันวาในยามที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ
นิ้วเรียวแกร่งที่เคยจรดปลายปากกาเซ็นสัญญานับพันล้านกลับสั่นเทาเล็กน้อยยามเปิดหน้ากระดาษที่ถูกปล่อยให้ว่างเปล่ามานานหลายปี ในนั้นไม่มีตัวเลขผลกำไร ไม่มีข้อตกลงทางการค้า มีเพียงภาพวาดสีเทียนเงอะงะ ลายมือไหวๆ ของเด็กผู้ชายที่เขียนคำว่า ‘คุณพ่อ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนกระดาษวาดรูปใบเก่าที่เขาเคยปัดตกพื้นแล้วก้าวข้ามมันไปอย่างไร้เยื่อใย
ธันวาจำได้แม่นยำ... นั่นคือผลงานของเด็กชายวัยสี่ขวบที่เขาเคยเอ่ยปากไล่ให้พ้นทางด้วยความรำคาญใจในวันที่งานล้นมือ
"คุณธันวาคะ เอกสารสรุปยอดไตรมาสนี้ต้อง..." เลขานุการสาวชะงักฝีปากเมื่อเห็นสายตาของเจ้านายหนุ่ม เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะนานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้เห็นแววตาไหวระริกและรauเราราวกับคนใกล้สติแตกจากผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจคนนี้
"ออกไปก่อน..." เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน มันแหบพร่าและเต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ไม่ได้เกิดจากงานบริหาร แต่เกิดจากรอยโหว่ในอกที่ไม่มีตัวเลขใดมาเติมเต็มได้
ลับหลังบานประตูที่ปิดสนิท ธันวาทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ภาพความทรงจำที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองงานอันมหาศาลค่อยๆ กัดเซาะหัวใจทีละน้อย เขานึกถึงรินรดา... ผู้หญิงที่เคยยืนรอเขาเคียงข้างโต๊ะทำงานตัวนี้จนดึกดื่นทุกค่ำคืน หญิงสาวที่ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด นอกจากขอเวลาเพียงน้อยนิดให้ครอบครัว
ทว่าสิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงความเงียบงัน สายตาเย็นชา และคำพูดเชือดเฉือนที่เขาตั้งใจพ่นออกไปเพื่อผลักไสเธอให้ออกไปจากชีวิต
*“ถ้าคุณเหนนักกับการมีฉันกับลูก ก็หย่ากันให้มันจบๆ ไปค่ะ!”*
เสียงหวานที่เคยสั่นเครือในวันเซ็นใบหย่าดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงร้องขอความเห็นใจ แต่มันคือเสียงประกาศอิสรภาพของผู้หญิงที่ตายทั้งกลมในความสัมพันธ์ที่เขาเป็นคนทำลายมันด้วยมือตัวเอง
ธันวากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับสำนึกผิดที่สายเกินแก้ เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดลิ้นชักลับที่ถูกล็อคกุญแจไว้อย่างแน่นหนา กล่องกำมะหยี่สีแดงเข้มถูกหยิบขึ้นมาฝุ่นเกาะบางๆ ด้านในมีเพียงแหวนเพชรวงเล็กที่รินรดาถอดทิ้งไว้บนโต๊ะ พร้อมกับรูปถ่ายใบเล็กที่เธอแอบถ่ายเขาในวันวาน—วันที่เขายยังยิ้มได้กว้างกว่านี้
เขายกรูปใบนั้นขึ้นแนบอก ความเย็นชาที่เคยเกราะกุมหัวใจถูกละลายด้วยน้ำตาหยดแรกที่ร่วงหล่นกระทบกระดาษ
"ผมขอโทษ..." คำพูดที่ไร้ความหมายเพราะเจ้าของตัวจริงไม่อยู่ให้ฟังอีกแล้ว
แต่โลกนี้ช่างกลั่นแกล้ง หรือบางที... นี่อาจคือบทลงโทษที่สาสมที่สุดจากสวรรค์
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เลขาฯ คนเดิมจะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากึ่งลังเล "คุณธันวาคะ มีแขกมารอพบที่ห้องรับแขกชั้นล่างค่ะ เธอแจ้งว่าเป็นตัวแทนจากบริษัทดีไซน์ที่พวกเรากำลังจะร่วมทุนด้วย แต่...เอ่อ ดิฉันคิดว่าคุณควรลงไปดูเองจะดีกว่าค่ะ"
ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความรู้สึกผิด "ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้ไม่รับแขก"
"คือ... เด็กผู้ชายที่มาด้วย หน้าตาคล้ายคุณมากเหลือเกินค่ะ จนคนทั้งชั้นพากันซุบซิบ..."
หัวใจของประธานหนุ่มกระตุกวูบ ภาพเด็กชายวัยสี่ขวบที่ปรากฏในความทรงจำเมื่อครู่ซ้อนทับเข้ามาในหัวทันที ขาทั้งสองข้างก้าวออกไปจากห้องทำงานโดยอัตโนมัติราวกับมีพลังงานบางอย่างฉุดกระชาก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก ความหวังและลางสังหรณ์บางอย่างตีรวนกันจนหายใจไม่ออก
ก้าวเท้าลงมาถึงห้องรับแขกชั้นล่าง บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลง รินรดากำลังยืนหันหลังให้พรางจัดเสื้อผ้าให้เด็กชายตัวน้อยที่กำลังก้มหน้าก้มตาต่อเลโก้อย่างเพลิดเพลิน น้ำเสียงนุ่มนวลที่เอ่ยตักเตือนลูกชายช่างคุ้นหูเสียจนธันวาน้ำตารื้น
และในวินาทีที่เด็กชายเงยหน้าขึ้นมาสบตา พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ถอดแบบพิมพ์นิยมมาจากเขาอย่างไร้ที่ติ รินรดาก็หันกลับมาพอดี ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยอ่อนโยนบัดนี้ราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยกำแพงหนาเตอะที่ไม่มีวันทะลุผ่าน
"สวัสดีค่ะคุณธันวา หวังว่าโปรเจกต์ที่เราต้องร่วมงานกันต่อจากนี้ จะทำให้คุณมีความรับผิดชอบมากกว่า... เรื่องในอดีตนะคะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง สัมผัสความเจ็บปวด และส่งกำลังใจให้รินรดาในบทนี้ด้วยนะคะ
หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน•ตอนที่ 9
ความทรงจำที่ไม่เคยจาง
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วอย่าหวังจะได้เห็นหน้าหลาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!