บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700)•ตอนที่ 15

ยาถอนพิษที่ไม่มีอยู่จริง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายอันเย็นเยียบของคุกใต้ดินหลวงโชยปะทะนาสิก คล้ายกับกลิ่นอายแห่งความตายที่ถูกหมักบ่มมานับแรมปี ใต้แสงคบเพลิงที่วับแวมราวกับดวงตาของปีศาจ ร่างของไต้เท้าเฉิน อดีตเสนาบดีกรมพิธีการผู้กุมความลับเรื่องตราหยกแผ่นดิน ถูกตรึงไว้บนกางเขนไม้ด้วยโซ่ตรึงเหล็กกล้า เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนตีจนอาภรณ์สีต่วนปักลายเมฆาขาดวิ่น อาบย้อมด้วยโลหิตสีคล้ำที่ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ทว่าริมฝีปากที่แห้งผากกลับเม้มสนิท ดึงดันไม่อปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ "ทรมานจนถึงขั้นนี้แล้ว สุนัขรับใช้ผู้นี้ก็ยังคงกระดูกแข็งยิ่งนัก" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในความมืดดังขึ้น เซียวจวินอ๋องก้าวพระบาทเข้ามาในห้องขังด้วยอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิท ขอบฉลองพระองค์กุ๊ดด้วยดิ้นทองสะท้อนประกายไฟวับวับ แววพระเนตรคมปลาบดุจใบมีดน้ำพี้ กวาดมองร่างที่สะบักสะบอมด้วยความเหี้ยมเกรียมและไร้ความปรานี พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นเชิงสั่งให้ผู้คุมถอยห่าง ก่อนจะทอดพระเนตรไปยังร่างบางที่ยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ หลินซูเหยาอยู่ในชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่รวบขึ้นอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาว บนใบหน้างามล้ำเลิศไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนสันหลังวาบราวกับยืนอยู่ปากเหวนรก นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างของไต้เท้าเฉิน ช้าๆ อาการก้าวเดินสง่างามดั่งหงส์เหิน ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา ในมือเรียวขาวดั่งหยกสลักถือกล่องไม้จันทน์หอมแกะสลักลวดลายวิจิตร "กระดูกแข็งหรือเพคะ? หม่อมฉันเกรงว่า... มันไม่ใช่เพราะเขาภักดีหรอกเพคะท่านอ๋อง" ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไพเราะราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ผลิ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงกระดูกดำ นางปรายตาคมปลาบมองไต้เท้าเฉินที่ส่งสายตาดุดันกลับมา "แต่เป็นเพราะเขาคิดว่า... ความตายจะนำความลับนั้นลงหลุมฝังไปด้วยต่างหาก" ไต้เท้าเฉินแค่น1เสียงในลำคอ ดวงตาที่ขุ่นมัวด้วยความเจ็บปวดจ้องมองนางเขม็ง "ฮึ! นังแพทย์หญิงปีศาจ เจ้าอย่าได้เพ้อเจ้อ! ต่อให้เจ้าใช้ยาพิษร้อยชนิดมาทรมานข้า ข้าก็ไม่มีวันปริปากบอกเรื่องจดหมายลับนั่นหรอก!" ซูเหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขันใดๆ นางเปิดกล่องไม้จันทน์ออก เผยให้เห็นแผงเข็มเงินเรียงรายนับร้อยเล่ม สะท้อนแสงไฟวับวับ แสงนั้นเฉียบคมและเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น นางหยิบเข็มเงินเล่มยาวที่สุดขึ้นมาหมุนเล่นในเรียวนิ้ว ราวกับมันเป็นพู่กันด้ามโปรดที่กำลังจะวาดภาพทิวทัศน์อันงดงาม "ยาพิษงั้นหรือ? ท่านเข้าใจผิดแล้ว ไต้เท้าเฉิน" ซูเหยาโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของขุนนางเฒ่า น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เหี้ยมเกรียมถึงขั้วหัวใจ "หม่อมฉันเป็นแพทย์ผู้ช่วยชีวิตผู้คน จะใช้ยาพิษให้เสียมือคู่สัตย์ซื่อของตนได้อย่างไรเล่า สิ่งที่หม่อมฉันจะมอบให้ท่านในวันนี้... คือ 'ศิลปะแห่งการมีชีวิตอยู่' ต่างหากเล่าเพคะ" เซียวจวินอ๋องประทับยืนกอดพระอุระทอดพระเนตรการกระทำของสตรีตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ พระเนตรคมกริบฉายแววพึงพอใจและระคนทึ่งในความลึกล้ำของนาง สตรีผู้นี้ไม่เคยทำให้พระองค์ผิดหวัง ทุกย่างก้าว ทุกคำพูด และทุกกลยุทธ์ของนาง ล้วนเฉียบคมดั่งคมดาบที่อาบยาพิษ ไร้ซึ่งความปรานีแต่กลับงดงามจนละสายตาไม่ได้ ซูเหยาบรรจงฝังเข็มเงินเล่มแรกลงไปที่จุด 'ไท่ชง' บนหลังเท้าของไต้เท้าเฉินอย่างแม่นยำ ไร้ความลังเล น้ำหนักมือพอเหมาะพอเจาะจนเข็มจมลงไปถึงครึ่งเล่ม "อ๊ากกก!" เสียงกรีดร้องโหยหวนดั่งสัตว์ป่าบาดเจ็บดังลั่นห้องขังใต้ดิน ไต้เท้าเฉินสะดุ้งสุดตัวจนโซ่ตรึงเหล็กกล้าส่งเสียงกระทบกันกราวใหญ่ เส้นเลือดที่ขมับและลำคอปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายท่วมใบหน้าซีดเผือด "นี่... นี่มันอะไรกัน! ทำไม... ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนถูกไฟแผดเผาที่กระดูก!" ขุนนางเฒ่าหอบหายใจรวยริน ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด "นี่คือกลไกของร่างกายมนุษย์เพคะ" ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจเย็น ราวกับกำลังบรรยายตำการแพทย์ให้นักศึกษาฟัง นางหยิบเข็มเล่มที่สองขึ้นมา ปักลงที่จุด 'เหอหู่' บนฝ่ามือของเขา "เข็มเล่มแรกจะไปกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณปลายประสาทส่วนปลายให้ตื่นตัวเป็นร้อยเท่า ส่วนเข็มเล่มที่สอง... จะทำให้ประสาทสัมผัสรับรู้ความเจ็บปวดไม่สามารถปิดกั้นได้ ท่านจะรู้สึกเหมือนถูกไฟแผดเผา นํ้ากรดกัดกร่อน และมีหนอนนับหมื่นตัวกำลังไชชอนแทะกินกระดูกของท่านทีละนิด... ทีละนิด..." นางหยุดพูดเล็กน้อย รอยยิ้มงดงามผุดขึ้นที่มุมปาก ทว่าในสายตาของไต้เท้าเฉิน นางในเวลานี้ช่างน่ากลัวยิ่งกว่ายมทูตแห่งขุมนรกโลกันตร์ "ที่สำคัญที่สุด... ยาชาหรือยาระงับปวดใดๆ ในโลกนี้ ล้วนใช้ไม่ได้ผลกับเข็มชุดนี้ เพราะมันถูกออกแบบมาให้ท่าน 'มีสติ' รับรู้ทุกความเจ็บปวดอย่างแจ่มชัด ท่านจะไม่มีวันเป็นลมหมดสติหนีความทรมานนี้ไปได้เลย จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดินในอีกสามวันข้างหน้า... น่าสนุกใช่ไหมล่ะเพคะ?" เซียวจวินอ๋องทอดพระเนตรภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย พระองค์ทรงเคยผ่านศึกสงครามมาโชกโชน เห็นความตายมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ความตายจะถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่งดงามและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ หัวใจที่ด้านชามานานนับปีของแม่ทัพผู้เกรียงไกรกลับเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ พระองค์ทรงลอบทอดพระเนตรแผ่นหลังบอบบางของสตรีในชุดขาวด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำใดออกมาได้ "ข้า... ข้าจะบอก! ข้าจะบอกทุกอย่าง!" เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปเดียว ไต้เท้าเฉินที่เคยมีกระดูกแข็งดั่งเหล็กกล้า บัดนี้ร่างกายสั่นเทาพับลงราวกับไร้กระดูก น้ำตาน้ำมูกไหลนองหน้าด้วยความทรมานเกินกว่ามนุษย์จะทนทานไหว ความลับที่กุมไว้เพื่อแลกกับชีวิตบัดนี้ไม่มีค่าอันใดอีกต่อไป เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่กำลังแผดเผาร่างกายและจิตวิญญาณ ซูเหยาชะงักมือที่กำลังจะหยิบเข็มเล่มที่สาม นางส่งยิ้มอ่อนหวานให้เขา ราวกับแพทย์ผู้มีความเมตตากรุณากำลังปลอบโยนคนไข้ "โอ้... อาการเจ็บปวดทุเลาลงแล้วหรือเพคะ? เช่นนั้น เชิญท่านกล่าวได้เลย หม่อมฉันและท่านอ๋องทรงรอฟังอยู่" ขุนนางเฒ่าหอบหายใจสะอึกสะอื้น รีบเอ่ยปากสารภาพความลับเรื่องบัญชีลับและรายชื่อขุนนางกบฏที่ซุกซ่อนไว้ในจวนอย่างละเอียดละออ โดยมีองครักษ์เงาจดบันทึกทุกคำพูดไว้ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่พยางค์เดียว ซูเหยาเก็บเข็มเงินลงกล่องอย่างประณีต นางหันไปโค้งคำนับให้เซียวจวินอ๋องช้าๆ ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะถอยหลังออกไปเพื่อปล่อยให้กรมการเมืองจัดการต่อ สายตากลับเหลือบไปเห็นกระดาษสาแผ่นหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ในสาบเสื้อของไต้เท้าเฉินที่หลุดลุ่ย นางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย จึงก้าวเข้าไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่ออกดู เพียงแค่กวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ บนนั้น ลมหายใจของศัลยแพทย์สาวผู้ไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใดกลับสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนไม่อยากเชื่อ ในกระดาษแผ่นนั้น มิใช่รายชื่อขุนนางกบฏ... แต่มันคือตราประทับลับของ 'ตำหนักใน' และข้อความลายมือตวัดหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกชาดสีแดงฉานประดุจเลือดสดๆ ใจความว่า: *‘กำจัดเซียวจวินอ๋องซะ... แล้วความลับเรื่องการตายของฮองเฮาเมื่อสิบปีก่อน จะถูกฝังกลบตลอดกาล’* ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกึกก้องจากด้านนอกคุกใต้ดิน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์หน้าประตูที่ดังทะลุเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "แย่แล้วพะยะค่ะท่านอ๋อง! ราชองครักษ์เสื้อแพรจากฮองเฮานำพระราชโองการด่วนพิเศษ บุกเข้ามาปิดล้อมคุกใต้ดินไว้หมดแล้วพะยะค่ะ!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับปลายปากกาของพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%