รอยแผลเป็นไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลาค่ะ มันแค่เปลี่ยนสภาพจากรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำ ให้กลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดแข็งกระด้างที่พร้อมจะฉีกขาดทุกครั้งเมื่อขยับตัวผิดจังหวะ และในค่ำคืนนี้ บ้านหลังใหญ่ที่เคยเป็นกรงขังความเงียบงันของปาริศา ก็กำลังปริแตกออกทีละนิด ส่งเสียงครั่นเนื้อครั่นตัวราวกับโครงสร้างของความทรงจำกำลังจะพังทลายลงมาทับถมพวกเขาทั้งเป็น
ธวินสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราที่เต็มไปด้วยเหงื่อกาฬชุ่มแผ่นหลัง เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับลมหายใจรดต้นคอเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงลมหนาวที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าต่าง ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้แห้งที่ขูดขีดผนังบ้าน แต่มันคือเสียงสะท้อนจากด้านใน—จากผนังปูนทึบตันที่กั้นระหว่างห้องนอนของเขากับห้องร้างฝั่งA ที่ถูกปิดตายมานานหลายปี
ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชาในยามที่เขากดขี่อดีตภรรยา บัดนี้มีแต่ร่องรอยของความหวาดระแวงและสติที่ใกล้
"ใคร..." ธวินเปล่งเสียงแหบพร่าออกไป ความมืดมิดภายในห้องนอนใหญ่บีอัดจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบห้องที่มีเพียงแสงจันทร์สลัวลอดผ่านผ้าม่านหนา ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยฝีเท้าที่สั่นเทา ความรู้สึกผิดบาปกัดกินหัวใจเขาจนพรุน ราวกับมีหนามแหลมคมนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ใต้ผิวหนังทุกครั้งที่หายใจเข้า
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะเบาๆ สามครั้งดังขึ้นมาจากผนังฝั่งหัวเตียง—ผนังด้านที่ติดกับห้องของปาริศา
ธวินชะงักกึก หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรัวราวกองศึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยความกลัว เขารู้ดีว่าเวลานี้ปาริศาน่าจะกำลังนอนหลับอยู่ หรืออย่างน้อยที่สุด เธอไม่มีทางมาเคาะผนังเรียกเขาด้วยจังหวะที่ประหลาดและชวนขนหัวลุกเช่นนี้แน่
ชายหนุ่มตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปใกล้ผนังเย็นเยียบนั้น มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปแตะพื้นผิวปูนที่เย็นเฉียบราวน้ำแข็ง ทันใดนั้น เสียงกระซิบแหบพร่าก็ลอดผ่านรอยต่อของอิฐบล็อกเข้ามา เป็นประโยคเดิม ประโยคที่เขาเคยพูดใส่หน้าเธอในวันที่เธอหยาดน้ำตาคลอเบ้าและกราบกรานขอความเห็นใจ
*'...เธอไม่มีค่าพอที่จะอยู่ที่นี่...'*
ธวินผงะถอยหลังด้วยความตกใจจนสะดุดพรมปูพื้นเกือบล้ม เขาลมหายใจติดขัด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด นี่ไม่ใช่ภาพหลอน... นี่คือผลกรรมที่กำลังตามมาทวงคืนทุกคำพูด ทุกหยาดน้ำตา และทุกความเจ็บปวดที่เขาเคยฝังรากลึกไว้ในใจของหญิงสาว
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องโถงชั้นล่าง ปาริศากำลังยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ด้วยชุดนอนผ้าไหมสีดำสนิท ใบหน้ารูปไข่ไร้รอยยิ้ม ดวงตากลมโตคู่สวยนิ่งสงบราวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น เธอกำลังมองเงาสะท้อนของตัวเอง—เงาของผู้หญิงที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่จากเศษซากความพังทลายในอดีต
ไม่มีหยาดน้ำตาหลงเหลือให้อีกฝ่ายเห็นอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความสะใจเย็นยะเยือกที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ทุกเสียงกระซิบในบ้านหลังนี้ ทุกรอยร้าวที่เกิดขึ้นบนผนัง และทุกความหวาดผวาของธวิน คือผลงานชิ้นเอกที่เธอจง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งลงมาจากบันไดทำให้ปาริศาไม่ต้องรอนาน ธวินปรากฏตัวขึ้นในชุดนอนยับยู่ยี่ ใบหน้าซีดเผือดเหงื่อท่วมกาย ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขารีบปรี่เข้ามาหาเธอราวกับคนใกล้บ้า มือหนาคว้าข้อแขนเรียวไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้ผิวเนื้อขาวเนียนขึ้นรอยแดง แต่ปาริศากลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว เธอเพียงแค่ก้มมองรอยมือนั้นด้วยสายตาเย้ยหยัน
