บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700)•ตอนที่ 5

ของขวัญจากท่านอ๋อง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงระยับลอยวนอยู่ในห้องหนังสือมืดสลัว แสงจากตะเกียงสำริดรูปหงส์สลักลายวิจิตรวาดเงาทอดยาวบนม่านไหมปักดิ้นทอง ทว่าบรรยากาศภายในกลับหนาแน่นจนคล้ายอากาศถูกสูบออกจนหมดสิ้น หลินซูเหยานั่งหลังตรงอยู่เบื้องโต๊ะไม้ฮวาหลี ปลายเรียวนิ้วของนางมิได้สั่นเทาแม้แต่น้อย ขณะคีบเข็มเงินเล่มบางเฉียบที่เพิ่งผ่านเปลวไฟขึ้นพินิจ เนื้อความในกระดาษสาแผ่นบางที่แนบมาพร้อมกับกล่องไม้จันทน์แกะสลักลวดลายพยัคฆ์ทะยานเมฆ มิใช่คำขู่ฆ่า แต่เป็นปริศนาอักษรจีนโบราณสามตัวที่เขียนด้วยพู่กันขนหมาป่า น้ำหมึกสีชาดเข้มข้นจนแทบหยด *“หมากตาที่สาม... หากเดินผิดตาเดียว ศศีษะย่อมหลุดจากบ่า”* นางแค่นหัวเราะในลำคอแผ่วเบา รอยยิ้มเย้ยหยันแต้มขึ้นที่มุมปากอย่างงดงามแต่เยียบเย็น เซียวจวินอ๋อง... บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมเกียรติและกุมอำนาจครึ่งค่อนแผ่นดินผู้นั้น ช่างสรรหาวิธีทดสอบความกล้าหาญของเชลยในเรือนหลังผู้นี้เสียจริง เขามิได้ส่งมือสังหารมาเด็ดหัวนางในยามวิกาลอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับส่ง "ปัญหาคณิตศาสตร์ชั้นสูง" ผสมผสานกับกลยุทธ์การทหารมาให้แก้ต่างหาก กระดาษแผ่นนั้นระบุถึงค่ายกลทหารม้าแปดทิศที่ถูกดัดแปลงมาจากตำราพิชัยสงครามยุคราชวงศ์ก่อน หากมองเผินๆ คือค่ายกลสังหารที่ไร้ทางรอด แต่ด้วยสายตาของศัลยแพทย์ผู้ผ่านการผ่าตัดซับซ้อนมานับร้อยเคส หลินซูเหยากลับมองเห็น "รอยประสาน" และ "จุดอ่อน" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบนั้นราวกับเส้นเลือดฝอยในร่างกายมนุษย์ "ช่างเป็นบุรุษที่เย่อหยิ่งและเจ้าเล่ห์เสียจริง..." นางพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะหยิบพู่กันขนกระต่ายจุ่มน้ำหมึกสีดำสนิทอย่างไร้ความลังเล เสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับแมวป่าเหยียบบนพรมขนสัตว์ดังขึ้นที่นอกหน้าต่าง พร้อมกับเงาร่างสูงตระหง่านที่ทาบทับลงบนบานประตู กระดาษสาแผ่นเดิมถูกตวัดปลายพู่กันเขียนตอบโต้กลับไปด้วยลายมือหวัดที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน ทุกจังหวะการลากเส้นสะท้อนถึงมันสมองอันเฉียบคมที่มิเคยยอมจำนนต่อผู้ใด ครั้นจดหมายตอบถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อยและประทับด้วยรอยนิ้วมือของนางแทนตราประทับ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามนัดหมาย ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... "แม่นางหลิน" เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์เงาประจำตัวท่านอ๋องดังลอดเข้ามา "จดหมายตอบของท่าน... ท่านอ๋องรอทอดพระเนตรอยู่ ณ ตำหนักบูรพา" ซูเหยาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์ผ้าแพรสีม่วงเข้มปักลายดอกโบตั๋นขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดิน นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกของนางกลับสร้างความกดดันให้แก่อองครักษ์หนุ่มจนต้องหลบสายตา เมื่อประตูบานสลักถูกผลักเปิดออก กลิ่นอายความหนาแน่นของอำนาจและกลิ่นบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ก็โชยปะทะนาสิก เซียวจวินอ๋องประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้จันทน์แดง ดวงเนตรคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บคู่นั้นกวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินราคาชีวิตของเหยื่อที่เดินเข้าสู่กรงเล็บด้วยความสมัครใจ "เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าแก้หมากของเปิ่นหวางด้วยวิธีนี้?" พระสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทว่าแววตากลับไหววูบด้วยประกายความพึงพอใจที่ยากจะซ่อนเร้น หลินซูเหยาสยบกายทำความเคารพเพียงครึ่งตัวตามพิธีการอย่างไว้ศักดิ์ศรี นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนเรียวปากสีชาด "ทูลท่านอ๋อง ค่ายกลที่พระองค์ทรงทดสอบหม่อมฉัน มิใช่ค่ายกลสังหารแท้จริง หากแต่เป็น 'รอยแผลเป็น' บนหน้าอกของแผ่นดินต่างหากเล่าเพคะ..." นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทรงอักษรทีละน้อย จนกระทั่งกลิ่นหอมเย็นจากกายสาวลอยละลิ่วเข้าสู่ประสาทสัมผัสของแม่ทัพผู้เยือกเย็น เซียวจวินอ๋องมิได้ถอยหนี พระองค์กลับโน้มพระวรกายมาเบื้องหน้าเล็กน้อย ดวงเนตรคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานางราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ดวงหน้างามล่มเมืองนั้น "หึ... เจ้ากล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้เชียวหรือ ซูเหยา" พระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่แหบพร่าลงเล็กน้อย พระaniสางเอื้อมพระหัตถ์หนาออกไปหมายจะเชยคางนางขึ้นมาพินิจใกล้ๆ ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับห่าฝนก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากนอกตำหนัก องครักษ์ประจำพระองค์พุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยใบหน้าซีดเผือด "กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... และ... และจดหมายจากชายแดนเหนือระบุว่า กองทัพแคว้นเหลียงทะลวงค่ายกลแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจวินอ๋องชะงักพระHatsสางที่กำลังจะสัมผัสกรอบหน้าของหลินซูเหยา ดวงเนตรพยัคฆ์แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันเหี้ยมเกรียมในพริบตา พระองค์ทรงหันกลับไปมองข้ามพระอังสา ทว่ายังไม่ทันที่พระองค์จะตรัสสิ่งใด หลินซูเหยากลับเอื้อมมือเรียวบางไปคว้าถ้วยชาสำริดบนโต๊ะที่ยังคงมีไอความร้อนลอยกรุ่นขึ้นมา นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ จิบหนึ่งอย่างใจเย็น ราวกับสถานการณ์วิกฤตเบื้องหน้าเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ ท่าทีที่สุขุมเกินมนุษย์นี้ทำให้เซียวจวินอ๋องต้องหันกลับมาจ้องมองนางอีกครั้งด้วยความประหลาดใจระคนระแวง "ท่านอ๋อง..." หลินซูเหยาแย้มสรุปด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นความลับนับร้อยประการไว้เบื้องหลัง "ดูท่า... สงครามที่แท้จริงหาใช่ที่ชายแดนหรอกเพคะ แต่อยู่ที่จอกชาถ้วยนี้ต่างหาก ว่าพระองค์จะกล้าดื่มมันร่วมกับหม่อมฉันหรือไม่..." นางยื่นถ้วยชาส่งให้พระองค์ ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ขณะที่เสียงกลองศึกจากนอกกำแพงวังเริ่มดังกระหน่ำขึ้นทีละน้อย... ทีละน้อย... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับปลายปากกาของพงศาวดารมีชีวิตครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%