กลอนประตูทองเหลืองสลักลายหงส์ร่อนมังกรทะยานถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซึ่งเสียงเตือน
ภายในเรือนส่วนตัวของหลินซูเหยา ไร้ซึ่งแสงคบเพลิงเจิดจ้า มีเพียงแสงนวลละมุนของจันทร์เพ็ญที่สาดส่องผ่านม่านโปร่งสีมุก ทาบทับร่างระหงที่กำลังนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางไม่ได้หันกลับไปมองผู้มาเยือนแม้แต่น้อย ปลายเรียวนิ้วยังคงจรดอยู่บนด้ามเข็มเงินเล่มยาว ประหนึ่งล่วงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าเงาดำทะมึนที่ทาบทับลงบนพื้นเบื้องหลังคือนរผู้ใด
"ยามวิกาลเช่นนี้ หากท่านอ๋องทรงปีนกำแพงเรือนของสตรี unmarried (ยังไม่ออกเรือน) เช่นข้าแพร่งพรายออกไป เกรงว่าชื่อเสียงของกองทัพมังกรคงต้องมัวหมองเพราะเรื่องชู้สาวในห้องหอเสียแล้วกระมังครับ... อภัยด้วย ข้าหมายถึง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ท่านคงมิอาจอ้างความชอบธรรมใดในการเข้าพบข้าได้ตามธรรมเนียม"
เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย ทว่าแฝงความเยียบเย็นและคมกริบดั่งคมมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรไหม
เซียวจวินอ๋องหยุดฝีเท้าลงห่างจากนางเพียงคืบ กลิ่นอายสงครามและกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กยังคงติดอยู่บนอาภรณ์ผ้าแพรสีดำสนิทปักดิ้นทองของเขา ดวงเนตรคมกลาบดั่งพยัคฆ์ยามล่าเหยื่อทอดมองแผ่นหลังบางที่ตั้งตรงอย่างดื้อรั้น เขามิได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองหนักอึ้งดั่งขุนเขาไท่ซานที่กดทับลงบนผืนน้ำแข็งบาง
"เจ้าคิดว่าข้ามาเพื่อเจรจาเรื่องธรรมเนียมกระนั้นหรือ ซูเหยา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามในลำคอของสัตว์ป่าทรงอำนาจดังขึ้น มันมิใช่ความโกรธเกรี้ยว หากแต่เจือไว้ด้วยความอ่อนล้าที่ถูกซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียนภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็นที่เขาสวมใส่มาตลอดชีวิต
หลินซูเหยาลุกขึ้นช้าๆ นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะขับเน้นให้ผิวพรรณของนางเปล่งประกายเรืองรองในความมืด ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววเย้ยหยันชัดเจน
"แล้วท่านมาทำไม? มาเพื่อเตือนสติข้าว่าอย่าได้ก้าวก่ายเกมการเมืองในราชสำนักอีก? หรือมาเพื่อตอกย้ำว่าต่อให้ข้าใช้เข็มเงินช่วยชีวิตขุนนางไปกี่คน สุดท้ายก็เป็นได้แค่หมากตัวหนึ่งในกำมือของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น"
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้เสียจนเซียวจวินอ๋องได้กลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่คุ้นเคยจากตัวนาง มันเป็นกลิ่นที่คอยตามหลอกหลอนเขาในยามค่ำคืนที่สนามรบไร้ซึ่งความสงบ มือหนาที่ผ่านการจับกระบี่คร่าชีวิตคนมานับไม่ถ้วนค่อยๆ ยกขึ้น ปลายพลองนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย—อาการที่มิเคยเกิดขึ้นยามเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสน—ทว่าเขากลับยั้งมือไว้กลางอากาศ ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องปลายเส้นผมของสตรีตรงหน้า
"ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นหมาก" เขากล่าวทีละคำ น้ำหนักในแต่ละพยางค์หนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ "หมากตัวใด เดินแล้วทิ้งแล้วได้ แต่เจ้า... หากข้าสูญเสียเจ้าไป ต่อให้ได้ครองแผ่นดินนี้ แผ่นดินนั้นก็เป็นเพียงซากปรักหักพังที่ไร้ลมหายใจ"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา หลินซูเหยาชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยถูกปิดตายด้วยกำแพงแห่งความระแวงและโลกอนาคตที่นางจากมา กลับไหววูบดั่งถูกสายลมพัดผ่านผิวน้ำ
แต่นางคือหลินซูเหยา ศัลยแพทย์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับร้อยเคส นางเรียนรู้มาว่า คำหวานมักมาพร้อมกับยาพิษที่เคลือบน้ำผึ้ง
"คำก็แผ่นดิน สองคำก็บัลลังก์" นางแค่นหัวเราะเบาๆ ดวงตาคู่สวยรื้นด้วยประกายความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น "ท่านอ๋อง เซียวจวินอ๋อง... ท่านพูดคำว่ารักได้เต็มปาก แต่ท่านกลับสั่งประหารชีวิตคนสกุลมู่โดยไม่กะพริบตา ท่านใช้ข้าเป็นเหยื่อล่อในงานเลี้ยงสוวรคค์เพื่อให้ฮ่องเต้ตายใจ ท่านกระทำทุกอย่างเพื่ออำนาจ แล้วคาดหวังให้ข้าเอาหัวใจวางไว้บนแท่นบูชาของท่านอย่างนั้นหรือ? ท่านเห็นข้าเป็นสตรีโง่เขลาเบาปัญญาหรือไร!"
