"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว ผมจะถือว่าคุณกำลังวิ่งหนีหัวใจตัวเองนะครับ ริน"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอยมาตามกระแสลมหนาวบนความสูงสามพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ขาเรียวที่กำลังก้าวฉับๆ ของผม—อ่า, ของริน ต้องชะงักกึก เธอหันขวับกลับมามองค้อนใส่ผมทันที ดวงตากลมโตภายใต้ฮู้ดกันหนาวสีแดงสดฉายแววเคืองขุ่นผสมความตื่นตระหนกเล็กน้อยตามประสาคนฟอร์มจัด
"ใครหนี! บ้าหรือเปล่าคุณอาทิตย์!" รินสะบัดเสียงใส่ สะบัดหน้าหนีไปมองวิวด้านข้างที่มีทัศนียภาพของแนวเทือกเขาหิมะทอดยยาวสุดสายตา ใต้แสงสีทองละมุนของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า "ฉันแค่เดินเร็วเพราะกลัวทางมืดต่างหากเล่า อากาศติดลบแบบนี้ ใครเขาอยากจะเดินช้าให้หูชาเล่นกันล่ะ"
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ ขยับเป้สะพายหลังใบใหญ่ให้เข้าที่แล้วก้าวเข้าไปยืนประชิด รินผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับรั้วไม้กั้นจุดชมวิว แต่มีหรือที่คนอย่างอาทิตย์ ตากล้องฟรีแลนซ์หน้ามึนคนนี้จะปล่อยให้เหยื่อ... เอ๊ย ให้เพื่อนร่วมทางหลุดมือไปง่ายๆ
ตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบวันที่เราแบกเป้ลุยเดี่ยวข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกัน จากเมืองหลวงที่วุ่นวาย สู่ตรอกซอกซอยเงียบสงบในยุโรป จนกระทั่งมาถึงดินแดนหลังคาโลกแห่งนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่เราจะไม่เถียงกันเรื่องเส้นทาง เรื่องกิน หรือแม้แต่เรื่องมุมกล้อง แต่สิ่งที่แปลกคือ ยิ่งเราเถียงกันมากเท่าไหร่ พื้นที่ว่างในใจที่เคยมีกำแพงหนากลับถูกรื้อถอนออกทีละนิด จนเหลือเพียงความคุ้นชินที่ต่อให้ไม่ต้องพูดอะไร แค่หันไปมองตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
"โกหกไม่เนียนเลยนะครับ บล็อกเกอร์สาวปากเก่ง" ผมแกล้งโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนรินต้องรีบยกมือขึ้นดันอกผมไว้ ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้แทบจะหายใจรดต้นคอ กลิ่นอายความหนาวเย็นปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ จากแชมพูของเธอทำเอาสมาธิที่สะสมมาตลอดการเดินทางเกือบพังทลาย
"ถอยไปเลยนะ! มาประชิดตัวแบบนี้ ฉันฟ้องตำรวจท้องถิ่นแน่" รินพยายามทำเสียงดุ แต่แก้มใสที่ขึ้นสีแดงปลั่งเพราะความหนาว—หรือเพราะอะไรบางอย่างกันแน่นั้น—ฟ้องชัดเจนว่าเธอกำลังสติหลุด
"ตำรวจแถวนี้เขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรอกครับ มีแต่ผมเนี่ยแหละที่แปลภาษาหัวใจคุณได้คนเดียว"
ให้ตายเถอะ... ประโยคเลี่ยนๆ แบบนี้ ถ้าให้ใครมาพูดใส่ ผมคงเบ้ปากใส่ตั้งแต่คำแรก แต่วันนี้พอมันหลุดออกมาจากปากตัวเอง ยอมรับก็ได้ครับว่าหัวใจเจ้ากรรมดันเต้นโครมครามยิ่งกว่าเสียงชัตเตอร์เวลากดรัวๆ ซะอีก รินอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบๆ ก่อนจะเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาผม
"เลี่ยน... เลี่ยนเป็นบ้าเลยคุณอาทิตย์ ไปกินอะไรผิดสำแดงมาหรือไง" เธอบ่นพึมพำ เอานิ้วมืดพันชายเสื้อกันหนาวของตัวเองเล่นแก้เขิน เป็นภาพที่ต่อให้ผมมีเลนส์เทเลโฟโต้ที่ซูมได้ไกลเป็นกิโล ก็ไม่มีทางเก็บบันทึกความน่ารักนี้ให้เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจได้เลย
