“วางกล้องลงเดี๋ยวนี้เลยนะคุณอาทิตย์! ก่อนที่เราสองคนจะโดนตำรวจท้องที่หิ้วปีกไปนั่งทำแผลในห้องขังฐานเป็นผู้ต้องสงสัยวางเพลิง!”
เสียงของรินดังลั่นทุ่งหญ้าสะวันนาจำลองใกล้หมู่บ้านวัฒนธรรม เธอพุ่งตัวเข้ามาคว้าสายสะพายกล้องที่คล้องคอผมไว้แน่นจนตัวผมเซไปตามแรงดึง ดวงตาเรียวสวยคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ผสมกับความหงุดหงิดที่ปิดไม่มิด
“ใจเย็นก่อนครับคุณบล็อกเกอร์สาว ขืนคุณกระชากแรงกว่านี้กล้องโปรเลนส์เทพของผมได้ลงไปจุ๊บพื้นดิน แล้วทีนี้แหละครับ... งานเข้าของจริง” ผมพยายามประคองกล้องตัวโปรดไว้พลางเลิกคิ้วมองเธอด้วยท่าทีนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจกำลังลุ้นระทึกไม่แพ้กัน
“ยังจะกวนอีก! ฉันเห็นนะ เมื่อกี้ตอนที่สลับเมมโมรี่การ์ดในพุ่มไม้ตรงนั้น คุณทำบางอย่างตกลงไป แล้วไอ้สิ่งที่ตกลงไปนั่นน่ะ... มันคืออุปกรณ์จุดระเบิดหรือเปล่า!”
รินปล่อยสายสะพายแล้วชี้ไม้ชี้มือไปที่พงหญ้าที่ผมเพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่ จังหวะนี้แหละครับที่ผมต้องงัดสกิลพระเอกมาใช้... ไม่ใช่เพื่อความเท่ แต่เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้
“รินครับ ฟังผมนะ” ผมขยับเข้าไปใกล้เธออีกก้าว จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมกันแดดที่เธอกำลังใช้ ซึ่งตัดกับบรรยากาศฝุ่นควันและกลิ่นดินหลังฝนตก “สิ่งที่ผมทำตกน่ะไม่ใช่ระเบิด แต่มันคือ... อุปกรณ์สำคัญที่ทำให้เราถ่ายรูปออกมาสวยแบบไม่ต้องแต่งเพิ่มในแอปฯ ต่างหากล่ะครับ”
“อุปกรณ์อะไร?” เธอถามพลางหรี่ตามองด้วยความระแวง
“ฟิลเตอร์เลนส์น่ะครับ มันหลุดจากกระเป๋าข้างน่ะ” ผมโกหกหน้าตายพร้อมกับชูฟิลเตอร์ในมือขึ้นมาให้ดูจริงๆ “แล้วที่ผมรีบวิ่งออกมาน่ะ เพราะผมกลัวว่าถ้าเรามัวแต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ อีกสามวินาทีข้างหน้า... ไอ้รถดับเพลิงที่กำลังวิ่งมาทางเรานั่นน่ะ มันจะเฉี่ยวเราสองคนจนกลายเป็นคู่รักนักเดินทางที่โชคร้ายที่สุดในโลกน่ะสิครับ”
พอผมพูดจบ เสียงหวอของรถดับเพลิงก็ดังสนั่นมาจากถนนฝั่งขวาจริงๆ รินสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดไปด้านหลังโดยสัญชาตญาณ จนเท้าของเธอสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ จังหวะที่ร่างบางกำลังจะหงายหลังลงไป ผมไม่รอช้าที่จะคว้าเอวบางนั้นไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็โอบประคองท้ายทอยเธอไว้อย่างนุ่มนวล
เหตุการณ์เหมือนในหนังรักเกรดบีเป๊ะครับ... เราสองคนกลิ้งลงไปกองกับพื้นหญ้านุ่มๆ ในมุมอับสายตาของต้นไม้ใหญ่ รินอยู่บน ผมอยู่ล่าง ระยะห่างระหว่างจมูกของเราตอนนี้เหลือเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวคั่นกลาง ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดที่ปลายคางผม จนผมเริ่มจะคุมจังหวะหัวใจตัวเองไม่ค่อยอยู่
“นะ... นี่คุณ” รินพูดตะกุกตะกัก มือที่วางอยู่บนอกผมสั่นน้อยๆ “ปล่อยได้แล้ว”
“ครับ กำลังจะปล่อย แต่ขอโทษนะครับ... ผมว่าผมเพิ่งทำเลนส์ฝาปิดหน้ากล้องหล่นลงไปในเสื้อคุณรึเปล่าเมื่อกี้?” ผมแกล้งทำหน้าซื่อตาใส ทั้งที่จริงๆ แล้วผมแค่อยากแกล้งให้คนปากไวตรงหน้าเสียอาการเล่น
“ห๊ะ! อะไรนะ! ตรงไหน! เอาออกไปนะ!” รินเริ่มลนลาน มือไม้ปัดป่ายไปทั่วเสื้อเชิ้ตของตัวเองด้วยความตกใจ ยิ่งเธอขยับ ร่างกายของเราก็ยิ่งแนบชิดกันมากขึ้นไปอีก
“อยู่นิ่งๆ สิครับ เดี๋ยวผมหยิบให้” ผมแกล้งโน้มหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนหน้าผากเราแตะกัน “เดี๋ยวถ้าผมเผลอไปโดนจุดอื่นเข้า เดี๋ยวจะหาว่าผมฉวยโอกาสนะครับ”
