รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนที่ไร้ดาว•ตอนที่ 13

ภาพหลอนที่จับต้องได้

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
คราบกาแฟสีดำสนิทที่แห้งกรังอยู่ก้นแก้วกระเบื้องเคลือบราคาแพงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ไม่ได้น่ารังเกียจเท่ากับเงาสะท้อนจางๆ ของตัวธวินเองที่ทาบทับอยู่บนกระจกหน้าต่างบานใส เขากำลังมองลอดผ่านกระจกนั้นออกไปข้างนอก ในยามที่ความมืดโรยตัวปกคลุมตึกสูงระฟ้าใจกลางเมือง ทว่าภาพที่สะท้อนกลับมาในมโนสำนึกของเขากลับไม่ใช่ตึกรามบ้านช่อง หรือแสงไฟนีอオンระยิบระยับของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล แต่มันคือภาพของห้องนั่งเล่นในบ้านหลังเก่า—บ้านที่เขาเคยเหยียบย่ำความรู้สึกของปาริศาอย่างไร้ความปรานี "คุณธวินคะ... รายงานสรุปยอดไตรมาสนี้ เซ็นอนุมัติเรียบร้อยหรือยังคะ" เสียงของเลขาธิการหน้าห้องที่ดังลอดผ่านช่องลำโพงอินเตอร์คอมสะดุดลงกลางคัน เมื่อไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นซีอีโอผู้ไร้พ่าย ธวินยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิม ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดปากกาเซ็นสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขากำลังเห็นมันอีกแล้ว... ภาพหลอนที่จับต้องได้ มันไม่ใช่แค่วิญญาณหรือภาพลวงตาเลือนรางตามประสาทคนเครียด แต่มันคือ "เสียง" และ "กลิ่นอาย" ที่ฝังรากลึกอยู่ในโสตประสาท ธวินได้กลิ่นไอความชื้นของฝนในคืนที่ปาริศายืนถือซองเอกสารสีน้ำตาลด้วยมืออันสั่นเทา คืนที่เธอพยายามอ้อนวอนขอเศษเสี้ยวความสนใจจากเขา คืนที่เขาเลือกจะปัดมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใยด้วยคำพูดที่เฉียบคมราวกับใบมีด *“ถ้าเธอไม่มีปัญญาอยู่ที่นี่อย่างเจียมตัว ก็ไสหัวออกไปซะ ปาริศา!”* เสียงของตัวเองในอดีตยังคงก้องกังวานอยู่ในกะโหลกศีรษะ ราวกับเสียงกระซิบจากซอกหลืบของนรกภูมิ ธวินหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานถูกตั้งเอาไว้ในอุณหภูมิที่หนาวยะเยือก เขายกมือขึ้นขยี้กลุ่มผมสีดำสนิทของตนเองอย่างแรง ราวกับต้องการระบายความเจ็บปวดที่กำลังกัดกินเนื้อหนังและวิญญาณจากภายใน ความผิดบาปไม่ใช่แค่นามธรรมที่ลอยเคว้งคว้าง แต่มันมีน้ำหนัก... น้ำหนักที่กดทับลงบนบ่าของเขาจนแทบกระดูกสันหลังหัก เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้หนังแท้ราคาแพงจนมันไถลครูดไปกับพื้นห้องเกิดเสียงดังแหลมบาดหู ธวินก้าวเท้าเซถลาไปยังโต๊ะรับแขก คว้าแก้วน้ำเปล่าขึ้นดื่มเพื่อดับกระหายความรู้สึกแห้งผากในลำคอ ทว่าน้ำเย็นเฉียบกลับไม่ได้ช่วยให้ไฟนรกที่สุมอกอยู่มอดลงได้เลยแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... มันเป็นจังหวะที่เชื่องช้า สุภาพ แต่ทรงพลังจนทำให้หัวใจของธวินกระตุกวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาคมกلامแดงก่ำจ้องเขม็งไปยังบานประตูไม้สักทองที่ปิดสนิท "ใคร..." ธวินเปล่งเสียงแหบพร่าออกไป ลำคอของเขาตีบตันจนแทบไม่มีเสียงเล็ดลอด ไม่มีเสียงตอบรับจากคนภายนอก แต่ลูกบิดประตูสีเงินเงางามกลับค่อยๆ หมุนวนช้าๆ... หมุนด้วยแรงกดจากฝ่ามือที่ไร้ซึ่งน้ำหนัก แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่บรรยากาศภายในห้องจนแทบหายใจไม่ออก ประตูแง้มเปิดออกทีละน้อย เผยให้เห็นความมืดสลัวจากทางเดินภายนอก ทว่าสิ่งที่ก้าวเข้ามา... กลับไม่ใช่เลขาธิการส่วนตัว หรือพนักงานส่งเอกสาร ร่างเพรียวระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ปาริศายืนสงบนิ่งอยู่ตรงธรณีประตู ริมฝีปากสีแดงระเรื่อแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น