"เธอทำอะไร... ปาริศา เธอทำอะไรกับกำแพงห้องนั้น!" ธวินเค้นเสียงถามด้วยความสั่นเครือ ลมหายใจหอบกระชั้นบ่งบอกถึงสติที่ใกล้ขาดผึ่ง
ปาริศาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามี รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเธองดงามราวกับดอกไม้พิษที่ผลิบานในคืนเดือนมืด น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าบาดลึกและเชือดเฉือนทุกความรู้สึกของคนฟัง
"ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะคุณธวิน..." เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นชาจนน่ากลัว "บ้านหลังนี้... มันแค่กำลังทวงคืนในสิ่งที่พวกคุณเคยทำไว้ต่างหากล่ะคะ"
"หยุดพูดนะ!" ธวินคำรามลั่นด้วยความจนตรอก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในหลุมพรางที่เธอขุดไว้ และไม่มีทางหนีรอดได้อีกต่อไป "เธอต้องการอะไรกันแน่ ปาริศา อยากให้ฉันกราบแทบเท้าเธอไหม? อยากให้ฉันตายคานี้ใช่ไหม ถึงจะพอใจ!"
ปาริศาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันช่างไพเราะเหลือเกินในความรู้สึกของเธอ มือเรียวอีกข้างค่อยๆ แกะมือของธวินออกจากข้อแขนของตัวเองอย่างช้าๆ ชัดเจน และไร้เยื่อใยราวกับกำลังปัดเป่าฝุ่นผงที่น่ารังเกียจ
"การตายมันง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างคุณค่ะคุณธวิน..." ปาริศาก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กระซิบเสียงแผ่วเบาข้างใบหูของชายหนุ่มที่กำลังสั่นเทา "คุณต้องอยู่... อยู่เพื่อชดใช้ทุกวินาทีที่ฉันเคยต้องทนทุกข์ทรมาน จนกว่าคุณจะจำความรู้สึกของการถูกเหยียบย่ำได้ขึ้นใจ"
ธวินผงถอยหลังด้วยความสิ้นหวัง แววตาของอดีตภรรยาในยามนี้ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีวิญญาณใดๆ ในบ้านหลังนี้ เธอกลายเป็นปิศาจที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ และปิศาจตนนี้ก็กำลังจะกลืนกินลมหายใจของเขาทั้งเป็น
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกริ่งหน้าประตูก็กรีดร้องขึ้น ทำลายความเงียบงันในยามวิกาลจนทั้งสองสะดุ้ง
ธวินขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ใครกันที่จะมาหาพวกเขาในเวลาตีสองเช่นนี้? ชายหนุ่มหันไปมองหน้าปาริศา แต่สิ่งที่เขาเห็นคือประกายตาไหววับที่ซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้—ประกายตาที่ไม่ได้มีความประหลาดใจเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ปาริศาไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแต่เดินนำหน้าเขาไปยังประตูบ้าน ช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับกำลังรอคอยแขกผู้ไม่ได้รับเชิญคนนี้มานานแล้ว
มือเรียวบิดกลอนประตูแล้วดึงเปิดออกช้าๆ แสงไฟสีส้มสลัวจากนอกบ้านสาดส่องเข้ามา กระทบร่างของเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตู—เด็กชายวัยราวหวบเศษ ใบหน้านั้นถอดแบบมาจากธวินราวกับพิมพ์เดียวกัน ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองเข้ามาด้านใน ก่อนที่ริมฝีปากเล็กๆ จะขยับเอ่ยคำพูดที่ทำให้หัวใจของธวินหยุดเต้นไปชั่วขณะ
"คุณแม่คะ... หนูมาตามสัญญาแล้วค่ะ"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนที่ไร้ดาว•ตอนที่ 7
เสียงกระซิบจากผนังห้อง
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวที่ไร้เสียงในคืนที่ไร้ดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!