บรรยากาศรอบตัวเราตอนนี้เงียบสงบลงอย่างประหลาด เสียงลมหายใจที่พ่นออกมาเป็นไอสีขาวลอยวนอยู่ในอากาศ ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นแสงสุดท้ายของวันที่งดงามที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต การเดินทางเกือบสามสิบตอนนี้สอนให้ผมรู้ว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่แค่ไหน และสถานที่สวยงามเพียงใดก็ไร้ความหมาย หากปราศจากคนข้างกายที่อยากให้เขามองเห็นสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกัน
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกันหนาว หยิบกล่องกำมะหยี่ขนาดเล็กที่พกติดตัวมาตลอดสัปดาห์ออก100%—ไม่ใช่แหวนแต่งงานนะครับ ใจเย็นๆ กันก่อน (รี้ดเดอร์อย่าเพิ่งกรี๊ดสูง) แต่มันคือสิ่งที่มีค่าไม่แพ้กันสำหรับตากล้องอย่างผม
"รินครับ"
เสียงเรียกที่เปลี่ยนโทนจากความกวนประสาทเป็นความจริงจัง ทำให้รินที่กำลังก้มหน้ามองพื้นค่อยๆ เงยขึ้นมาสบตาผม แววตาซุกซนเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงความประกายไหววับสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง
"อะ...อะไรอีกเล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้น" เธอถามเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
ผมเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นเมมโมรี่การ์ดสีดำสนิทตัวหนึ่ง นอนนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางกำมะหยี่สีนุ่ม แต่มันไม่ใช่เมมโมรี่การ์ดธรรมดา เพราะบนนั้นมีลายมือยึกยือของผมเขียนแปะไว้ด้วยเทปใสจิ๋วว่า *'เก็บไว้ดูตอนแก่ (ตอนที่เธอยังดื้อกับฉัน)'*
รินขมวดคิ้วมุ่น มองหน้าผมสลับกับกล่องในมือ "อะไรเนี่ย ของฝากจากตลาดนัดข้างทางเหรอ ทำไมดูงกจัง ขอเพชรเม็ดโตๆ ไม่ได้รึไง"
ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ กับความปากไวของเธอ "นี่คือความทรงจำทั้งหมดสามสิบตอนที่เราเดินทางร่วมกันครับ ตั้งแต่วันแรกที่คุณทำกระเป๋าเดินทางหายที่สนามบิน วันที่เราติดฝนอยู่กลางตลาดโบราณ จนถึงวันที่เรานั่งกินมาม่าถ้วยเดียวกันท่ามกลางความหนาวเหน็บ"
รินนิ่งอึ้งไป ดวงตาคู่สวยเริ่มไหวระริก เธอคงไม่คิดว่าคนกวนๆ อย่างผมจะเก็บบันทึกทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไว้ทั้งหมด
"ผมไม่ใช่คนโรแมนติกหรอกริน" ผมพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่สุภาพบุรุษคนนี้จะทำได้ สายตาจดจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ผมเป็นแค่ตากล้องเดินทางที่ชอบเก็บบันทึกภาพวิวสวยๆ แต่เชื่อเถอะว่า... ไม่มีวิวไหนในโลกนี้ที่สวยเท่าตอนที่ผมมองผ่านเลนส์แล้วมีคุณอยู่ในเฟรมด้วยหรอก"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่าน ทว่าหัวใจสองดวงกลับเต้นระรัวจนแทบจะได้ยินเสียงสะท้อน
"ตลอดทางที่ผ่านมา คุณบ่นว่าผมชอบแกล้ง คุณบอกว่าผมกวนประสาท แต่รู้ไหมครับ..." ผมเว้นจังหวะเล็กน้อย ขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิดจนปลายนิ้วของเราเกือบจะสัมผัสกัน "ทุกครั้งที่ผมกดชัตเตอร์ คนที่อยู่ในโฟกัสสายตาของผมไม่เคยเปลี่ยนเป็นคนอื่นเลย"
