รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนที่ไร้ดาว•ตอนที่ 15

เสียงร้องในสายฝน

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายความอับชื้นของหยาดฝนที่สาดซัดกระทบกระจกหน้าต่างบานใหญ่ ไม่ได้ช่วยชะล้างความอึดอัดที่สุมแน่นอยู่ในห้องทำงานหรูหราแห่งนี้ให้เจือจางลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เสียงคำรามก้องของฟ้าผ่าภายนอกกลับยิ่งขับเน้นบรรยากาศรอบตัวให้ดิ่งลึกราวกับอยู่ในห้องสอบสวนที่ไร้ซึ่งทางออก "คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ ปาริศา" ธวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือความแหบพร่า ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเด็ดขาดในฐานะนักบริหารมือทอง บัดนี้กลับฉายแววหวAาดระแวงและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เขายืนอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีราคาแพง นิ้วเรียวยาวกำแฟ้มเอกสารในมือจนกระดาษเนื้อดีนั้นยับยู่ยี่ไม่เป็นทรง ปาริศานั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มฝั่งตรงข้าม ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทขับเน้นให้ผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เธอยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบน้อยๆ อย่างไม่รีบร้อน ราวกับเสียงฟ้าร้องและท่าทีร้อนรนของชายตรงหน้าเป็นเพียงเพลงกล่อมเด็กที่น่าเบื่อหน่าย "เกมหรือคะคุณธวิน" เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบเอื้อnเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "ดิฉันจะเป็นคนเริ่มเกมบ้าๆ แบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน ในเมื่อคนที่เขียนกติกาและเป็นคนเริ่มทำลายทุกอย่างก่อน... ก็คือตัวคุณเองไม่ใช่หรือคะ" คำพูดนั้นแทงใจดำเข้าอย่างจัง ธวินชะงักไป เขารู้สึกได้ถึงความหนบหนับของเหงื่อที่ซึมตามไรผม แม้เครื่องปรับอากาศในห้องจะถูกตั้งไว้จนเย็นเฉียบ ความผิดพลาดในอดีตที่เขาเคยคิดว่าถูกฝังกลบเอาไว้ใต้กองอำนวยการและเงินทอง บัดนี้กลับเติบโตและย้อนกลับมาขยุ้มหัวใจเขาในรูปแบบของความหวาดกลัวที่กัดกินทีละน้อย ความลึกลับรอบตัวเริ่มอันตรายขึ้นทุกที... นับตั้งแต่สัปดาห์ก่อนที่มีพัสดุปริศนาไร้จ่าหน้าส่งตรงมาที่โต๊ะทำงานของเขา ข้างในบรรจุภาพถ่ายเก่าๆ สมัยที่เขาและปาริศายังอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่ถูกกรีดซ้ำด้วยของมีคมจนพรุน ราวกับต้องการสาปแช่ง และเมื่อวานนี้... ยามที่เขาขับรถกลับบ้านท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ เขากลับเห็นเงาร่างของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนนสายเปลี่ยว ละม้ายคล้ายกับภาพในฝันร้ายที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต "แต่เรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้... มันไม่ใช่ฝีมือคุณหรอกใช่ไหม" ธวินก้าวเท้าเข้ามาใกล้โซฟาช้าๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนลง ยอมจำนนต่อความกดดันที่บีบคั้น "จดหมายขู่พวกนั้น พัสดุประหลาด หรือแม้แต่ความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยตาม ...ปาริศา มีใครบางคนกำลังเล่นงานเราอยู่" "เรา?" ปาริศาทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ช้าๆ ทว่าสง่างามจนธวินต้องผะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างอดีตสามีภรรยาที่เคยใกล้ชิดกันที่สุด บัดนี้ถูกคั่นกลางด้วยห้วงเหวลึกแห่งความเกลียดชังและบาดแผลที่ไม่มีวันสมาน "อย่าใช้คำว่า 'เรา' กับดิฉันเลยค่ะคุณธวิน มันฟังดูน่าขันและน่าสมเพชเกินไป" ปาริศาก้าวเข้าไปใกล้เขาเรื่อยๆ จนได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เธอเคยเกลียดชัง "คุณคิดว่ามีแค่คุณหรอกหรือที่กำลังหวาดกลัว มีแค่คุณหรอกหรือที่กำลังถูกคุกคาม? คุณลืมไปแล้วหรือคะว่าความเจ็บปวดที่ดิฉันเคยได้รับ มันไร้เสียงและโดดเดี่ยวขนาดไหนในค่ำคืนที่ไม่มีแม้แต่ดาวสักดวงเดียวบนท้องฟ้า" ดวงตาคมกริบของปาริศาวาวโรจน์ด้วยประกายไฟแห่งความสะใจที่ถูกเก็บกดมานาน เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี เห็นความตื่นตระหนกที่สะท้อนอยู่ในนั้นแล้วยิ่งทำให้หัวใจที่ด้านชาพองโตขึ้นมาวูบหนึ่ง "ปาริศา... ผมสำนึกแล้ว ทุกสิ่งที่ผมทำลงไป..." "คำสำนึกของคุณมันราคาถูกเกินกว่าจะเอามาแลกกับหยาดน้ำตาของดิฉันค่ะ" เธอตัดบทเสียงเฉียบขาด ไร้เยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น "เก็บคำแก้ตัวพวกนั้นเอาไว้บอกกับยมบาลเถอะค่ะ เพราะสิ่งที่กำลังตามล่าคุณอยู่... อาจจะไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ ก็ได้" เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะฉีกขาด พร้อมๆ กับไฟในห้องทำงานที่ดับวูบลงในพริบตา ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณทันที มีเพียงแสงสว่างวาบจากสายฟ้าภายนอกที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกหน้าต่าง เผยให้เห็นเงาสะท้อนของทั้งคู่ที่บิดเบี้ยวไปตามความระส่ำระสายของจิตใจ ธวินผวาคว้าแขนเรียวของปาริศาไว้โดยสัญชาตญาณเมื่อความมืดเข้าจู่โจม "ไฟดับ... เกิดอะไรขึ้น" "ปล่อยค่ะ!" ปาริศาสลัดแขนออกอย่างรังเกียจ เธอก้าวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างในความมืด "อย่ามาแตะต้องตัวดิฉัน!" ท่ามกลางความเงียบงันที่มีเพียงเสียงเม็ดฝนโหมกระหน่ำซัดสาดอยู่นอกอาคาร เสียงฝีเท้าหนักๆ ลึกลับก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงนั้นลากยาวและเชื่องช้า ราวกับใครบางคนกำลังจงใจเดินย่องเข้ามาทีละก้าว... ทีละก้าวอย่างใจเย็น ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งท่ามกลางความมืดมิด ไร้ซึ่งเสียงพูดใดๆ มีเพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาตามร่องประตูจนธวินรู้สึกขนลุกวาบไปทั้งร่าง "ใคร... ใครอยู่ข้างนอก!" ธวินตะโกนถามเสียงสั่น รวบรวมความกล้าเดินไปที่หน้าประตู ทว่าปาริศากลับยืนนิ่งสนิท ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ลอดผ่านช่องว่างใต้ประตูเข้ามา มันไม่ใช่เงาของรองเท้าผู้ใหญ่... แต่มันคือรอยเปื้อนของน้ำฝนที่เป็นรอยเท้าขนาดเล็กจิ๋วของเด็ก และกลิ่นอายบางอย่างที่โชยเข้ามาพร้อมสายลม... เป็นกลิ่นดอกไม้จันทน์ที่เธอจำได้ไม่มีวันลืม มือสั่นเทาของธวินเอื้อมไปหมุนลูกบิดประตูช้าๆ ก่อนจะกระชากมันเปิดออกอย่างแรงเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง ทว่าแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวที่เพิ่งติดขึ้นกลับสาดส่องให้เห็นร่างของเด็กหญิงคนหนึ่งในชุดกระโปรงสีขาวเปียกโชก ยืนก้มหน้าอยู่หน้าห้อง และในวินาทีที่เด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นสบตาธวิน หัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น... เพราะใบหน้านั้นถอดแบบมาจากปาริศาในวัยเด็ก ราวกับส่องกระจกเงาต้องสาปที่สะท้อนวิญญาณและความลับที่เขาพยายามฝังกลบเอาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน! ขอขอบพระคุณคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนที่ไร้ดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%