“ไอ้คนฉวยโอกาส! นี่มันเรื่องใหญ่กว่าเรื่องกล้องอีกนะ!” รินตวาดแหว แต่ใบหน้าของเธอกลับขึ้นสีระเรื่อไปจนถึงใบหู
ผมอดขำไม่ได้จริงๆ ครับ ผู้หญิงที่กล้าลุยไปทั่วโลกอย่างริน พอมาเจอโหมด ‘ใกล้ชิดเกินไป’ แบบนี้ ก็กลายเป็นลูกแมวตัวน้อยที่หาทางออกไม่เจอเหมือนกัน ผมค่อยๆ ยันตัวขึ้นช้าๆ โดยที่มือยังไม่ยอมละจากเอวของเธอ รินนิ่งค้างไปเหมือนคนโดนสตั๊น ร่างกายเธอยังคงเกร็งและสายตาที่มองผมมันมีประกายบางอย่างที่ผมเองก็อ่านไม่ออก
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังเป็นใจ เสียงแชตในมือถือของผมที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นรัวๆ เหมือนมีคนรัวนิ้วใส่แป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง รินผละตัวออกทันทีเหมือนโดนไฟช็อต ก่อนจะคว้ามือถือของผมที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาดู
“ใครทักมาหาคุณเนี่ย? หรือว่าพวกแก๊งวางเพลิงส่งข้อความมาเตือน?” เธอถามด้วยเสียงอันสั่นเครือ แต่นิ้วมือของเธอกลับกดปลดล็อกหน้าจอเครื่องของผมไปแล้ว—ซึ่งเป็นรหัสผ่านวันเกิดของเธอเองที่ผมแอบตั้งไว้โดยไม่ให้รู้
ตาของรินเบิกกว้างเมื่อเห็นข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
‘อาทิตย์ แกอย่าลืมลบรูปที่แอบถ่ายรินตอนหลับบนรถไฟเมื่อวันก่อนทิ้งนะโว้ย ถ้าขืนรินเห็นว่าแกแอบถ่ายไปตั้งสามสิบรูป เธอได้เลิกคบแกแน่ ข้อหาโรคจิต!’
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ตรงนั้นทันที รินหันขวับมามองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความเขินอาย เป็นความอาฆาตพยาบาทระดับสิบ ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่... แผนที่วางไว้ว่าจะค่อยๆ จีบ คงต้องเปลี่ยนเป็นแผนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดแทนแล้วล่ะครับ
“คุณ... แอบถ่ายฉันเหรอ?” เสียงรินเย็นเยียบจนผมขนลุกชัน
“ฟังผมก่อนครับริน... คือภาพมันสวยมากจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะโรคจิตนะ แต่แสงตรงนั้นมัน...”
ยังไม่ทันที่ผมจะแก้ตัวจบ รินก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับคว้ากระเป๋าสะพายใบใหญ่ของเธอฟาดลงมาที่ไหล่ผมอย่างแรง ก่อนจะวิ่งหนีเข้าไปในพงหญ้าทิศทางตรงกันข้ามทันที
“ริน! เดี๋ยวก่อน!” ผมตะโกนตามหลัง แต่ในใจกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ถึงจะเป็นการเริ่มต้นวันที่วุ่นวายและเกือบจะถูกฆาตกรรม แต่รอยยิ้มที่หลุดออกมาของเธอเมื่อครู่... มันคุ้มค่ากับความเสี่ยงจริงๆ
ทว่า... ในขณะที่ผมกำลังจะวิ่งตามไป เสียงโทรศัพท์เครื่องเดิมของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่ขึ้นชื่อว่า ‘คุณพ่อของริน’ พร้อมกับข้อความที่เด้งขึ้นมาในโน้ตที่เปิดค้างไว้
‘ริน... พ่อเจอรูปที่อาทิตย์ส่งมาให้พ่อเมื่อเช้าแล้วนะ รูปที่เขาขออนุญาตพ่อพาแกไปเที่ยวรอบโลก... พ่ออนุญาต แต่มีข้อแม้ว่าอาทิตย์ต้องสารภาพเรื่องที่เขารู้จักกับศัตรูตัวฉกาจของแกมาตั้งแต่สมัยมหาลัยนะ’
ผมยืนนิ่งเป็นหิน มือที่ถือกล้องอยู่สั่นไหวเล็กน้อย... ความลับที่ซ่อนไว้กำลังจะถูกเปิดเผย และดูเหมือนว่าหนทางข้างหน้าของผมกับริน จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ผมวางแผนไว้เสียแล้ว
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับเราในตอนนี้นะครับ หากอยากรู้ว่ารินจะทำอย่างไรเมื่อรู้ความจริงว่าศัตรูที่ว่าคือใคร รอติดตามต่อในตอนหน้าครับ!
เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง•ตอนที่ 4
หลงทางยังพอทน หลงคนข้างๆ นี่สิเรื่องใหญ่
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!