รินเม้มริมฝีปากแน่น แก้มของเธอแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู มือเล็กๆ ที่เคยดันอกผมค่อยๆ เลื่อนลงมาประสานกันไว้ที่หน้าท้อง เธอหลบสายตาผม มองลงไปที่พื้นไม้ แต่วินาทีนั้นเอง ผมเห็นรอยยิ้มที่พยายามกลั้นไว้จนมุมปากสั่นระริก
"พูดอะไรเนี่ย... ใครเขาอยากอยู่ในโฟกัสของคุณกันเล่า หลงตัวเองเป็นบ้า" เธอเสียงสั่นนิดๆ แต่ไม่มีท่าทีจะเดินหนีไปไหนอีกแล้ว
ผมสูดหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในชีวิตของการเป็นบล็อกเกอร์เดินทาง
"ไม่อ้อมค้อมแล้วนะครับ..." ผมสบตาเธอตรงๆ ด้วยความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม
"เป็นแฟนกับผมนะ... ริน"
คำว่า 'แฟน' หลุดออกจากปากท่ามกลางลมหนาวบนยอดเขา และในวินาทีที่ผมเอ่ยจบ รินก็เงยหน้าขึ้นสบตาผมพอดี ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ รอยยิ้มที่พยายามซ่อนไว้หลุดออกมาอย่างไร้การควบคุม ริมฝีปากอิบอิ่มเผยอขึ้นคล้ายจะเอաբนอะไรสักอย่าง
แต่ทว่า... ก่อนที่รินจะได้ทันเปล่งเสียงคำตอบใดๆ ออกมาจากริมฝีปากคู่นั้น หน้าจอโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกันหนาวของผมก็สั่นครืนขึ้นมาอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความแชตกลุ่มของเพื่อนร่วมทริปที่ถูกส่งเข้ามาขัดจังหวะความเป็นความตายของความสัมพันธ์แบบพอดิบพอดี
ชื่อผู้ส่งข้อความปรากฏหราอยู่บนหน้าจอล็อกสกรีนที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดของพลบค่ำ—**"ไอ้กรณ์ (ตากล้องรุ่นพี่ตัวแสบ)"** พร้อมกับข้อความตัวเบ้อเริ่มที่โผล่ขึ้นมาทิ่มแทงบรรยากาศโรแมนติกจนพังไม่เป็นท่า:
*[เฮ้ย! ไอ้ทิตย์! มึงอยู่ไหนวะ? รีบลงมาจากยอดเขาด่วนเลย! แฟนเก่ารินที่เคยทิ้งมันไปเรียนต่อต่างประเทศเมื่อสองปีก่อน เพิ่งบินมาถึงโรงแรมที่เราพักเมื่อกี้! มันกำลังถือดอกช่อใหญ่รอเซอร์ไพรส์รินอยู่หน้าล็อบบี้!]*
ดวงตากลมโตของรินกะพริบปริบๆ เมื่อหางตาของเธอเหลือบไปเห็นข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ของผมที่ยังคงสว่างวาบคาตาอย่างช่วยไม่ได้ รอยยิ้มเขินอายเมื่อครึ่งวินาทีที่แล้วแข็งค้างทันที บรรยากาศรอบตัวที่เคยอบอุ่นและฟีลกู๊ดแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบกริบที่เยือกเย็นยิ่งกว่าอุณหภูมิติดลบภายนอก
รินค่อยๆ หันกลับมามองหน้าผม ช้าๆ... พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ไร้ซึ่งความตลกขบขันใดๆ ทั้งสิ้น
"แฟนเก่า... เหรอครับ คุณอาทิตย์?" รินทวนคำเสียงเย็นเฉียบ ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟ "ไหนคุณบอกว่าตลอดทางที่ผ่านมา มีแค่ฉันคนเดียวในโฟกัสไงคะ?"
ชิบหายแล้วครับ... แบกเป้ท่องโลกคนนี้อยากจะเอาหัวโขกราวระเบียงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!
---
ฝากกดหัวใจ กดเข้าชั้น และคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ "แบกเป้ท่องโลก" คนนี้ด้วยนะครับ!
เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง•ตอนที่ 29
วินาทีที่เขาขอเป็นแฟน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำระหว่างเราบนทางผ่านของโลกกว้าง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!