กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมที่ถูกเผาไหม้จนใกล้หมดก้อน ลอยอวลเคล้าอยู่กับความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักบูรพา เสียงฝีเท้าของขันทีและนางกำนัลที่เคยเดินขวักไขว่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความตายที่ไร้เสียง—ความตายที่คืบคลานเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มบนริมฝีปากของบุรุษผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน
"เจ้าคิดว่าเข็มเงินเล่มบางๆ ของเจ้า จะสามารถทิ่มแทงหัวใจของราชบัลลังก์ได้งั้นหรือ ซูเหยา"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ดังขึ้น ท่ามกลางแสงเงาของคบเพลิงที่วับแวม เซียวจวินอ๋องประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้มังกรจำลักด้วยท่าทีผ่อนคลาย ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งพยัคฆ์ซุ่มรอเหยื่อกลับจับจ้องร่างระหงของหลินซูเหยาอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตาแม้แต่น้อย มือหนาสลักเสลาด้วยรอยแผลเป็นจากการศึกกุมจอกสุราหยกขาวไว้มั่น นิ้วโป้งลูบไล้ขอบจอกเบาๆ ราวกับกำลังเล่นเกมหมากรุกที่เขารู้ผลแพ้ชนะตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินหมาก
หลินซูเหยายืนตัวตรง ปลายเสื้อคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีครามสะท้อนกับแสงไฟ นางไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ในมือเรียวของนาง ซ่อนเข็มเงินยาวสามนิ้วที่แฝงไปด้วยประกายสีเงินยวง นางยิ้มหยันที่มุมปาก ดวงตาคู่งามฉายแววเยือกเย็นไม่แพ้คนตรงหน้า
"หม่อมฉันไม่เคยคิดจะทิ่มแทงราชบัลลังก์เพคะ... แต่หม่อมฉันสงสัยนัก ว่ามือที่แปดเปื้อนเลือดของอดีตองค์รัชทายาท และกำลังจะเอื้อมไปคว้าตราหยกแผ่นดินผู้นี้ มีความชอบธรรมอันใดในการเหยียบย่ำซากศพของผู้บริสุทธิ์นับหมื่น"
คำพูดของนางเฉียบคมดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ บรรยากาศในห้องพลระเบิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที เซียวจวินอ๋องมิได้โกรธเคือง ทว่ามุมปากกลับยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องขนพองสยองเกล้า เขาค่อยๆ วางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้จันทน์ เสียงกระทบกันเบาๆ ดังก้องกังวานในความเงียบ
"ผู้บริสุทธิ์งั้นหรือ? ในสนามการเมืองอันเน่าเฟะแห่งนี้ หลินซูเหยา... มีใครบ้างที่มือสะอาดพอจะพูดคำนี้ออกมาได้ เจ้าเองก็ใช้คราบหมอเทวดา เข้ามาในวังเพื่อสืบเรื่องราวของตระกูลหลินมิใช่หรือ? เรากับเจ้า... ต่างก็เป็นสุนัขป่าที่กระหายเลือดไม่ต่างกันนักหรอก"
"หม่อมฉันกับท่านอ๋อง... แตกต่างกันฟ้ากับเหว" นางสวนกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี "ท่านฆ่าเพื่ออำนาจและความสะใจ แต่หม่อมฉันรักษาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม!"
เซียวจวินอ๋องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างของบุรุษผู้บัญชาการกองทัพมังกรทาบทับร่างบางจนมิด เขาก้าวเข้าไปหาช้าๆ ทว่าทรงพลัง ทุกย่างก้าวสร้างแรงกดดันจนลมหายใจของคนรอบข้างแทบหยุดชะงัก กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นอายสงครามและสนิมเหล็กเข้าประชิดตัวนางจนแทบสัมผัสได้ถึงไอความร้อน
ทว่า แทนที่จะถอยหนี หลินซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความดื้อรั้นและเด็ดเดี่ยวที่จุดประกายความเร่าร้อนในดวงตาของแม่ทัพหนุ่มอย่างประหลาด
มือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงจนเกือบเจ็บ แต่ไม่มีเสียงร้องเล็ดลอดออกมาจากปากของหญิงสาว นางเพียงแต่กัดริมฝีปากล่างเบาๆ ปลายเข็มเงินในมืออีกข้างเตรียมพุ่งเข้าจุดตายของเขาได้ทุกเมื่อหากเขาขยับตัวมากกว่านี้
"เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว ซูเหยา..." เสียงกระซิบนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ ทว่าแฝงความคลั่งไคล้ที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความเย็นชา "รู้ไหมว่า หากเป็นผู้อื่น... ป่านนี้ศีรษะคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว แต่กับเจ้า... เรากลับอยากรู้ยิ่งนัก ว่าเมื่อความพยศนี้ถูกทำลายลง ร่างกายและจิตใจของเจ้าจะส่งเสียงร้องเช่นไร"
"ท่านอ๋องทรงลืมไปแล้วกระมัง ว่าหม่อมฉันคือหมอผู้ชี้เป็นชี้ตาย หากท่านบีบบังคับหม่อมฉันเกินไป พิษสลายกระดูกในตัวท่าน... ก็คงจะกำเริบเร็วกว่ากำหนดเช่นกัน" นางกระซิบตอบกลับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น พลางขยับข้อมือเล็กน้อยให้ปลายเข็มจี้เข้าที่จุดชีพจรสำคัญบนข้อมือของเขาพอดี
เซียวจวินอ๋องชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขามิได้ตกใจกลัวความตาย แต่ความอวดดีและไหวพริบที่ไม่เคยยอมจำนนของนาง กลับทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ความรู้สึกประหลาดที่ผสมผสานระหว่างความแค้นเคืองและความปรารถนาอันลึกซึ้งกำลังแผดเผาอยู่ในอก
ก่อนที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!" เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "กองกำลังรักษาพระองค์ของไทเฮา บุกเข้ามาถึงหน้าตำหนักบูรพาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจวินอ๋องหรี่ตาลง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เขายังคงไม่ปล่อยมือจากข้อมือของหลินซูเหยา ทว่าหันไปมองประตูตำหนักที่กำลังจะถูกพังเข้ามาด้วยแววตาดุดั่งพยัคฆ์เตรียมขย้ำเหยื่อชิ้นใหญ่
ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าสถานการณ์กำลังจะปะทุเป็นสงครามกลางวังหลวงนั้น ประตูไม้บานใหญ่ของตำหนักบูรพากลับเปิดผางออกด้วยแรงถีบมหาศาล ร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามขององค์ชายรองผู้ควรจะถูกกักบริเวณอยู่ในตำหนักส่วนNก กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม และในมือของเขากำ "พระราชโองการลับ" ฉบับจริงที่ประทับตราหยกแผ่นดินไว้เด่นชัด ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในค่ำคืนนี้!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับปลายปากกาของพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700)•ตอนที่ 11
โฉมหน้าที่แท้จริง
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกลับประวัติศาสตร์: บทใหม่ของพงศาวดารมีชีวิต (700) นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!