บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700)•ตอนที่ 17

กับดักของฮ่องเต้

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงกริบของคมมีดผ่าตัดเงินบริสุทธิ์ที่กระทบลงบนถาดกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ดังก้องกังวานอยู่ในตำหนักในที่เงียบสงัดดุจป่าช้า หลินซูเหยานั่งหลังตรงแน่วอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง แสงจากตะเกียงน้ำมันสำริดโบราณส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของนางจนเกิดเงาพาดทราม สตรีในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีครามเข้มไม่ได้แสดงอาการหวาดหวั่นต่อบรรยากาศกดดันรอบตัวแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงเช็ดทำความสะอาดเข็มเงินชุดใหม่ด้วยผ้าแพรไหมเนื้อนุ่มอย่างใจเย็น ราวกับว่ามหาวิบัติแห่งราชสำนักที่กำลังโถมเข้าใส่ หาได้มีความหมายใดเทียบเท่ากับชีวิตของผู้ป่วยตรงหน้า "เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้กุมอำนาจเหนือคลังยาสมุนไพรหลวงโดยไม่ผ่านตราประทับจากสำนักกิจการภายใน" น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากความมืดสลัวเบื้องหลังม่านมุก เซียวจวินอ๋องก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ กลิ่นอายความเย็นชาและกลิ่นอายสงครามที่ติดตัวเขามาเนิ่นนานแผ่ซ่านจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลง ทว่าท่าทีของบุรุษผู้กุมกองทัพมังกรในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความระแวงแคลงใจที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้แววตาดุจพยัคฆ์ร้าย ซูเหยาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองนางพญาหรือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ นางเพียงหยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งขึ้นมาพิจารณา "หากหมอหลวงมีปัญญาพอกลั่นกรองพิษในพระกระยาหารของไทเฮาได้ตั้งแต่สามวันก่อน หม่อมฉันก็คงไม่ต้องใช้วิธีการที่ท่านเรียกว่า 'กุมอำนาจ' หรอกเพคะ ท่านอ๋อง... หรือเกรงว่าอำนาจที่ท่านหวงแหนนักหนา กำลังจะถูกสั่นคลอนเพียงเพราะสตรีต่างถิ่นคนหนึ่งใช้เข็มเงินช่วยชีวิตคนไว้ได้กันแน่" วาจาเฉียบคมดุจใบมีดกรีดแทงลงบนจุดเปราะบาง เซียวจวินอ๋องขยับกายเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีเข้มก้มลงมองสตรีตรงหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน แววตาของแม่ทัพหนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ—เบื้องลึกคือความห่วงใยที่แทบคลั่งที่นางเอาตัวเข้าแลกกับเกมอำนาจ แต่เบื้องหน้าคือบททดสอบอันโหดร้ายที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหยิบยื่นมาให้เพื่อทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสอง "เจ้าช่างไม่รู้อะไรเลย ซูเหยา" น้ำเสียงของเซียวจวินอ๋องอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อยามเอ่ยกระซิบข้างใบหูของนาง "ฮ่องเต้ไม่ได้สนพระทัยเรื่องคลังยา... สิ่งที่พระองค์ต้องการคือหัวใจของเจ้า และถ้าเจ้ายังคงเดินเกมเคียงคู่กับข้าเช่นนี้ พระองค์จะถือว่าเจ้าคือ 'กบฏ' ที่ต้องถูกกำจัดพร้อมกับกองทัพมังกร" ซูเหยาชะงักมือที่กำลังถือเข็มเงิน นางหันขอบตาขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดิน นัยน์ตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนภาพของเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว "ท่านกำลังกลัวหรือเพคะ... กลัวว่าข้าจะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ท่านพ่ายแพ้บนกระดานหมากรุกของฮ่องเต้" "ข้าไม่เคยกลัวสิ่งใดบนโลกใบนี้ ยกเว้น..." เซียวจวินอ๋องกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ มือหนายื่นออกไปหมายจะกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบของนางไว้เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของขันทีหลวงก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ "มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง!" ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดก้าวเข้ามาพร้อมกับม้วนพระราชโองการประทับตราหยกสีทองอร่าม เขารีบทรุดตัวคุกเข่าลงทันทีด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นอย่างปิดไม่มิด เซียวจวินอ๋องผละตัวออกจากซูเหยาอย่างจำใจ ใบหน้ากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งอีกครั้ง เขายื่นมือออกไปรับม้วนพระราชโองการนั้นมาคลี่ออกอ่าน สายตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรจีนโบราณที่เขียนด้วยหมึกสีชาดอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อบริเวณกรามของแม่ทัพหนุ่มขบเข้าหากันจนนูนเด่น บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความกดดันที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ซูเหยาลอบสังเกตปฏิกิริยาของชายหนุ่ม หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างที่เลวร้าย "มีเนื้อความว่าอย่างไรหรือเพคะ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เซียวจวินอ๋องค่อยๆ ม้วนพระราชโองการเก็บด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาหันกลับมามองสตรีที่ตนรักสุดหัวใจด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้เจ้า..." เซียวจวินอ๋องหยุดเว้นจังหวะไปชั่วขณะ กลืนก้อนความขื่นขมลงคอ "เดินทางไปประจำการ ณ ตำหนักบูรพา เพื่อถวายการรักษาพระชายารัชทายาทเป็นการส่วนตัว... โดยไม่อนุญาตให้กลับออกมาจนกว่าจะครบกำหนดหนึ่งปีเต็ม" ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย ตำหนักบูรพาคือแดนสนธยาที่ไร้ทางออก เป็นกรงทองที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่คำสั่งให้ไปรักษาคน แต่เป็นการกักบริเวณและแยกนางออกจากเซียวจวินอ๋องโดยเด็ดขาด เพื่อตัดแขนตัดขาและทำลายอำนาจเบื้องหลังของกองทัพมังกรอย่างเลือดเย็น ทว่าในวินาทีที่ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้อง ทันใดนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักด้านนอกก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง เสียงฝีเท้าของนางกำนัลอาวุโสผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับถาดกระเบื้องเคลือบที่วางถ้วยชาหอมกรุ่น บนถาดมีป้ายคำสั่งลับสลักรูปมังกรห้าเล็บวางอยู่เด่นชัด "ฮ่องเต้มีพระเมตตา พระราชทานชาสมุนไพรล้างพิษถ้วยนี้แก่หมอหลวงหลิน เพื่อดื่มเสริมสิริมงคลก่อนออกเดินทางในยามวิกาลนี้ทันทีเพคะ" นางกำนัลกล่าวด้วยรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว เซียวจวินอ๋องพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าถาดชานั้นทันที นัยน์ตาดำขลับฉายแววดุร้ายดั่งพยัคฆ์พร้อมขย้ำเหยื่อ "บังز! ใครกล้าสั่งให้ฮ่องเต้พระราชทานชาถ้วยนี้ตอนกลางดึก!" ซูเหยาผุดลุกขึ้นยืนช้าๆ นางเอื้อมมือไปแตะแขนของเซียวจวินอ๋องเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม ก่อนจะก้าวผ่านร่างสูงใหญ่ของเขาไปเผชิญหน้ากับถาดกระเบื้องตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงที่ขอบถ้วยชาที่ยังคงมีไอความร้อนคุกรุ่นลอยขึ้นมา นางแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มของสตรีผู้กุมความเป็นความตายไว้ในกำมือ "ไม่ต้องตกใจไปหรอกเพคะ ท่านอ๋อง" ซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ในเมื่อฝ่าบาททรงประทานความตายมาให้ถึงมือ มีหรือที่หม่อมฉันผู้เป็นหมอ... จะปฏิเสธน้ำพระทัยนี้ได้ลงคอ" นางยื่นมือออกไปหมายจะยกถ้วยชาเคลือบสีไข่ไก่นั้นขึ้นมาจิบต่อหน้าต่อตาของทุกคน ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของเซียวจวินอ๋องที่พยายามจะคว้ามือของนางไว้ แต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเดียว! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับปลายปากกาของพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%