บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700)•ตอนที่ 13

กลยุทธ์ป่าไผ่

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนใบไผ่แห้งดังกรอบแกรบ... ชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงหัวใจของคนผู้หนึ่งที่กำลังเต้นระรัวด้วยความหวาดระแวง" เงาสีดำทมิฬทาบทับลงบนผนังกระดาษสาของเรือนรับรองกลางป่าไผ่ตระกูลหลิน กลิ่นอายความตายไม่ได้มาพร้อมกับคาวเลือด แต่ลอยมากับกลิ่นหอมเย็นเยיתของกำยานจันทน์เทศราคาแพง ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ฐานะว่าผู้มาเยือนในยามวิกาลนี้ไม่ใช่โจรป่าข้างถนน หากแต่เป็นบุคคลระดับสูงผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายในราชสำนัก หลินซูเหยา ไม่ได้ขยับเขยื้อnกาย นางนั่งนิ่งอยู่เบื้องโต๊ะน้ำชาไม้ไผ่ขัดมัน ในมือเรียวบางดุจหยกสลักกำลังคีบเข็มเงินเล่มยาวจุ่มลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล สะท้อนใบหน้าเรียบเฉย เย็นชา และเด็ดเดี่ยวจนน่าเกรงขาม ดวงตาคู่คมกวาดมองไปยังเงาร่างที่ทาบทับอยู่ภายนอกอย่างไม่สะท้านสะเทือน "ป่าไผ่ตระกูลหลินในยามค่ำคืน ช่างเงียบสงบจนได้ยินเสียงมอดไม้กัดกินอำนาจ... ว่าisไม่จริงหรือ แม่นางหลิน?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากนอกหน้าต่าง น้ำเสียงนั้นเยียบเย็นดุจสายน้ำในฤดูเหมันต์ แต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่กดดันจนอากาศรอบกายแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ซูเหลายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา นางวางเข็มเงินลงบนถาดทองเหลืองกระทบกันจนเกิดเสียงกังวานใส "ท่านอ๋องเสด็จมาเยือนถึงเรือนไผ่รกชัฏเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้สถานที่ต่ำต้อยของหม่อมฉันแปดเปื้อนกลิ่นอายโลหิตจากสนามรบเสียกระมัง ประตูหน้าจวนมีไว้ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ แต่ดูท่าทาง... องค์ชายเซียวจวินอ๋อง จะโปรดปรานการปีนหน้าต่างมากกว่าเดินตามตรอกซอกซอย" สิ้นเสียงของนาง บานหน้าต่างไม้ไผ่ก็ถูกผลักออกอย่างแรงด้วยลมปราณไร้ลักษณ์ ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีนิลสนิทปักลายมังกรห้าก้าวด้วยด้ายทองคำแทรกกายเข้ามาภายในห้อง กลิ่นอายความดุดันดุจพยัคฆ์ร้ายแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง เซียวจวินอ๋องก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะน้ำชา นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง ระหว่างความแค้นเคืองที่นางกล้าท้าทายอำนาจของเขา กับความปรารถนาลึกล้ำที่อยากจะดึงร่างบอบบางนี้เข้ามากักขังไว้ในอ้อมอก "ปากคอเราะร้ายเช่นเคยนะ ซูเหยา" เซียวจวินอ๋องแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจดจ้องเข็มเงินในถาด "เจ้าจงใจปล่อยข่าวเรื่องสมุนไพรวิเศษล ็อตใหม่จากแดนใต้ เพื่อล่อให้สุนัขรับใช้ของไทเฮาโผล่หางออกมา แล้วใช้สถานที่แห่งนี้เป็นลานประหารหรือ? เจ้าช่างกล้าดึงกองทัพมังกรของเปิ่นหวางเข้ามาเกี่ยวข้องในเกมการเมืองเรือนหลังของสกุลหลินโดยไม่เกรงกลัวความตายเลยสักนิด" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง แม้ส่วนสูงของนางจะด้อยกว่าเขาอยู่มากโข แต่รัศมีในดวงตาของศัลยแพทย์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนกลับทรงพลังเสียยิ่งกว่าแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงคราม "หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้ งูพิษที่ซ่อนตัวอยู่ใต้รากไผ่คงไม่ยอมเลื้อยออกมาให้เห็นตัวจริง ท่านอ๋องเองก็คงเบื่อหน่ายกับการตามหาหลักฐานมัดตัวพวกมันในราชสำนักมิใช่หรือ? หม่อมฉันเพียงแค่ยืมมือพยัคฆ์เช่นพระองค์ มาช่วยกวาดล้างสุนัขรับใช้ให้สะอาดหมดจดเท่านั้นเองเพคะ" คำพูดของนางเฉียบคมดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เซียวจวินอ๋องหรี่ตาลง ร่างสูงโน้มตัวลงมาประชิดโต๊ะน้ำชาจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนใส กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นอายสงครามทำให้บรรยากาศภายในห้องคับแคบลงทันตาเห็น "เจ้ากล้าใช้เปิ่นหวางเป็นหมากในกระดานของเจ้าหรือ? หลินซูเหยา... รู้หรือไม่ว่า หมากตัวไหนที่บังAาญล้ำเส้นเปิ่นหวาง จุดจบมักจะจบลงด้วยการถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก" "ถ้านั่นคือจุดจบของหม่อมฉัน ท่านอ๋องคงต้องลงมือด้วยพระองค์เองแล้วล่ะเพคะ" ซูเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวเอื้อมไปหยิบกาน้ำชาเคลือบหยก รินน้ำชาสีอำพันอุ่นๆ ลงในถ้วยตรงหน้าของเซียวจวินอ๋องอย่างประณีตบรรจง "แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น เชิญเสวยน้ำชาต้อนรับอาคันตุกะยามวิกาลก่อนเถิด หม่อมฉันเป็นห่วงว่า... พิษในกานี้ หากทิ้งไว้นานเกินไป รสชาติมันจะกร่อยเสียก่อนที่เหยื่อตัวจริงจะมาถึง" เซียวจวินอ๋องก้มมองถ้วยชาที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้า มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและเสน่ห์อันตราย เขารู้ดีว่ารอบบริเวณป่าไผ่แห่งนี้ บัดนี้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยนักฆ่าเงาจากตำหนักไทเฮาไม่ต่ำกว่าสามสิบชีวิต และพวกมันกำลังรอจังหวะพังประตูกรูเข้ามา บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไผ่เสียดสีกันดังหวีดหวิว ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต เซียวจวินอ๋องยื่นมือหนาออกไปหมายจะคว้าข้อมือเรียวของนาง แต่ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสโดนผิวเนื้อของซูเหยา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก พร้อมกับเสียงเหล็กกระทบกันระรัว! *เคร้ง! เคร้ง! ฉับ!* ประตูไม้ไผ่ถูกพลังลมปราณกระแทกจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้กระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดนักฆ่าสีเทาเข้มปิดบังใบหน้า แววตาทอประกายอำมหิตพร้อมอาวุธในมือที่อาบด้วยยาพิษเรืองแสงสีม่วงเข้ม แต่ทว่า... สิ่งที่ทำให้เซียวจวินอ๋องต้องชะงัก และทำให้ดวงตาคมกริบของซูเหยาหรี่แคบลงทันที ไม่ใช่เหล่านักฆ่าที่บุกเข้ามา หากแต่เป็นเงาร่างของบุรุษอีกผู้หนึ่ง ที่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเข้ามาเป็นคนสุดท้าย บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์ปักลายกิเลนสีขาวสะอาดตา ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลักประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนดุจบัณฑิตผู้ทรงคุณธรรม ทว่าในมือกลับถือกระบี่ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดหยดติ๋ง... และที่สำคัญที่สุด บุรุษผู้นั้นคือ "เซียวอี้อ๋อง" องค์ชายรอง อนุชาต่างมารดาของเซียวจวินอ๋อง ผู้ซึ่งควรจะกักบริเวณอยู่แต่ในจวนหลวงตามพระราชโองการเมื่อยามบ่าย! "พี่ใหญ่... ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ เหตุใดจึงมานั่งจิบชารื่นรมย์อยู่กับว่าที่พระชายาของน้องได้เล่าพ่ะย่ะค่ะ?" เซียวอี้อ๋องแย้มยิ้มกว้าง ดวงตาสีรัตติกาลทอประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง ขณะที่ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงมายังคอหอยของหลินซูเหยาอย่างอารมณ์ดี ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับปลายปากกาของพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%