"ข้าไม่ได้ทำเพื่ออำนาจ!" คราวนี้เสียงของเซียวจวินอ๋องตึงเครียดขึ้น เขาก้าวประชิดตัวนาง บังคับให้นางถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับบานหน้าต่างไม้แกะสลัก มือทั้งสองข้างของเขายันขอบหน้าต่างไว้ กักขังร่างบางไว้ในอ้อมแขนโดยปริยาย ดวงตาคมกلاบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานางราวกับจะทะลวงเข้าไปถึงวิญญาณ "ที่ข้าต้องเหยียบย่างบนกองเลือด ที่ข้าต้องชิงดีชิงเด่นในราชสำนักเน่าเฟะนี้ ก็เพื่อสร้างแผ่นดินที่ไม่มีใครสามารถบังคับขู่เข็ญเจ้าได้อีก! เพื่อที่วันหนึ่ง... เจ้าจะได้ไม่ต้องใช้เข็มเงินปกป้องตัวเองจากเงื้อมมือใครหน้าไหนทั้งสิ้น!"
ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากัน ความใกล้ชิดนี้ทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่น หลินซูเหยาสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวภายใต้เกราะเหล็กของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ นางเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแผดเผาด้วยความร้อนรุ่มจากสายตาที่เขามองมา
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะหลอมละลายความหวาดระแวงทั้งหมดลง สัญชาตญาณอันเฉียบคมของแพทย์สาวกลับทำงานขึ้นมาฉับพลัน
กลิ่นหอมประหลาด... กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาจางๆ ลอยปะปนมากับสายลมยามวิกาลที่พัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่าง
ไม่ใช่กลิ่นจากสวนดอกไม้ด้านนอก... แต่มันมาจากถ้วยชาอุ่นๆ บนโต๊ะไม้จันทน์ที่สาวใช้รินทิ้งไว้ก่อนออกไป!
เซียวจวินอ๋องสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตาของนางทันที เขายังไม่ทันได้เอ่ยถาม มือเรียวบางของหลินซูเหยาก็ยกขึ้นดันแผงอกเขาไว้อย่างแรง พร้อมๆ กับที่เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดั่งเงาพรายนับสิบสายกำลังพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบเรือนหลังนี้จากทุกทิศทาง!
"ท่านอ๋อง..." หลินซูเหยาเอ่ยกระซิบ เสียงของนางเยือกเย็นลงทันที รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ดูท่าทางว่า... แผ่นดินที่ท่านพยายามสร้างให้ข้า คงจะมีคนไม่อยากให้เราได้อยู่ยลโฉมร่วมกันเสียแล้วกระมังครับ"
สิ้นเสียงกระซิบนั้น ประตูไม้หนาหนักของเรือนก็ถูกแรงกระแทกจากภายนอกพังทลายลงพร้อมกับเศษไม้ที่กระเด็นว่อน ท่ามกลางกลุ่มควันสีขาวที่พวยพุ่งเข้ามา เงาร่างในชุดนักฆ่าสีดำสนิทนับสิบชีวิตพร้อมอาวุธครบมือก็พุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวพวกเขาทั้งสองในพริบตา!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับปลายปากกาของพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700)•ตอนที่ 21
คำสารภาพของท่านอ๋อง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!