รอยยิ้มที่สะท้อนความเยียบเย็นและสะใจแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้มองดูเขาตกต่ำลงในทุกๆ ก้าว "ตกใจอะไรหรือคะ คุณธวิน" น้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจเอ่ยขึ้น เธอเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยคู่นั้นไม่ได้มีความรัก ความโหยหา หรือแม้แต่ความโกรธเกลียดหลงเหลืออยู่เลย... มันว่างเปล่า ไร้ก้นบึ้ง และน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจตนใดที่เขาจินตนาการไว้ ธวินถอยหลังก้นชนกับขอบโต๊ะทำงาน ลมหายใจของเขาติดขัด "ปะ... ปาริศา คุณ... คุณเข้ามาได้ยังไง นี่มันห้องทำงานส่วนตัวของผม รปภ.ปล่อยให้คุณขึ้นมาได้ยังไง!" ปาริศาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของมัจจุราช เธอเดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวที่เธอก้าวเข้ามา ราวกับพื้นห้องใต้เท้าของธวินกำลังถูกพรากออกไปทีละนิด "รปภ.อย่างนั้นหรือคะ..." ปาริศากวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานสุดหรูด้วยแววตาสสมเพชเวทนา ก่อนจะหยุดสายตาคมกริบกลับมาที่ใบหน้าซีดเผือดของอดีตสามี "คุณลืมไปแล้วจริงๆ หรือคะ ว่าตึกหลังนี้... หุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทที่กำลังจะล้มละลายของคุณตอนนี้... ใครเป็นคนถือครองมันอยู่กันแน่" คำพูดนั้นพุ่งเข้าเสียบทะลุกกลางอกของธวินราวกับลิ่มเหล็กเผาไฟ ทุกอย่างกระจ่างแจ้งในพริบตา ภาพหลอนที่เขาเคยคิดว่ามันเป็นแค่โรคประสาท... แท้จริงแล้วมันคือแผนการอันแยบยลที่ถูกชักใยด้วยมือของหญิงสาวผู้ที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอและไม่มีทางสู้คนนี้ต่างหาก ธวินเข่าอ่อนยวบลงไปกองกับพื้นพรมราคาแพง เขารemember มือสั่นเทาเอื้อมไปหมายจะควชายเสื้อสูทของเธอเพื่อขอความเห็นใจ เหมือนดั่งเช่นหมาจนตรอกตัวหนึ่ง "ปาริศา... ผมขอร้อง... ยกโทษให้ผมเถอะ ผมสำนึกผิดแล้ว ผมทรมานเหลือเกิน..." ปาริศาย่อตัวลงช้าๆ จนสายตาของเธออยู่ในระดับเดียวกับเขา เธอยื่นปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบขึ้นมาแตะที่ปลายคางของธวินบังคับให้เขาเงยหน้าขึ้นสบตา บังคับให้เขาต้องมองเห็นความพินาศของตนเองสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้นอย่างชัดเจน "การทรมานของคุณมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นนะคะ คุณธวิน..." เธอกระซิบชิดริมหูของเขา น้ำเสียงนั้นหวานหยดย้อยแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "เพราะสิ่งที่ฉันสูญเสียไปในอดีต... มันแลกมาด้วยชีวิตของลูกของเรา... และวันนี้ ถึงเวลาที่คุณต้องชดใช้มันด้วยลมหายใจทุกวินาทีที่เหลืออยู่แล้วค่ะ" ทว่า ก่อนที่ธวินจะได้กรีดร้องออกมาด้วยความคลุ้มคลั่ง เสียงฝีรบก้าวเล็กๆ แผ่วเบาที่ดังขึ้นจากด้านหลังของปาริศา... กลับทำให้ลมหายใจของเขาสะقفค้างสนิทอย่างแท้จริง เด็กชายตัวน้อยวัยราวสี่ขวบ ในชุดเสื้อเชอร์ตัวเล็กน่ารัก โผล่หน้าออกมาจากหลังบานประตูที่เปิดอ้าไว้ ดวงตากลมโตคู่โตที่ถอดแบบมาจากธวินราวกับพิมพ์เดียวกันกวาดมองมาที่เขาด้วยความไร้เดียงสา ก่อนที่เด็กน้อยจะเอ่ยเรียกชื่อผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วที่กรีดแทงหัวใจของอดีตซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่จนแหลกสลายเป็นจุล "คุณแม่ครับ... คุณแม่เสร็จธุระหรือยังครับ ผมหิวข้าวแล้ว..." ขอขอบพระคุณคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงมืดแห่งการแก้แค้นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนที่ไร้ดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%